วันอังคาร 23 ธันวาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เราผ่านพ้นเหตุการณ์ทางการเมืองในปี 2553 มาด้วยความสูญเสีย สิ่งที่ต้องทำคือ เร่งทำความจริงให้ปรากฏก่อน เป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อไม่ให้เกิดความคาใจว่า ใครอยู่เบื้องหลังความรุนแรงในการสลายการชุมนุมครั้งนั้น? จากนั้น ก็เอาผิดตัวการสร้างความรุนแรง และเยียวยาให้ผู้ตกเป็นเหยื่อ

กระบวนการมันก็มีแค่นั้น แต่มันก็ไม่แล้วเสร็จเสียที รัฐบาลเลยลัดคิวไปทำเรื่องเยียวยาก่อน ส่วนการค้นหาความจริง ต้องรอคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหา
ความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดผลสรุปในวาระครบรอบ 2 ปี คอป.ซึ่งก็ใกล้เข้ามาแล้ว หวังว่ารายงานจะลดความคาใจได้

กระบวนการค้นหาความจริงเดินไป และรัฐบาลก็น่าจะเดินหน้าทำงานแบบคู่ขนานกันไป อุณหภูมิการเมืองควรจะอยู่ในระดับปกติ แต่การเมืองทุกวันนี้มีแต่เรื่อง “ร้อนแบบไม่อยากติดตาม” คือเป็นข่าวที่สำคัญ น่าสนใจ แต่มันเป็นเรื่องชวนปลุกกระแสให้เกิดความร้อนระอุในสังคมขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคน “เต็มกลืน” จะรับแล้ว

เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ดูตาม “สวนดุสิตโพล” ก็เห็นว่า ที่สำรวจมา ประชาชนอยากให้ชะลอ แต่ก็มีประชาชนอีกกลุ่ม เร่งเร้าให้เดินหน้า

บ้างก็แสดงความเห็นต่อต้านศาลรัฐธรรมนูญอย่างโจ่งแจ้งว่า ถ้ายอมตามศาลรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับปล่อยให้อำนาจฝ่ายตุลาการเข้ามาล้วงลูกฝ่ายบริหาร และจะมีผลสืบเนื่องไปถึง พ.ร.บ.ปรองดอง ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจรับพิจารณา กลายเป็นการ “เตะถ่วง” พ.ร.บ.นี้อีก แล้วถ้าอย่างนั้น ต่อไปฝ่ายนิติบัญญัติทำอะไรก็ถูกฝ่ายตุลาการคอยเบรก

ว่ากันไปถึงขั้นว่า เป็นการตัดตอนอำนาจประชาชน เพราะฝ่ายตุลาการไม่ได้มีที่มาจากประชาชนเหมือนฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น จะไม่ยอมให้มีการใช้อำนาจใดมา “ละเมิด” การใช้อำนาจทางอ้อมของประชาชนอีก

ก็เป็นเหตุผลที่ฟังได้ เพราะหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือ “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ” ถ้ามีอำนาจอะไรที่แทรกแซงการใช้อำนาจของประชาชน ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

แต่หลายคนเขาก็คิดว่า ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง จะต้องมาพร้อมกับความเป็นพลเมืองที่ประชาชนมีความคิด และมีการเคลื่อนไหวในการตรวจสอบทัดทานรัฐบาล ส.ส. ส.ว.ที่ตัวเองเลือกมา กรณีที่เห็นว่า ทำอะไรไม่ชอบมาพากลเข้าแล้ว

กระบวนการทางสภาก็ต้องเข้มแข็ง ตรวจสอบด้วยเหตุผลและหลักฐาน ต้องยับยั้งคน หรือกระบวนการใด ๆ ที่ไม่ทำให้ประเทศเกิดประโยชน์ แถมยังสร้างความขัดแย้งได้ ไม่ใช่พวกมากลากไป นายใหญ่เห็นว่ามีประโยชน์กับตัวเองต้องถูก สภาก็พร้อมเป็นตรายางให้ แล้วจัดทีมออกมาอธิบายข้าง ๆ คู ๆ ถู ๆ ไถ ๆ ให้แสบสีข้างไปวัน ๆ

เรียกว่า ประชาธิปไตยต้องทำได้ทั้งการให้อำนาจ การตรวจสอบคานอำนาจ และสามารถเรียกคืนอำนาจ หากผู้ที่เรามอบอำนาจให้ ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียง ไม่ทำเพื่อประโยชน์ของเรา

คิดดูแล้วกันว่า วันนี้ประชาธิปไตยไทยถึงขั้นนั้นหรือเปล่า ถ้ายังไม่ถึง แล้วระบบตรวจสอบถ่วงดุล คานอำนาจอะไรล่ะ ที่เรายอมรับได้ ไม่ใช่พอจะมีการตรวจสอบรัฐบาล ก็โวยวายกันแล้วว่า จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

พักเรื่องไม่มีคำตอบ มาที่เรื่องสีสันกันบ้าง เห็นพรรคเพื่อไทยประกาศจัดตั้ง “นักรบไซเบอร์” เห็น “หมวดเจี๊ยบ” ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต แถลงประกาศทำนอง เชิญชวนนักท่องอินเทอร์เนตมาร่วมกันใช้ทวิตเตอร์ ตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์

เรื่องนี้มันก็เป็นเสรีภาพในการสื่อสาร ตราบใดที่นักท่องเน็ตไม่ใช่ลูกจ้างของพรรค เขามีสิทธิโพสต์อะไรที่เขาคิดได้อย่างเสรี ก็ขอให้ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ใน
การโพสต์ ไม่งั้นก็จะกลายเป็นขยะบนโลกไซเบอร์

เห็นความขัดแย้งสองพรรครายวัน ก็นึกถึงสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ยุคนั้น ไม่ได้แสดงอาการปฏิปักษ์กับพรรคประชาธิปัตย์รุนแรงมากเท่าทุกวันนี้ ถามว่าโกรธเกลียดอะไร ก็คงได้คำตอบประเภทว่า ไม่ปรองดองกับคนสั่งฆ่าประชาชน ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่ตรงคำถามนัก

แต่ไอ้ “อาการเป็นปฏิปักษ์” นี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเมืองวันนี้มันน่าเบื่อ เพราะต่างฝ่ายต่างมานั่งปั้นโวหารด่ากระทบกระเทียบเปรียบเปรยกัน พอล้ำเส้นกันมาก ๆ
เข้า ก็ฟ้องร้องกันที แล้วก็ออกมาขอโทษกันที เวลามีการขอโทษ ภาพมันดูน่าสมเพช ว่า ไอ้วี่แววที่ทำปากเก่งด่ากันไปมาหายไปไหนหมด

ลดการใช้ปากกันบ้างก็ดี เผื่ออุณหภูมิการเมืองมันจะลดลงสักหน่อย.

 

บุหงาตันหยง


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

แสดงความคิดเห็น