วันเสาร์ 29 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สุดสัปดาห์นี้ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่มีคิวลงฟาดแข้งกันนะครับ เนื่องจากต้องหลีกทางให้กับฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง ศึก เอฟเอ คัพ รอบ 3 ซึ่งน่าจะมีอัตราความมันมากไม่แพ้กัน โดยในรอบนี้มีสโมสรจากลีกสูงสุดโคจรมาพบกันเองตั้งแต่หัววัน 2 คู่คือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ซึ่งจะลงเตะกันในวันเสาร์ ขณะที่อีกคู่เป็นบิ๊กแมตช์ประจำรอบนี้ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่จะเปิดรัง เอติฮัต สเตเดี้ยม รับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แค้นร่วมเมือง ที่กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์ลีกกันอยู่ในตอนนี้  โดยจะเตะกันในวันอาทิตย์ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นเกมที่น่าสนใจมากหลังจากที่ “ปิศาจแดง” ยังเจ็บช้ำน้ำใจไม่หายที่ถูก ซิตี บุกไปถล่มเละคารัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด 6-1เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ทำให้น่าติดตามเหลือเกินว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และลูกทีม จะสามารถบุกไปถอนแค้นทีมข้างบ้านที่พวกเขาเคยเรียกว่า “สมอลล์ คลับ” ได้หรือไม่

    แท ยอน
**************************

ศึก เอฟเอ คัพ รอบสาม
เบอร์มิงแฮม - วูล์ฟแฮมป์ตัน
สนาม: เซนต์ แอนดรูว์ส
เวลา: 19.30 น.

คริส ฮิวจ์ตัน ผู้จัดการทีม เบอร์มิงแฮม ซิตี ไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บ หรือ ติดโทษแบนให้ต้องปวดหัว บรรดานักเตะตัวหลักไล่ตั้งแต่ โบอัซ มายฮิลล์, โจนาธาน สเปคเตอร์, คีธ ฟาฮีย์, นิโกลา ซิกิช และมาร์ลอน คิง ยังฟิตพร้อมลงสนามกันทุกคน โดย “ตราลูกโลก” จะลงสนามในระบบ 4-4-2 มี โบอัซ มายฮิลล์ เป็นนายทวาร ขณะที่แนวรับ 4 คนประกอบด้วย เดวิด เมอร์ฟี, สตีเวน คัลด์เวลล์, เคอร์ติส เดวิส และโจนาธาน สเปคเตอร์ ส่วนแดนกลางมี ฌอง โบเซฌูร์, คีธ ฟาฮีย์, กิราน เอ็นดอว์ และคริส เบิร์ค ขณะที่คู่หัวหอกเป็น นิโกลา ซิกิช กับ มาร์ลอน คิง 

ด้าน มิค แม็คคาร์ธี กุนซือ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส มีปัญหาในการจัดทีมพอสมควร เมื่อจะไม่มี 2 แกนหลักอย่าง โรนัลด์ ซูบาร์ และเจมี โอฮารา ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ เนนาด มิลิยาส จะติดโทษแบนเป็นเกมสุดท้ายจากทั้งหมด 3 นัดทำให้ เอ็มมานูเอล ฟริมปง มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่ยืมมาจาก อาร์เซนอล จะได้คุมแดนกลางคู่กับ คาร์ล
เฮนรี ต่อไปอีกนัด ส่วนแดนหน้า เควิน ดอยล์ จะลงล่าตาข่ายคู่กับ สตีเวน เฟล็ทเชอร์ โดยเกมนี้ “หมาป่า” จะลงเล่นในระบบ 4-4-2 มี เวย์น เฮนเนสซีย์ เป็นนายทวาร แนวรับ 4 คนประกอบด้วย สตีเฟน วอร์ด, คริสตอฟ แบร์รา, โรเจอร์ จอห์นสัน และริชาร์ด สเตียร์แมน ส่วนแดนกลางมี แม็ตธิว จาร์วิส, คาร์ล เฮนรี, เอ็มมานูเอล ฟริมปง และแอนโธนี ฟอร์เด สำหรับคู่กองหน้าเป็น เควิน ดอยล์ กับ สตีเวน เฟล็ทเชอร์

