วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก

ดูจากดินฟ้าอากาศก็รู้ว่าไม่เหมือนเดิม ฤดูไม่เป็นฤดู ต้นหมากรากไม้ตกใจออกดอกออกผลผิดฤดูมามากแล้ว ผู้คนก็พลอยเปลี่ยนไปทั้งรูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอ ญี่ปุ่นที่เราเคยว่าเตี้ย แต่ญี่ปุ่นวันนี้กินนมและเล่นฟิตเนสจนสูงใหญ่ใกล้จะเป็นฝรั่งเข้าไปทุกที สำนวนว่า “ไทยเล็กเจ๊กดำ” คบไม่ได้เพราะไทยต้องตัวใหญ่ เจ๊กต้องผิวขาว แต่วันนี้โดยผลของข้าวปลาโภชนาการและดินฟ้าอากาศ ไทยเล็กเจ๊กดำมีถมไปแต่นิสัยก็ดีน่าคบกว่าไทยตัวใหญ่จีนตัวขาวอีกหลายคน

บ้านเมืองเราถอยไปแค่ 50 ปี 60 ปีก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้ ทั้งทางวัตถุ ผู้คน จิตใจ ธรรมเนียม และค่านิยม ทั้งนี้เพราะการเมือง เศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาไล่อะไรหลายอย่างจนชิดซ้ายหรือต้องหลีกทางให้ ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นธรรมดาของโลก ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวรไปได้ คำว่าถาวรวัตถุนั้นเขาตั้งใจเอาไว้เรียกสิ่งที่หวังจะให้อยู่นานหน่อย ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวแล้วรื้อออก แต่จะนานได้แค่ไหนแล้วแต่เหตุการณ์บันดาลไป เพราะถาวรวัตถุที่อยู่ไม่นานถูกรื้อทิ้งง่าย ๆ ก็มี ของชั่วคราวแต่อยู่นานก็ถมไป ดูแต่ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรที่ใช้หลังยึดอำนาจสิครับ ตั้งใจให้ใช้ชั่วคราว แต่ฉบับ พ.ศ. 2502 ใช้อยู่ตั้ง 9 ปี ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2511 เอาเข้าจริงก็ใช้อยู่แค่ 3 ปี!

ผมเขียนเล่าเรื่องในคอลัมน์นี้จบไปหลายเรื่องแล้ว แต่มีคนบอกมาว่าจบแล้วให้หาอะไรมาเขียนต่อก็ได้ ที่จริงกำลัง “ล้า” อยู่เหมือนกัน แต่พอบอกว่า “อะไรก็ได้” ก็ตาลุกว่างั้นเข้าทีแฮะ เพราะการเล่าเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องให้กลายเป็นเรื่องนั้น ถนัดนัก! ถามทางเดลินิวส์ เขาก็ตอบราวนัดไว้กับผู้อ่านว่า เขียนไปเถอะ เล่าไปเรื่อย ๆ ถ้าให้หยุดก็จะบอก!

เอ้า! เขียนก็เขียนครับ แต่คงเลี้ยวเข้าตรอกซอกซอยไปบ้างนะครับ

ที่ขึ้นต้นโหมโรงเรื่องโลกเปลี่ยน บ้านเมืองเปลี่ยน คนเปลี่ยน ธรรมเนียมเปลี่ยน เพราะกำลังจะเล่าเรื่องในอดีตแล้วเชื่อมโยงมาถึงปัจจุบัน บางครั้งอาจสำแดงวิสัยทัศน์มองไปถึงอนาคตบ้างให้พอรู้ว่าก็ “เอาอยู่” เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะว่าไปตามที่ได้รู้ ได้เห็น ได้ยิน และได้อ่านมา แต่กรุณาอย่ายึดเป็นหนังสืออ้างอิงเชิงอรรถดัชนีประกอบวิทยานิพนธ์ใด ๆ เป็นอันขาด

พูดถึงผู้คนก็นึกขึ้นได้ว่า คนที่มีความผูกพันกันจนสืบย้อนไปได้ถึงบรรพบุรุษร่วมกันนั้น เราเรียกว่าเป็นวงศาคณาญาติกันหรือร่วมวงศ์ตระกูลกัน ซึ่งเป็นคนละอย่างกับ “ร่วมวงศ์ไพบูลย์กัน” คำหลังนี้คนรุ่นใหม่ไม่รู้จัก ผมก็เกิดไม่ทัน เป็นภาษาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หมายถึงจับมือทำงานสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยกัน ดูท่าจะเป็นจอย เวนเจอร์ หรือพันธมิตรทำนองนั้น แต่ใช้ในการร่วมทำสงคราม เมื่อ พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นขอผ่านประเทศไทยจะไปยึดหรือไปปลดปล่อยพม่าจากอังกฤษ ถ้าเราไม่ยอมก็ต้องสู้กับญี่ปุ่น แต่ถ้าเราร่วมวงศ์ไพบูลย์กับเขา ร่วมกันเดินแยกกันตี เขาชนะ เราก็พลอยชนะด้วย ทั้งไม่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากการต่อสู้กับเขา ว่าแล้วเราก็ประกาศร่วมวงศ์ไพบูลย์ แต่ญี่ปุ่นกลัวเราเบี้ยวต้องชวนไปดื่มน้ำสาบานที่โบสถ์วัดพระแก้วแน่ะครับ

