วันพุธ 20 สิงหาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ผมเขียนเรื่องเล่าไปเรื่อย ๆ นึกอะไรได้ก็เล่าไปตามประสาที่อยากเล่าได้สัก 20 ตอน ชุดสุดท้ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระสังฆราช 19 องค์

วันก่อนไปงานแห่งหนึ่งพบท่านผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือปรารภว่า ชื่อคอลัมน์ว่าเล่าไปเรื่อย ๆ นี่ดีเหมือนกันนะ เล่าไปได้จนถึงวันสิ้นโลก! เล่าเรื่องเจ้าแล้วก็เรื่องพระ เรื่องอำมาตย์แล้วก็เรื่องไพร่ เล่าเรื่องเที่ยว เรื่องในวัง นอกวัง เรื่องถนนหนทางแม่น้ำลำคลอง เรื่องในครัว เดี๋ยวก็ถึงเรื่องข้างมุ้งในมุ้งหรอก เอาอย่างนี้สิ! คุณก็เป็นนักกฎหมาย ลองหันมาเขียนเรื่องความรู้เบื้องต้นง่าย ๆ เกี่ยวกับกฎหมายสำหรับคนไม่เคยเรียนกฎหมาย ชนิดพอจะเรียนด้วยตนเอง เอาสัก 10 ตอน 20 ตอน เขียนแบบง่าย ๆ สนุก ๆ นะ ไม่ต้องถึงขนาดอ่านแล้วไปสอบเนฯ ได้ เอาแค่เหมือนหกล้มถลอกปอกเปิกพอทายาหม่องยาแดงปิดพลาสเตอร์ปฐมพยาบาลตนเอง

ผมฟังดูรู้สึกว่าเข้าท่าเข้าทีและเข้าทางผม พอดีกับมีคนส่งอีเมลเข้ามาต่อว่าต่อขานว่า ตาฉันจะบอดอยู่แล้ว อ่านไปเหนื่อยไปเหมือนฟังคนพูดไม่หายใจไม่หยุดจิบน้ำบ้างเลย เขียนอะไรเยอะแยะตาแป๊ะไก๋ ยาวยืดเต็มหน้าจนเดลินิวส์พิมพ์ตัวอักษรเล็กกระจิ๋วเดียว ทุกวันนี้ต้องใช้แว่นขยายส่องอ่านแล้วนะ ไม่อ่านก็ไม่ได้กลัวจะตกข่าว เว้นย่อหน้าให้มันบ่อยหน่อย แล้วอย่าเขียนมากนะยะจะได้พิมพ์ตัวโต ๆ เดลินิวส์รวยอยู่แล้วไม่ต้องไปเขียนแถมให้เขาหรอก ผมเลยคิดว่าจากนี้ไปจะเปลี่ยนไปเขียนเรื่องใหม่แล้วล่ะครับ ตั้งชื่อว่า “หมอกฎหมาย” เขียนไป ย่อหน้าใหม่ไป ส่วนภาพประกอบ ทางเดลินิวส์คงช่วยหามาให้อย่างเดิม

นึกถึงคราวที่จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคราวหนึ่ง รับสั่งว่าวันก่อนฉันเป็นหมอดิน เพราะได้ปริญญาเอกจากเกษตรศาสตร์ ต่อมาก็ได้เป็นหมอยา เพราะได้ปริญญาจากมหิดล อยู่มาเป็นหมอลำ เพราะได้ปริญญาเอกทางดนตรี วันนี้ได้เป็นหมอความเพราะได้ปริญญากฎหมาย! ผมจึงขอตั้งชื่อชุดที่จะเขียนใหม่นี้ว่า “หมอกฎหมาย”