ความน่าจะเป็นของเกม: แม้จะเป็นทีมจาก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ผู้เล่นหลายคนของ เบอร์มิงแฮม ก็เคยมีประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกมาอย่างโชกโชน แถมเกมนี้ “ตราลูกโลก” ยังได้ปักหลักเล่นในรัง เซนต์ แอนดรูว์ส ของตัวเองอีกต่างหาก จึงไม่น่าจะเป็นรอง วูล์ฟ ซึ่งยังสะกดคำว่าชนะไม่เป็นเลยตลอดการลงสนามในลีก 5 นัดหลังสุดแน่นอน และยังน่าจะมีลุ้นถึงชนะได้เลยทีเดียว

ผลที่คาด: เบอร์มิงแฮม ชนะ 2-1

**************************

เวสต์บรอมวิช – คาร์ดิฟฟ์
สนาม: เดอะ ฮอว์ธอร์นส์
เวลา: 22.00 น.

รอย ฮอดจ์สัน ผู้จัดการทีมจอมเก๋า เวสต์บรอมวิช อัลเบียน จะยังไม่มี คริส บรันท์ ปีกตัวเก่ง ที่เจ็บขา รวมทั้ง โจนาส โอลส์สัน, สตีเฟน รีด และโซลตัน เกรา ที่มีปัญหาบาดเจ็บเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บิ๊กรอย มีลุ้นได้ เชน ลอง กองหน้าตัวทีเด็ด ที่เจ็บหลังฟิตกลับมาช่วยทีมอีกครั้งในเกมนี้ เช่นเดียวกับ ยูสซูฟ มูลัมบู ส่วนแกนหลักคนอื่นไม่ว่าจะเป็น พอล ชาร์เนอร์, แกรม ดอร์แรนส์, เจอโรม โธมัส และปีเตอร์ โอเดมวิงกี ยังอยู่กันครบ โดย “เดอะ แบ๊กกีส์” จะลงสนามในระบบ 4-4-2 มี เบน ฟอสเตอร์ เป็นนายทวาร แนวรับ 4 คนประกอบด้วย นิคกี ชอว์รีย์, แกเร็ธ แม็คออลีย์, เคร็ก ดอว์สัน และบิลลี โจนส์ ส่วนแดนกลางมี เจอโรม โธมัส, แกรม ดอร์แรนส์, พอล ชาร์เนอร์ และไซมอน ค็อกซ์ ขณะที่คู่กองหน้าเป็น เชน ลอง กับ ปีเตอร์ โอเดมวิงกี

ด้าน มัลกี แม็คเคย์ ผู้จัดการทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี ไม่มีปัญหาเรื่องตัวผู้เล่นให้ต้องปวดหัว แกนหลักทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็น เดวิด มาร์แชลล์, อารอน กุนนาร์สสัน, ปีเตอร์ วิตติงแฮม รวมถึง เคนนี มิลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋า โดยเกมนี้ “เดอะ บลูเบิร์ดส์” จะลงสนามในระบบ 4-5-1 มี เดวิด มาร์แชลล์ เป็นนายทวาร แนวรับ 4 คนประกอบด้วย ดาร์ซี เบลค, เบน เทอร์เนอร์, มาร์ค ฮัดสัน และลี เนย์เลอร์ ส่วนแดนกลางมี โจ รัลล์ส, โจ มาสัน, อารอน กุนนาร์สสัน, ดอน คาววี และปีเตอร์ วิตติงแฮม ขณะที่กองหน้าตัวเป้าเป็น เคนนี มิลเลอร์

ความน่าจะเป็นของเกม: แม้ผลงานในลีกจะดร็อปลงไปพอสมควรในช่วงหลัง แต่ เวสต์บรอมวิช ก็ยังดูดีกว่า คาร์ดิฟฟ์ พอสมควรไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวผู้เล่น หรือ ระบบการเล่น ยิ่งเกมนี้ได้ลงเล่นในรัง เดอะ ฮอว์ธอร์นส์ ของตัวเองได้แล้วคงต้องมองไปถึงชัยชนะเพียงสถานเดียวเท่านั้น

ผลที่คาด: เวสต์บรอมวิช ชนะ 2-0

***************************

นิวคาสเซิล - แบล็กเบิร์น
สนาม: เซนต์ เจมส์ ปาร์ค
เวลา: 22.00 น.