ในสมัยโบราณไม่มีทางอื่นที่คนภายนอกจะรู้ได้ว่าใครเกี่ยวดองกับใครจนบางครั้งเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ เพราะแตกสายแยกสาขาออกไปหลายทาง เว้นแต่จะมานั่งลำดับญาติวงศ์พงศากันด้วยเหตุว่าไม่มีอย่างอื่นจะมาใช้เป็นยี่ห้อบ่งบอกแทนได้

ในหลายประเทศ ยี่ห้อที่พอจะนำมาใช้ได้คือ “ตระกูล” หรือ “สกุล” เมื่อกำหนดชื่อเสียงเรียงนามยี่ห้อนี้ว่าอย่างไรแล้ว คนทั้งหลายในตระกูลหรือสกุลนั้นก็ใช้ชื่อดังกล่าวร่วมกัน เรียกว่านามสกุลหรือชื่อสกุล โดยวิธีนี้ก็พอจะบอกได้บ้างว่าคนโน้นเป็นญาติกับคนนั้น คนนู้นเป็นญาติกับคนนี้ เพราะใช้นามสกุลเดียวกัน ฝรั่งเรียกว่า family name หรือ surname จีนเรียกว่า แซ่

แม้กระนั้นก็เอาให้ลงตัวแน่นอนไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์หลายอย่าง เช่น เมื่อหญิงในตระกูลนี้ต้องไปใช้นามสกุลของสามี คนที่ใช้นามสกุลเดิมพบเห็นหญิงผู้นั้นหรือแม้แต่ลูกหลานของหญิงนั้นที่ไปใช้นามสกุลตามบิดาก็อาจไม่ทราบว่าคนเหล่านั้นเป็นญาติมาจากสกุลเดียวกัน นี่ยังไม่ว่าถึงคนที่ไม่ได้เป็นญาติกันแต่ไปใช้นามสกุลพ้องกับของคนอื่นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี โดยความยินยอมของคนในตระกูลนั้นก็ดี จนหลงนับญาติกันไปแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นข้อยกเว้นที่อาจมีไม่มากนัก

ต่อมาความเป็นญาติในตระกูลเดียวกันขยายจากญาติทางสายโลหิต เช่น เป็นบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นลูก หลาน เหลน ไกลออกไปจนถึงการเป็นญาติทางการสมรส เช่น เป็นภรรยาซึ่งมีสิทธิใช้นามสกุลตามสามี นี่ก็เข้ามาอยู่ในสกุลเดียวกันแล้วนะครับ ว่าไปแล้วการเป็นสะใภ้ก็พอนับเป็นญาติในสกุลได้ แต่ในเวลานี้พระราชบัญญัติชื่อบุคคล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 ซึ่งใช้อยู่ทุกวันนี้ได้บัญญัติว่า

“คู่สมรสมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามที่ตกลงกัน หรือต่างฝ่ายต่างใช้ชื่อสกุลเดิมของตน”

จึงหมายความว่านับแต่นี้ไปสามีจะใช้นามสกุลภรรยาก็ได้ ภรรยาจะใช้นามสกุลสามีก็ได้ไม่ใช้ก็ได้ ถือว่าเป็น “สิทธิ” ตามที่ตกลงกัน ไม่ใช่หน้าที่ดังที่กฎหมายเก่าเคยกำหนดไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ว่า “ต้องใช้” ทั้งยังอาจใช้นามสกุลของอีกฝ่ายเป็นชื่อรองก่อนจะถึงนามสกุลของตนก็ได้ เช่น

นายดำ มะลึกกึ๊ก แต่งงาน (จดทะเบียนสมรส) กับนางสาวสวย สง่าเลิศล้ำ นายดำอาจขอใช้นามสกุลภรรยากลายเป็นนายดำ สง่าเลิศล้ำก็ได้ นางสาวสวยเองก็ยังคงใช้นามสกุลเดิมของตนว่าสง่าเลิศล้ำต่อไปก็ได้หรือจะใช้ว่านางสาวสวย มะลึกกึ๊กตามสามีก็ได้ และนายดำจะใช้นามสกุลภรรยาเป็นชื่อรอง กลายเป็นนายดำ สง่าเลิศล้ำ มะลึกกึ๊กก็ได้ และจะพิลึกมากขึ้นถ้านายดำไปใช้นามสกุลสง่าเลิศล้ำของภรรยา แต่นางสาวสวยขอใช้นามสกุลมะลึกกึ๊กของสามี ยุ่งไหมล่ะครับ

