วันอังคาร 2 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ที่ผ่านมา การบริการการรักษาพยาบาลกลุ่มข้าราชการ พนักงาน และครอบครัว ที่อยู่ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ต้องประสบกับปัญหาเรื่องการรับสิทธิด้านการรักษาพยาบาล

ทุกคนต้องสำรองจ่ายการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง ไม่มีสิทธิเบิกตรงเหมือนข้าราชการพลเรือน

นอกจากนี้ระยะเวลาเบิกจ่ายก็ค่อนข้างนาน ทำให้มีผลกระทบกับข้าราชการชั้นผู้น้อย รวมทั้งมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กบางแห่งที่มีงบประมาณน้อย แต่เสียค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ต้องจ่ายเพิ่มเอง จึงเป็นภาระปัญหาที่หนักอึ้งของ อปท.    

จากการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการรับสิทธิรักษาพยาบาล ของ อปท. ได้ข้อสรุปร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง “กองทุนรักษาพยาบาลส่วนท้องถิ่น” ขึ้น โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข กับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้บุคคลผู้มีสิทธิตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตาม

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือ “โครงการป่วยไข้ไม่ล้มละลาย”     

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลอยากเห็นหลักประกันสุขภาพกระจายการรักษาให้ทั่วถึง รวมถึงพนักงานท้องถิ่นกว่า 500,000 คนที่จะต้องได้รับสิทธิดูแลอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อบุคลากรจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ และรัฐบาลเล็งเห็นว่าความร่วมมือนี้จะไม่เป็นการไปเบียดเบียนงบประมาณท้องถิ่นที่มีอยู่ และที่สำคัญรัฐบาลมองเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติที่ประชาชนจะต้องได้รับบริการอย่างเต็มที่

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า อปท.มี 7,900 แห่งทั่วประเทศ 537,692 คน ซึ่งรวมพ่อแม่ คู่สมรส และบุตร ซึ่งการดูแลให้ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องครอบคลุมทั้งหมด กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตั้งงบประมาณเบื้องต้น 7,000 ล้านบาท จะโอนไปให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจัดเป็นกองทุนเพื่อดูแล อปท. เฉลี่ยประมาณรายละ 12,000 บาท ซึ่งสิทธิประโยชน์จะเสมอภาคทัดเทียมระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ พลเรือน ไม่ต้องสำรองจ่าย สามารถรักษาที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง

“ที่ผ่านมาสถานพยาบาลจะเป็นผู้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลกับกรมบัญชีกลาง แต่นับจากวันที่ 1 ต.ค. 2556 สปสช.จะเข้าไปทำหน้าที่ประมวลผลการเบิกค่ารักษาพยาบาล และออกเป็นรายงานการจ่ายเงินให้กับกรมบัญชีกลางเพื่อจ่ายให้กับสถานพยาบาลต่อไป จะทำให้ข้อมูลการเบิกจ่ายเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทุกกองทุน และในอนาคตประเทศไทยจะมีข้อมูลการเงินการคลังด้านสุขภาพระดับประเทศเป็นครั้งแรก”    

นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการและพนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ทางสปสช.จะต้องดำเนินการงานต่อไปหลังจากที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้ คือ จัดตั้งรูปแบบโปรแกรมสำหรับบุคลากร อปท. แสดงตนเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ รองรับการเบิกจ่ายตรงจากกองทุน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำการลงทะเบียนผู้มีสิทธิในการรักษา โดยมอบหมายให้ สปสช.เขต 12 เขตทั่วประเทศ ไปทำการอธิบายและอบรมเรื่องการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค. 2556 จากนั้นก็ให้เริ่มทำการบันทึกข้อมูลประมาณเดือน มิ.ย. เพื่อให้พร้อมใช้วันที่ 1 ต.ค. 2556
   
สำหรับ 12 องค์กรที่ได้รับสิทธิดังกล่าว ประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการและพนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย สมาคมลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการส่วนตำบลและเทศบาล สมาพันธ์เทศบาลแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.

ทีมเดลินิวส์38
y_38@dailynews.co.th

 


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 84,152 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น