อลัน พาร์ดิว ผู้จัดการทีม นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะยังหมดสิทธิใช้งานนักเตะที่เจ็บยาวอย่าง นีล เรนเจอร์, ปีเตอร์ โลเวนครานด์ส, แดนนี กัทธรี, สตีเวน เทย์เลอร์ และซิลแวง มาร์โวซ์ แต่น่าจะได้ กาเบรียล โอแบร์กตอง ปีกจอมเลื้อยเลือดน้ำหอม ที่บาดเจ็บหัวแม่เท้ากลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ส่วนแกนหลักคนอื่นทั้ง ทิม ครูล, ฟาบิโอ
โคลอชชินี, ชีค ติโอเต หรือ เดมบา บา ยังอยู่กันครบ โดยเกมนี้ “สาลิกาดง” จะลงสนามในสูตรยอดนิยม 4-4-2 มี ทิม ครูล เฝ้าเสา แนวรับ 4 คนประกอบด้วย แดนนี ซิมป์สัน, ไมค์ วิลเลียมสัน, ฟาบิโอ โคลอชชินี และไรอัน เทย์เลอร์ ส่วนแดนกลางมี กาเบรียล โอแบร์กตอง, ชีค ติโอเต, โยฮัน กาบาย และโฮนาส กูเตียร์เรซ ขณะที่คู่กองหน้าเป็น อาร์เตม เบนอาร์กฟา กับ เดมบา บา

ด้าน สตีฟ คีน ผู้จัดการทีม แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส จะหมดสิทธิใช้งาน มิเชล ซัลกาโด ที่เจ็บซี่โครง, วินซ์ เกรลลา ที่เจ็บต้นขา และสกอตต์ แดนน์ ที่เจ็บโคนขาหนีบ อย่างไรก็ตาม “กุหลาบไฟ” มีลุ้นได้ พอล โรบินสัน นายทวารมือ 1 ฟิตกลับมาเฝ้าเสาในเกมนี้อีกครั้ง แต่ถ้า “ร็อบโบ” ยังไม่พร้อม มาร์ค บันน์ ก็พร้อมจะลงเล่นเป็นนายทวารตัวจริงอีกครั้ง ส่วนแกนหลักคนอื่นทั้ง คริสโตเฟอร์ แซมบา, เดวิด ดันน์ หรือ ยาคูบู ไอเย็กบินี ยังฟิตพร้อมลงสนามกันทุกคน โดยเกมนี้ แบล็กเบิร์น จะลงเล่นในสูตร 4-4-2 มี พอล โรบินสัน เฝ้าเสา แนวรับ 4 คน ประกอบด้วย เจสัน  โลว์, คริสโตเฟอร์ แซมบา, แกรนท์ ฮานลีย์ และอดัม เฮนลีย์ ส่วนแดนกลางมี สตีเวน เอ็นซองซี, เมาโร ฟอร์มิกา, เดวิด ดันน์ และราโดสลาฟ เปโตรวิช ขณะที่คู่กองหน้าเป็น รูเบน โชชินา กับ ยาคูบู ไอเย็กบินี

ความน่าจะเป็นของเกม: นิวคาสเซิล มีทีมที่ลงตัวกว่า และฟอร์มการเล่นก็คงเส้นคงวามากกว่า แบล็กเบิร์น เช่นกัน ยิ่งเกมนี้ได้ปักหลักเล่นในรัง เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ของตัวเองด้วยแล้ว “สาลิกาดง” คงไม่พลาด และน่าจะเก็บชัยชนะพร้อมตบเท้าเข้าไปเล่นในรอบต่อไปได้

ผลที่คาด: นิวคาสเซิล ชนะ 3-1

**************************

นอริช - เบิร์นลีย์
สนาม: แคโรว์ โรด
เวลา: 22.00 น.
พอล แลมเบิร์ต ผู้จัดการทีม นอริช ซิตี จะไม่มีนักเตะที่ยังอยู่ในบัญชีผู้เล่นบาดเจ็บอย่าง ริทชี เด เลต, มาร์ค เทียร์นีย์, เจมส์ วอห์น และเอลเลียตต์ วอร์ด ส่วนแกนหลักคนอื่นไม่ว่าจะเป็น จอห์น รัดดี, แอนโธนี พิลคิงตัน, แกรนท์ โฮลท์ หรือ สตีฟ มอร์ริสัน ยังอยู่กันครบ โดยเกมนี้ “เจ้านกขมิ้น” จะลงสนามในระบบ 4-4-2 มี จอห์น รัดดี เป็นนายทวาร แนวรับ 4 คนประกอบด้วย รัสเซลล์ มาร์ติน, แซค ไวท์เบรด, ดาเนียล อยาลา และอดัม ดรูรี ส่วนแดนกลางมี เอลเลียตต์ เบนเนตต์, แบรดลีย์ จอห์นสัน, ไซมอน แลพพิน และแอนโธนี พิลคิงตัน ขณะที่คู่หัวหอกเป็น แกรนท์ โฮลท์ กับ สตีฟ มอร์ริสัน