เอ้า! ชักยาวอีกแล้ว ขอขึ้นย่อหน้าก่อนครับ

1.ไหว้ครู

โบราณว่าจะทำอะไรต้องไหว้ครูเสียก่อน จะได้เป็นสิริมงคลแก่ตัว จะเล่นดนตรี ชกมวย เล่นโขน รำละคร เป็นหมอนวด แต่งหนังสือ ต้องไหว้ครูทั้งนั้น เวลาจะเรียนหนังสือก็ต้องไหว้ครูอย่างที่สุนทรภู่เขียนว่า “สาธุสะจะขอไหว้ พระศรีไตรรตนา” นักเรียนทุกวันนี้ยังต้องยืนพนมมือถือหญ้าแพรก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม ไหว้ครูเลยครับ

ผมว่าอีกหน่อยอาจต้องถือหญ้าแพรก ดอกมะเขือ ยืนพนมมือล้อมรอบคอมพิวเตอร์ เมาส์ กูเกิล โทรทัศน์ แผ่นซีดี ดีวีดี เครื่องเล่นวิดีโอนะ!

ครูของครูสอนกฎหมายวันนี้ถือว่าคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) จึงขอชวนคนจะเรียนกฎหมายไหว้ครูองค์นี้ก่อนครับ

กฎหมายไทยมีมานานแล้ว ฝรั่งถึงได้พูดคำคมว่า ที่ใดมีสังคม ที่นั่นย่อมมีกฎหมาย คำว่ากฎหมายในที่นี้อย่าไปพูดถึงรัฐธรรมนูญ กฎหมายตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายทะเล กฎหมายปิโตรเลียมอะไรต่ออะไรที่เท่ ๆ ทันสมัยเลยครับ เอาว่าเป็นกฎหมายก็แล้วกัน ทุกสังคมต้องมีกฎหมายทั้งนั้น

กฎหมายอาจเขียนเป็นตัวหนังสือก็ได้ เขียนเป็นมาตรา เป็นข้อก็ได้ เขียนติดเป็นพืดราวกับหนังสือกำลังภายในไม่ค่อยเว้นย่อหน้าอย่างบทความของผมก็ได้ หรือจะไม่เขียนไว้ที่ไหน แต่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติกันต่อ ๆ มาจนขึ้นใจและอยู่ในสายเลือดทั้งยังศักดิ์สิทธิ์ราวกับเป็นกฎหมายบ้านเมือง เวลามีเรื่องฟ้องร้องกัน ศาลหรือผู้ตัดสินคดีอาจนำมาใช้ตัดสินชี้ถูกชี้ผิดก็ได้ ว่าไปทำไมมีแม้ทุกวันนี้กฎหมายส่วนใหญ่จะเขียนเป็นมาตราชัดเจนแล้ว แต่ที่ยังไม่เขียนก็มีอยู่ให้เห็นบ้างนะครับ

นักมวยชกกันบนเวทีตามกติกาไม่ผิดฐานทำร้ายร่างกายแม้จะหัวร้างข้างแตก นักฟุตบอลเตะกันในสนามจนโดนลูกบอลอัดห้องเครื่องจุกหน้าเขียวตัวงอแต่ก็ไม่ผิด ชาวบ้านเข้าไปหาของป่าตามอาชีพ ขุดเผือกขุดมันหาหน่อไม้ไม่ผิด รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภา แต่สภาไม่ยอมรับหลักการจนร่างกฎหมายตกไปคือไม่ผ่าน รัฐบาลต้องลาออกหรือไม่ก็ต้องยุบสภา ความผิดหรือไม่ผิดพวกนี้เป็นกฎหมายจารีตประเพณี ไม่เขียนไว้ที่ไหนแต่ปฏิบัติกันมาอย่างนั้น บางประเทศ เช่น อังกฤษ กฎหมายชนิดไม่เขียนดูจะมีมากกว่าชนิดเขียนด้วยซ้ำ ก็รัฐธรรมนูญนั้นเขายังไม่เขียนเลยครับ

