วันพุธ 23 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจากจีนมาเยือนไทยอย่างธรรมดาสองคน ที่ว่าเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเพราะต่างไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหนทางราชการบ้านเมือง แต่ในมหาประเทศอย่างจีนซึ่งมีประชากร 1,300 ล้านคนนั้น คนที่มาได้ถึงขั้นนั้น แม้จะพ้นจากตำแหน่งก็ยังได้รับการเคารพนับถือ ต้องไม่ธรรมดา จะว่าเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญก็คงได้มั้ง!

คนแรกคือ นายสีกวงตี๋ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศ เป็นคนหางโจว เรียนจบที่ปักกิ่งแล้วไปเรียนต่อที่รัสเซีย อยากทำงานวิชาการจึงไปสอนหนังสือและวิจัยที่มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในลอนดอน ต่อมาไปทำงานธนาคารในสวีเดน แล้วกลับไปเป็นผู้ว่าการมหานครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างนั้นได้มีโอกาสต้อนรับ นายกฯเปรม และรับเสด็จสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภายหลังได้เป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจนเกษียณ ภาษาอังกฤษท่านดีมาก ความคิดความอ่านก็เปิดกว้างคนที่ได้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของมหานครเซี่ยงไฮ้นั้นถ้าธรรมดา ๆ เป็นไม่ได้หรอกครับ

อีกคนที่มาในคณะด้วยคือ มาดามเติ้งหรง บุตรีคนที่ 3 ของอดีตผู้นำจีนเติ้งเสี่ยวผิง ท่านเป็นอุปนายกสมาคม ท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพเรียบร้อย มาดามเติ้งหรงเคยเขียนเรื่อง “เติ้งเสี่ยวผิง คุณพ่อของดิฉัน” จนได้รับการแปลและตีพิมพ์เผยแพร่ทั่วโลก ส่วนนายกสมาคมซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีไม่ได้มาเพราะติดประชุมสำคัญ

ทั้งสองนำคณะสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศมาเยือนไทย 5 วันในฐานะแขกของสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีนซึ่งคุณพินิจ จารุสมบัติ เป็นนายกสมาคม ได้เข้าเยี่ยมท่านประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี และได้เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ว่าไปแล้วคณะนี้ มาเยือนแบบเอกชน แต่เพราะเป็น “คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” เมื่อท่านนายก พินิจจัดเลี้ยงต้อนรับที่โรงแรมแชงกรี-ลา แขกเหรื่อจึงมากันมากหน้าหลายตาจากทุกวงการ

คุณพินิจยังเป็นคนที่มากด้วยบารมีในหมู่ชาวจีน ที่จริงผมเห็นมาตั้งแต่คราวคุณพินิจนำคณะไปท่องมองโกเลียในของจีนเมื่อสองปีก่อนแล้ว เพราะเขาต้อนรับมโหฬารพันลึกจนผมต้องกระซิบถามคุณพินิจว่า นี่ทางจีนเขารู้ไหมว่าคุณกับผมออกจากวงการการเมืองมานานแล้ว มีคนเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ว่าการของจีนฟัง ท่านหัวเราะก๊ากตอบว่า เพราะงั้นต้องรับเต็มที่ กลัวจะอด ๆ อยาก ๆ! การเมืองระหว่างประเทศวันนี้พึ่งแต่กระทรวงการต่างประเทศไม่พอหรอกครับ สมาคมเอกชนอย่างนี้แหละที่ช่วยได้มาก เพราะผู้นำสมาคมล้วน “ไม่ธรรมดา” ดังที่แก้ปัญหาหลายอย่างลับ ๆ จนสำเร็จมาแล้ว

สิ่งที่มองกี่ทีห่างกันกี่ปีก็เห็น คือคนจีนจะพูดจาสอดคล้องรองรับอยู่ในร่องรอยเดียวกันทุกคนราวกับถูกปลูกฝังมา ไม่มีใครพูดอะไรแหวกแนวไปได้เลย นิสัยความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ประสบการณ์และปากกับใจที่ตรงกันทำให้เขาพูดจาเป็นภาษาเดียวกัน ที่สำคัญคือเขามีปิยวาจา ไม่ใช่ไพเราะแบบเว่อร์ แต่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนจนเห็นได้ว่าเขารู้จริงละเอียดลออ

คุณสีกวงตี๋ขึ้นไปกล่าวหลายอย่าง แต่ผมประทับใจอยู่ 4 เรื่อง คือ 1. เมื่อ 40 ปีก่อนจีนจนมาก แต่กัดฟันมานะอดทนท่ามกลางการดูแคลนจากทั่วโลก วันนี้จีนจึงผงาดขึ้นมาได้ (ตอนท้ายได้ให้ของขวัญคุณพินิจเป็นแผ่นผ้าเขียนโคลงจีน แปลว่า “เพราะความเพียรจึงบันดาลได้ทุกอย่าง” ฟังแล้วนึกถึงพระมหาชนก) 2. เติ้งเสี่ยวผิงสอนว่าอย่าไปทำให้ทุกคนจนเสมอกัน เพราะมนุษย์ต้องการรางวัลและสิ่งจูงใจ จงทำให้คนที่มีศักยภาพได้ร่ำรวยขึ้นมา แต่ต้องให้เขาไปแบ่งต่อให้คนจนและให้เขาฉุดคนจนขึ้นมาให้ได้ รัฐทำเองไม่ไหวหรอก (ฟังแล้วนึกถึงพุทธพจน์ที่ว่าเนกาสี ลภเต สุขัง คนที่กินอิ่มคนเดียวไม่เป็นสุข) 3. จีนจะไม่พัฒนาโดยยึดความเร็วเป็นตัวตั้ง แต่จะผ่อนความเร็วแล้วหันมายึดคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับ “ประชาคมภูมิภาค” 4. จีนจะไม่เป็นมหาอำนาจไม่ว่าในทางใด ๆ เป็นอันขาด

ผมว่าใครก็ตามที่คิดได้ 4 ข้อนี้ คนนั้นคือมหาอำนาจที่แท้จริงในที่สุด!

มาดามลูกสาวเติ้งเสี่ยวผิงขึ้นไปพูดบ้างว่า คุณพ่อท่านเคยมาเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2521 เพื่อดูการพัฒนาโดยเฉพาะโครงการพระราชดำริ กลับไปก็เล่าให้ทุกคนฟังถึงความประทับใจในเมืองไทยและคนไทย ท่านว่าเมืองไทยน่าอยู่และยังทำอะไรได้มากเพราะมีความพร้อม ผู้คนน่ารัก ท่านปลาบปลื้มมาก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ท่านเข้าร่วมพระราชพิธีทรงผนวชของสมเด็จพระบรมฯ ที่วัดพระแก้วด้วย คุณพ่อบอกกับผู้ใหญ่ในพรรคและในรัฐบาลว่านับแต่นี้ไปเลิกคิดได้แล้วว่าจีนกับไทยจะเป็นศัตรูกัน  จงพูดจาผูกมิตรกันไว้ให้ดีเถิด ตัวมาดามเองก็รับว่าจะสนองนโยบายนี้ตลอดไป

คนต่างด้าวท้าวต่างแดนเขามองบ้านเมืองเราอย่างนี้ มองพระเจ้าอยู่หัวของเราอย่างนี้ แต่พวกเรากันเองสิที่กลับมองไม่ใคร่เห็น.

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 17,991 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น