ด้าน ผู้จัดการทีม เบิร์นลีย์ จะหมดสิทธิใช้งาน คีแรน ทริปเปียร์ กองหลังที่เพิ่งคว้าตัวมาจาก แมนฯ ซิตี ด้วยสัญญาฉบับถาวรหลังทำผลงานได้น่าประทับใจระหว่างถูกยืมมาใช้งาน เนื่อง จากติดโทษแบนทำให้ อังเดร อมูกู ต้องลงมาเล่นเป็นแบ๊กขวาตัวจริงแทน อย่างไรก็ตามแกนหลักคนอื่นไม่ว่าจะเป็น เบน มี, ดาวิด เอ็ดการ์, จูเนียร์ สตานิสลาส หรือ ชาร์ลีน ออสติน ยังอยู่กันครบ โดยเกมนี้ เบิร์นลีย์ จะลงเล่นในระบบ 4-5-1 มี ลี แกรนท์ เฝ้าเสา แนวรับ 4 คนประกอบด้วย อัง-เดร อมูกู, เบน มี, ดาวิด เอ็ดการ์ และไบรอัน อีสตัน ส่วนแดนกลางมี รอสส์ วัลเลซ, ดีน มาร์นีย์, คริส แม็คคานน์, จูเนียร์ สตานิสลาส และเจย์ โรดริเกซ ขณะที่ ชาร์ลี ออสติน รับบทกองหน้าตัวเป้า

ความน่าจะเป็นของเกม: แม้จะเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก แต่ทรงบอลของ นอริช ซิตี ก็ดูดีกว่าทีมในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ มากทีเดียว เกมนี้ได้เฝ้าบ้านพบกับ เบิร์นลีย์ ซึ่งมีชื่อชั้นเป็นรอง จึงไม่ใช่งานที่หนักหนาเกินกว่าที่ “เจ้านกขมิ้น” จะฝ่าฟันไปได้

ผลที่คาด: นอริช ชนะ 2-0

**************************

สเปอร์ - เชลท์แฮม
สนาม: ไวท์ ฮาร์ทเลน
เวลา: 22.00 น.
แฮร์รี เรดแนปป์ ผู้จัดการทีม ทอตแนม ฮอตสเปอร์ จะยังไม่มี เจอร์เมน จีนัส มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติอังกฤษ ที่เจ็บเอ็นร้อยหวาย และทอม ฮัดเดิลส์ตัน ที่เจ็บข้อเท้า แต่มีลุ้นได้แกนหลักอย่าง สกอตต์ ปาร์คเกอร์, เลดลีย์ คิง และอารอน เลนนอน กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ขณะที่แกนหลักคนอื่นทั้ง ลูกา โมดริช, ราฟาเอล ฟาน เดอร์ ฟาร์ท, แกเร็ธ เบล และเอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ยังอยู่กันครบ อย่างไรก็ตาม เรดแนปป์ อาจจะทำการพักผู้เล่นตัวหลักบางคนเอาไว้ในเกมนี้ทำให้เราอาจจะได้เห็นตัวสำรองอย่าง โรมัน พาฟลิวเชนโก หรือ เจอร์เมน เดโฟ ลงมาโชว์ฝีเท้าบ้าง โดย “ไก่เดือยทอง” จะลงสนามในสูตร 4-4-2 มี แบรด ฟรีเดล เฝ้าเสา แนวรับ 4 คนประกอบด้วย เวดราน ชอว์ลูกา, ยูเนส กาบุล, เซบาส
เตียน บาสซง และเบอนัวต์ อัสซู เอกอตโต ส่วนแดนกลางมี โจวานนี ดอส ซานโตส, ลูกา โมดริช, ซานโดร และแกเร็ธ เบล ขณะที่คู่หัวหอกเป็น โรมัน พาฟลิวเชนโก กับ เจอร์เมน เดโฟ