เพื่อนผมเป็นชาวอังกฤษเคยตั้งข้อสังเกตว่าบ้านเมืองยูมีแต่เรื่องตีความเพราะเขียนกฎหมายแล้วอ่านไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงกัน เลยเถียงกันใหญ่ ผมถามว่าแล้วบ้านเมืองยูทำอย่างไร เขาหัวเราะแหะ ๆ ตอบว่าบ้านเมืองไอไม่เขียนกฎหมายเป็นตัวหนังสือ จึงมีแต่เรื่องหาความ คือพอมีคดีก็ทะเลาะกันว่าหลักกฎหมายเรื่องนั้นเรื่องนี้มีใจความว่าอย่างไร จะค้นหามาได้จากไหน

อาจารย์คึกฤทธิ์เคยประชดว่า อังกฤษไม่เคยปฏิวัติเพราะปฏิวัติชนะก็ไม่รู้จะหารัฐธรรมนูญที่ไหนมาฉีก บ้านเมืองเรารัฐธรรมนูญเขียนเป็นตัวหนังสือเขียนกันเป็นหน้า ๆ พิมพ์กันเป็นเล่ม ๆ จึงฉีกง่าย วิธีแก้ปฏิวัติคือชิงเลิกมีตัวบทรัฐธรรมนูญเสียก่อนแล้วหันไปใช้จารีตประเพณี คณะปฏิวัติจะได้เข็ดว่ายึดอำนาจได้แล้วไม่รู้จะฉีกอะไรทิ้ง เพราะกฎเกณฑ์มันอยู่ในใจคนและในสายเลือดเสียแล้ว!

กฎหมายไทยโดยเฉพาะกฎหมายประเพณีจึงมีมานานแล้วคู่กับการเกิดขึ้นของสังคมไทย คนเราแค่อยู่กันคนสองคนก็ต้องมีกติกา กติกาใดไม่เอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตายก็เป็นแค่มารยาทในสังคม เช่น เดินผ่านผู้ใหญ่ควรค้อมศีรษะ นั่งหน้าผู้ใหญ่ไม่ควรไขว่ห้าง ถ้าทำกันทั่วไปจนแพร่หลายก็เป็นประเพณี เช่น การเล่นน้ำสงกรานต์ แต่ถ้าต้องปฏิบัติเคร่งครัดจะเป็นกฎหมาย กติกาพวกนี้เขาเรียกว่าบรรทัดฐานความประพฤติของมนุษย์ซึ่งอาจแบ่งเป็นมารยาทสังคม ประเพณี และกฎหมาย คนเราต้องอยู่ใต้กติกาพวกนี้ทั้งนั้น

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์มิใช่นักกฎหมายคนแรกของไทย ไม่ได้เป็นคนสร้างกฎหมายคนแรกเหมือนคนคิดประดิษฐ์อะไรขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นคนวางรากฐานการศึกษาวิชากฎหมายสมัยใหม่ของไทย และทรงผูกพันกับวิชาการด้านนี้มาก ทรงอุดหนุนส่งเสริมวงการนี้มาก เราจึงเรียกพระองค์ท่านว่าเป็นบิดาแห่งกฎหมายไทย เหมือนกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงเป็นบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ กรมพระยาดำรงฯ เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย

กรมหลวงราชบุรีฯ มีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสรุ่นใหญ่ของรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นคนเฉลียวฉลาด ช่างพูด ช่างคิดมาแต่เด็กจนรัชกาลที่ 5 ทรงเรียกว่า “เฉลียวฉลาดรพี” เมื่อเจริญวัยขึ้นจึงทรงส่งไปเรียนที่อังกฤษ ต่อมาได้เข้าเรียนกฎหมายจนสำเร็จได้ปริญญากลับมาทันความต้องการที่รัชกาลที่ 5 กำลังจะปฏิรูปบ้านเมืองพอดี ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการศาลฎีกา ที่สำคัญคือเป็นคนจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายสอนกฎหมายเป็นครั้งแรก

วิชากฎหมายในสมัยก่อนเป็นวิชาลึกลับ โบราณกลัวว่าคนรู้มากจะหัวหมอ จึงไม่ยอมเผยแพร่ ไม่ยอมสอน ราษฎรจะหากฎหมายอ่านก็ยาก สมัยรัชกาลที่ 3 หมอบรัดเลย์ มิชชันนารีอเมริกันเข้ามาตั้งโรงพิมพ์ หลังจากพิมพ์สามก๊ก พิมพ์ราชาธิราชขาย แกก็พิมพ์กฎหมายขาย ปรากฏว่าถูกจับข้อหาเปิดเผยความลับราชการ หนังสือหนังหาถูกยึดมาเผาหมด

