วันพฤหัสบดี 27 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในทางการแพทย์นั้น ตุลาคมของทุกปีถูกจัดให้เป็นเดือนแห่งการรณรงค์เผยแพร่ความรู้โรคมะเร็งเต้านม และในฐานะของแพทย์ผู้รักษาโรคมะเร็ง รศ.พญ.สุดสวาท เลาหวินิจ หัวหน้างานโรคมะเร็ง กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ และนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย มีข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะระยะลุกลาม ซึ่งข้อมูลที่นำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ ยังไม่เป็นที่รับรู้กันแพร่หลายนัก...

คุณหมอสุดสวาท บอกว่า มะเร็งเต้านมระยะลุกลาม แยกย่อยเป็น 2 แบบ คือ มะเร็งเต้านมระยะลุกลามเฉพาะที่ หรือมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ที่มีการแพร่กระจายจากเต้านมไปยังบริเวณใกล้เคียง เช่น ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ บริเวณเหนือหรือใต้กระดูกไหปลาร้า ส่วนอีกแบบ เรียกว่า มะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย หรือระยะที่ 4 ที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไปจากเต้านม เช่น ตับ ปอด กระดูก และสมอง

สถานการณ์ของโรคจะรุนแรงมากหรือน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งสามารถวัดได้จากข้อมูลสถิติ โดยคุณหมอสุดสวาท แจงข้อมูลว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย คิดเป็น ร้อยละ 47.8 ของมะเร็งทั้งหมดที่พบในผู้หญิง หากย้อนดูข้อมูลในปีพ.ศ.2553 จะพบว่า ในปีดังกล่าวมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 10,000 ราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตกว่า 4,500 ราย 

ส่วนสถิติในประเทศแถบตะวันตกพบมีประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะเริ่มแรกจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายในที่สุด ยิ่งในอเมริกาพบว่า อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรก (ระยะที่1-3) ที่ไม่แพร่กระจายจากเต้านมไปยังบริเวณใกล้เคียง มีชีวิตรอดสูงถึงร้อยละ 93 หากเปรียบเทียบกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามแบบแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น จะพบว่า ใน 5 ปี ผู้ป่วยมีชีวิตรอดอยู่ที่ร้อยละ 15 ด้วยอัตราการรอดที่ต่างกันมาก คุณหมอสุดสวาท จึงชี้ว่า ยังมีความจำเป็นในการพัฒนาการรักษาใหม่ๆ เพื่อชะลอการดำเนินโรคในผู้ป่วยกลุ่มนี้ 

แนวทางการรักษาในปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า โรคมะเร็งเต้านมระลุกลามยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นแพทย์จะรักษาผู้ป่วยโดยยับยั้งการลุกลามให้ช้าลง เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยาวนานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

คุณหมอสุดสวาท เล่าถึงการรักษามะเร็งเต้านมระยะลุกลามว่า ส่วนใหญ่เป็นการให้ยาฉีดหรือยารับประทานที่จะไปทั่วร่างกาย ยาที่ใช้มีหลายกลุ่ม ได้แก่ ยาต้านฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังมียาในกลุ่มทาร์เก็ทเต็ด เทอราปี่ (Targeted Therapy) หรือยามุ่งเป้า ออกฤทธิ์โดยตรงที่เซลล์มะเร็งเท่านั้น 

สำหรับการเลือกการรักษาที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างในตัวผู้ป่วยเอง เช่น ผู้ป่วยอยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือไม่ การตรวจพบตัวรับสัญญาณบนผิวเซลล์มะเร็ง ซึ่งตัวรับที่ว่านี้ ได้แก่ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen receptor) ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone receptor) และตัวรับเฮอร์ทู (HER2 receptor)

อย่างไรก็ตาม ราวร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด ตรวจพบเซลล์มะเร็งที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก หรือหมายถึงเซลล์มะเร็งจะเติบโตขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมน ฉะนั้นผู้ป่วยที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก จะตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีฮอร์โมน 2 แบบ คือ การให้ยาลดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน  และอีกแบบเป็นการให้ยาต้านฮอร์โมน โดยยาจะไปแย่งจับกับตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจนบนผิวเซลล์มะเร็ง

ผลของการรักษาด้วยวิธีข้างต้น คุณหมอสุดสวาท พบว่า มีผู้ป่วยครึ่งต่อครึ่ง ที่ตอบสนองและไม่ตอบสนองต่อการรักษานี้ ในส่วนที่ไม่ได้ผลนั้นมีทั้งไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนในขนานแรก และแม้จะรับขนานแรกได้ แต่ก็เกิดภาวะดื้อต่อยาต้านฮอร์โมนหรือพบการลุกลามของโรคขึ้นในภายหลัง

หลังทราบสถานการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลามกันแล้ว คุณหมอสุดสวาท ย้ำว่า อยากให้ผู้ป่วยรู้ว่ามะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มีวิธีการรักษาได้ในทุกระยะของโรค ทั้งในขณะนี้มีการวิจัยคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การพัฒนายากลุ่มใหม่ที่จะยับยั้งกลไกที่ทำให้มะเร็งไม่ตอบสนองหรือดื้อต่อการรักษาด้วยฮอร์โมน จึงนับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะพัฒนาการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะลุกลามให้ได้ผลดีขึ้น

การเอาชนะมะเร็งเต้านมได้ดีวิธีหนึ่ง คุณหมอสุดสวาท แนะผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองหาโรคมะเร็งเต้านมระยะแรก เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากหากพบป่วยระยะแรกจะสามารถรักษาให้หายขาดได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 90,475 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น