ด้าน มาร์ค เยตส์ ผู้จัดการทีม เชลท์แฮม ไม่มีปัญหาเรื่องตัวผู้เล่นให้ต้องปวดหัว แกนหลักทุกคนไม่ว่าจะเป็น เอลเลียตต์, แพค, ซัมเมอร์ฟิลด์, ดัฟฟี และโมฮาเหม็ด ยังอยู่กันครบ โดยเกมนี้ ทีมจากลีก 2 จะลงสนามในระบบ 4-4-2 มี สกอตต์ บราวน์ เป็นนายทวาร แนวรับ 4 คนประกอบด้วย ซิดู จอมบาติ, สตีฟ เอลเลียตต์, อลัน เบนเนตต์ และลุค การ์บัตต์ ส่วนแดนกลางมี มาร์ลอน แพค, จอช โลว์, ลุค ซัมเมอร์ฟิลด์ และรัสเซลล์ เพนน์ ขณะที่คู่กองหน้าเป็น ดาร์รีล ดัฟฟี และเคด โมฮาเหม็ด

ความน่าจะเป็นของเกม: สเปอร์ ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงสุด ๆ ในฤดูกาลนี้จนกระทั่งมีลุ้นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก เลยก็ว่าได้ เกมนี้ได้เฝ้าบ้านพบกับสมันน้อยจากลีก 2 อย่าง เชลท์แฮม ซึ่งเป็นรองทุกกระบวนท่า การเก็บชัยชนะจึงไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ที่ต้องลุ้นก็คือ “ไก่เดือยทอง” จะยิงขาดกี่เม็ดเท่านั้น

ผลที่คาด: สเปอร์ ชนะ 3-0 

ส่วนโปรแกรมคู่อื่น สวินดอน-วีแกน แอธเลติก, เอฟเวอร์ตัน–แทมเวิร์ธ, บริสตอล โรเวอร์ส-แอสตัน วิลลา, เรดดิง-สตีฟเนจ, วัตฟอร์ด-แบรดฟอร์ด, จิลลิงแฮม-สโตค, เชฟฯ ยูไนเต็ด-ไซล์สบิวรี, แม็คเคิลส์ฟิลด์-โบลตัน, บาร์นสลีย์-สวอนซี, ฟลีตวูด-แบล็กพูล, ดาร์บี-คริสตัล พาเลซ, ฟูแลม-ชาร์ลตัน, ไบรท์ตัน-เร็กซ์แฮม, โคเวนทรี-เซาธ์แฮมป์ตัน, ฮัลล์-อิปสวิช, เอ็มเค ดอนส์-ควีนส์ปาร์ค, ครอวลี่ย์-บริสตอล, แด็ก แอนด์ เรด-มิลล์วอลล์, ฟอเรสต์-เลสเตอร์ และมิดเดิลสโบรห์-ชรูว์สบิวรี.ล้าต

*****************************

ย้อนรอย 4 เกมคลาสสิก "ผีแดง-เรือใบ"

  หลังจากที่ทำได้เพียงเฝ้าดูเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมานานหลายปี ถึงวันนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี ได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์แชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ “ปิศาจแดง” อย่างเต็มตัวแล้ว หลังได้เม็ดเงินราว 500 ล้านปอนด์ของเจ้าของสโมสรระดับอภิมหาเศรษฐีอย่าง ชีคห์ มานซูร์  สร้างทีมที่มีขุมกำลังนักเตะแข็งแกร่งที่สุดในโลกลูกหนังทีมหนึ่งขึ้นมา โดยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ศึก ดาร์บี แมตช์แห่งเมืองแมนเชสเตอร์ มักจะจบลงอย่างสนุกตื่นเต้น และอุดมไปด้วยความดราม่า โดยวันนี้เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนหน้าที่ทั้ง 2 ทีมจะลงฟาดแข้งกันอีกครั้งใน ศึก เอฟเอ คัพ รอบ 3 วันอาทิตย์ที่ 8 ม.ค. ผมจึงขออนุญาตนำทุกท่านนั่งกระสวยกาลเวลาย้อนกลับไปดู 4 เกมสุดคลาสสิกของคู่นี้กันอีกสักครั้ง