รัชกาลที่ 4 ทรงคิดอีกอย่างว่าถ้าคนรู้กฎหมายจะฉลาดรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ รู้จักกันไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบ และกลัวจนไม่กล้าเอาเปรียบคนอื่นเพราะรู้เสียแล้วว่าทำอย่างนี้ผิด บ้านเมืองอย่างนี้น่าจะปกครองง่าย จึงทรงออกหนังสือราชการชื่อราชกิจจานุเบกษา แปลว่าหนังสือเกี่ยวด้วยเรื่องอันพึงเพ่งดูเป็นนิจ โปรดฯ ให้ตีพิมพ์กฎหมายและประกาศของทางราชการทุกฉบับเพื่อให้ราษฎรได้รู้เท่า ๆ กัน จะขลุกขลักอยู่บ้างก็ตรงที่ราษฎรส่วนใหญ่อ่านไม่ออกนี่แหละครับ เหมือนคนทุกวันนี้ได้คอมพิวเตอร์ ได้แท็บเล็ตมาใช้แต่ใช้ไม่เป็น ได้โทรศัพท์มือถือ 3 จี 4 จี มา 2 เครื่อง 3 เครื่อง ได้แต่กดเข้ากดออกเป็นอยู่อย่างเดียว ใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่เป็น

รัชกาลที่ 5 จึงทรงตั้งโรงเรียนสามัญสอนหนังสือแก่คนทั่วไป และตั้งโรงเรียนเฉพาะด้านผลิตคนป้อนเข้าสู่ระบบราชการที่จัดขึ้นใหม่ ในส่วนของการเรียนรู้กฎหมายก็ให้ตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น กรมหลวงราชบุรีฯ ท่านลงมือสอนเองแทบทุกวิชา เป็นทั้งครูใหญ่ ครูน้อย ครูประจำชั้น เช้าเสด็จไปทรงงานเสนาบดี เที่ยงเสด็จกลับวังอยู่ตรงเทเวศร์ บัดนี้คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นั่นแหละ สอนพลางเสวยพลาง บ่ายนักเรียนและครูก็แยกย้ายไปทำงาน ค่ำท่านก็จุดตะเกียงอ่านหนังสือ เขียนคำบรรยายเตรียมไว้สอนต่อวันรุ่งขึ้น สอนฟรีอีกด้วย ครูอย่างนี้หาได้ง่าย ๆ ที่ไหน

ลูกศิษย์รุ่นแรก ๆ เป็นขุนศาลตุลาการอยู่แล้ว แต่เป็นแบบผู้พิพากษาโบราณ ท่านก็จับมาเรียนกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญาแบบสมัยใหม่ สอนตั้งแต่ว่ากฎหมายคืออะไร จนถึงคำพิพากษาศาลฝรั่งศาลไทย ในที่สุดก็กลายเป็นนักเรียนหลายรุ่น นักเรียนพวกนี้ได้เป็นเจ้าพระยา พระยา เป็นอธิบดีศาลฎีกา อธิบดีกรมอัยการ ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ และอาจารย์สอนกฎหมายสืบมาราว 5-6 เจเนเรชั่นแล้ว

เมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชปรารภจะทำกฎหมายใหม่ให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของต่างชาติ กรมหลวงราชบุรีฯ ก็เป็นกำลังสำคัญในการจัดทำกฎหมายเหล่านั้น แต่ด้วยความที่ทรงเป็นนักกฎหมาย ประกอบกับทรงรักความเป็นธรรม ยึดหลักการ หลายอย่างจึงไม่ทรงเห็นด้วยกับเจ้านายและข้าราชการ “รุ่นเก่า” ที่มีอำนาจในสมัยนั้น บางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงทั้งในทางส่วนตัวและราชการ ต่อมาได้ทรงลาออกจากราชการ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงกลับเข้ารับราชการใหม่แต่ย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตร ครั้นเมื่อทรงประชวรได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่ฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่นั่น ทรงเป็นต้นราชสกุลรพีพัฒน์