12 /02/11 แมนฯ ยูไนเต็ด 2-1 แมนฯ ซิตี

  เกมนัดนี้จะเรียกว่า เป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 19 ของพวกเขามาครองได้สำเร็จก็ว่าได้ โดย ไรอัน กิกส์ จ่ายบอลให้ หลุยส์ นานี ซัดให้ “ผีแดง” ออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 41 แต่ ซิตี ก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และตามมาตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จจาก ดาวิด ซิลบา มิดฟิลด์ทีมชาติสเปน ที่เริ่มปรับตัวกับฟุตบอลอังกฤษได้มากขึ้น จากนั้นเกมก็ดำเนินไปอย่างสูสี กระทั่งนาทีที่ 78 นานี ก็เปิดบอลให้ เวย์น รูนีย์ ตีลังกายิงเข้าไปอย่างสุดสวยเป็นประตูชัยให้ เรด เดวิลส์ คว้าชัยไปอย่างสนุก 2-1

16/04/11 แมนฯ ซิตี 1-0 แมนฯ ยูไนเต็ด

แมนฯ ยูไนเต็ด มีลุ้น 3 แชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ ลีก ทว่าพวกเขาต้องพบกับกระดูกชิ้นโตเมื่อต้องโคจรมาพบกับ แมนฯ ซิตี ในรอบตัดเชือก เอฟเอ คัพ ที่สนาม เวมบลีย์ โดยทั้ง 2 ทีมเล่นกันอย่างระมัดระวังตัว ทำให้เกมดำเนินไปอย่างอึดอัด จนกระทั่งนาทีที่ 52 หายนะก็มาเยือน “ผีแดง” เมื่อ ไมเคิล คาร์ริค จ่ายบอลพลาดไปเข้าทาง ยายา ตูเร บริเวณหน้ากรอบเขตโทษของตัวเองทำให้ถูก มิดฟิลด์ เดอะ ซิติเซนส์ ลงโทษอย่างเจ็บแสบด้วยการกระชากเข้าไปยิงลอดตัว เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ เข้าไปตุงตาข่าย พร้อมส่งให้ ซิตี ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงดำก่อนจะคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จในบั้นปลาย

07/08/11 แมนฯ ซิตี 2-3 แมนฯ ยูไนเต็ด

แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดฉากฤดูกาล 2010/2011 ด้วยตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ขณะที่ แมนฯ ซิตี คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ ทำให้พวกเขาต้องโคจรมาพบกันที่ เวมบลีย์ อีกครั้งใน ศึก ชิงโล่การกุศล คอมมิวนิตี ชิลด์ โดยหนนี้ ซิตี เล่นได้อย่างเหนือชั้น และออกนำไปก่อนถึง 2-0 ในครึ่งแรกจาก โจลีออน เลสคอตต์ นาทีที่ 38 และเอดิน เชโก นาทีที่ 45+1 ครึ่งหลัง เซอร์ อเล็กซ์ ตัดสินใจส่งขุนพลเลือดใหม่อย่าง ฟิล โจนส์ และทอม เคลฟเวอร์ลีย์ ลงมาเพื่อแก้เกม และก็ได้ผลเกินคาดเมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด รัวคืนทีเดียว 3 เม็ดรวดจาก คริส สมอลลิง นาทีที่ 52, หลุยส์ นานี นาทีที่ 58 และ90+3 พร้อมแซงเข้าวินชนิดเหลือเชื่อ 3-2

23/10/11 แมนฯ ยูไนเต็ด 1-6 แมนฯ ซิตี

ก่อนลงสนามในเกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด แทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาเสียท่าให้คู่แข่งใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิดว่า แมนฯ ซิตี จะสร้างวีรกรรมอันองอาจด้วยการบุกถล่ม “ปิศาจแดง” ชนิดสิ้นสภาพถึง 6-1 โดย มาริโอ บาโลเตลลี เหมาเบิ้ลให้ ซิตี ขึ้นนำก่อน 2-0 ในนาทีที่ 22 กับ 60 ก่อนที่ เซร์คิโอ จะมาบวกเม็ดที่ 3 ในนาทีที่ 69, เอดิน เชโก กดเม็ดที่ 4 นาทีที่ 90, ดาวิด ซิลบา รับผิดชอบลูกที่ 5 นาทีที่ 90+1 และเชโก ซัลโวปิดกล่องอีกดอกในนาทีที่ 90+2 ส่วนเจ้าบ้านแก้คืนได้ 1 เม็ดจาก ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ นาทีที่ 81.


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 26,731 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น