กรมหลวงราชบุรีฯ ท่านเป็นวงศ์พระอาทิตย์ พระนามเดิมท่านคือ “รพีพัฒนศักดิ์” รพีแปลว่า พระอาทิตย์ โอรสธิดากี่องค์ท่านก็ตั้งพระนามเป็นพระอาทิตย์ทั้งหมด คือ พิมพ์รำไพ ไขแสงรพี สุรีย์ประภา วิมวาทิตย์ ชวลิตโอภาส อากาศดำเกิง เพลิงนพดล ถกลไกวัล รวิพรรณไพโรจน์ ดวงทิพย์โชติแจ้งหล้า ทิตยาทรงกลด คันธรสรังสี รำไพศรีสอางค์ อ้อ! ม.จ.ทิตยาทรงกลดนั้นเป็นแม่ยายของท่านนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน

วงการกฎหมายรักบูชาพระองค์มากว่าทรงเป็น “อาจารย์ของอาจารย์” “ครูของครู” ทรงเอาพระทัยใส่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างดี ไหนจะสอน ไหนจะแนะนำ ไหนจะหางานให้ทำ ไหนจะปกป้องมิให้ใครมาว่ากล่าวลูกศิษย์ได้ หนังสือหนังหาท่านก็ทรงแต่งไว้ให้ใช้เรียน เจ้านายและราษฎรที่รักท่านก็มีมากเพราะทรงมีนิสัยรักความเป็นธรรม และไม่ยอมลงให้แก่ความไม่เป็นธรรม แต่ที่ไม่ชอบท่านก็มี หาว่าท่าน “หัวหมอ”

ครั้งต้นรัชกาลที่ 6 คราวมีข่าวจะยึดอำนาจที่เรียกว่าขบถหมอเหล็ง พ.ศ.2454 ว่ากันว่าถ้ายึดได้สำเร็จมีคนคิดอยู่บ้างว่าจะยกท่านเป็นคิงหรือเพรสซิเด้นท์ด้วยซ้ำ แต่การก่อการคราวนั้นไม่สำเร็จ ถูกจับได้เสียก่อน

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สิ้นพระชนม์ในวันที่ 7 สิงหาคม นักกฎหมายจึงเรียกวันที่ 7 สิงหาคม ว่าวันรพี มีการตั้งแถวนิสิตนักศึกษาไปวางพวงมาลาที่พระอนุสาวรีย์หน้ากระทรวงยุติธรรมข้างสนามหลวงเพื่อ “ไหว้ครู” เป็นประเพณีตลอดมาหลายสิบปีแล้ว ตึกที่ทำการในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะหลังหนึ่ง วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่าอาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์

ไหว้ครูจบแล้ว ทีนี้จะเล่าถึงสภาพของกฎหมายไทยในสมัยก่อนล่ะครับว่าก่อนจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้โบราณท่านอยู่กันอย่างไร.

วงการกฎหมายรักบูชาพระองค์มากว่าทรงเป็น “อาจารย์ของอาจารย์” “ครูของครู” ทรงเอาพระทัยใส่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างดี ไหนจะสอน ไหนจะแนะนำ ไหนจะหางานให้ทำ ไหนจะปกป้องมิให้ใครมาว่ากล่าวลูกศิษย์ได้ หนังสือหนังหาท่านก็ทรงแต่งไว้ให้ใช้เรียน เจ้านายและราษฎรที่รักท่านก็มีมากเพราะทรงมีนิสัยรักความเป็นธรรม และไม่ยอมลงให้แก่ความไม่เป็นธรรม แต่ที่ไม่ชอบท่านก็มี หาว่าท่าน “หัวหมอ”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 19,883 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น