ส่วนบุตรที่เกิดมาจะใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่ก็ได้ ทั้งหญิงที่สมรสแล้วจะใช้คำว่านางสาวต่อไป ไม่ใช้คำว่านางก็ได้

ตอนกฎหมายเข้าสภาผมอยู่ในสภาด้วย สมาชิกสภาคนหนึ่งลุกขึ้นอภิปรายว่า “ท่านประธานที่เคารพ ผมทำใจไม่ได้จริง ๆ ที่เห็นแม่ผมอายุ 87 ปี ลูก 6 คน คนเล็กอายุ 50 ปีแล้ว แต่คุณแม่ของเรายังเป็นนางสาว!” เล่นเอาฮากันทั้งสภา แต่ยังอุตส่าห์มีสมาชิกสภาที่เป็นสตรีคนหนึ่งลุกขึ้นย้อนกลับว่า

“ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องทำใจหรือไม่ทำใจ แต่คุณต้องเห็นใจคุณแม่ของคุณสิว่าท่านควรมีเสรีภาพจะเป็นนางสาวก็ได้ถ้าท่านอยากเป็น ทีคุณก่อนแต่งงานก็เป็นนาย แต่งแล้วก็เป็นนาย หย่ากันก็ยังเป็นนาย อย่างนี้สิที่ดิฉันน้อยใจ ทำใจไม่ได้ว่าทำไมก่อนแต่งงานดิฉันเป็นนางสาวแต่พอดิฉันแต่งงานแล้วต้องเป็นนาง หย่าแล้วก็ยังต้องเป็นนาง เห็นใจเราบ้างสิคะ”

กฎหมายเลยผ่านสภา ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเรื่องของหลักการและเหตุผลตามหลักสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ระหว่างชายกับหญิงในยุคที่อะไรต่ออะไรไม่เหมือนเดิม ใครไม่ชอบใจก็ไปโทษเสรีภาพ ความเสมอภาคทัดเทียมกันเอาเองเถอะครับ ก็โลกมันเปลี่ยนไปแล้วนี่!

หลายประเทศมีนามสกุลใช้มานานเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่นามสกุลฝรั่งอาจซ้ำกันโดยไม่ได้เป็นญาติกัน เพราะตั้งให้คนทั้งหมู่บ้านหรือทั้งอาชีพหรือเพราะมาจากเมืองเดียวกัน ฝรั่งเศสใช้คำว่า “เดอ” นำหน้านามสกุลสำหรับขุนน้ำขุนนางหรือสกุลใหญ่ ๆ รัชกาลที่ 6 ทรงนำมาดัดแปลงเข้ากับไทย ๆ เป็น “ณ” สำหรับนามสกุลที่บรรพบุรุษเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองนั้น ๆ มาก่อน เช่น ณ นคร ณ เชียงใหม่ ณ สงขลา ณ ราชสีมา ณ ลำปาง ณ พัทลุง ณ น่าน ณ ระนอง

ทางจีนนั้นใช้แซ่เพื่อบอกความเป็นญาติ คนจีนพบกันจะถามว่าแซ่อะไร ถ้าแซ่เดียวกันแม้ไม่รู้จักกันเขาก็จะนับญาติกัน อย่างพระเจ้าตากสินนั้นถ้านับตามพ่อท่านก็ถือว่าท่านแซ่แต้ พวกจีนแต้จิ๋วแซ่แต้จึงพากันนับญาติด้วย แต่มีคนเล่าว่าบางทีมาจากหมู่บ้านละแวกเดียวกันก็เหมาใช้แซ่เดียวกันหมดไม่ว่าจะเป็นญาติหรือไม่ก็ตาม คงเหมือนที่สมเด็จพระศรีนครินทราฯ เคยพระราชทานนามสกุลแก่พวกชาวเล พวกมอแกนเหมือน ๆ กันแม้ไม่ได้เป็นญาติกัน เช่น สกุลหาญทะเล

คนไทยก่อนรัชกาลที่ 6 ไม่มีนามสกุล มีแต่ชื่อ ทั้งยังตั้งซ้ำ ๆ กันเสียมาก บางทีพี่น้องยังมีชื่อซ้ำกัน เพื่อนผมคนหนึ่งมีพี่น้อง 5 คน ทุกคนชื่อ “ไข่” หมด รัชกาลที่ 1 ก่อนครองราชย์มีพระราชโอรสธิดาที่ประสูติจากคุณหญิงนาคหรือสมเด็จพระอมรินทรฯ คนโตเป็นหญิงชื่อแม่ฉิม คนถัดไปเป็นชายก็ชื่อพ่อฉิม แม่ฉิมนั้นได้ถวายตัวเป็นพระสนมของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจนมีพระราชโอรสด้วยกัน ส่วนพ่อฉิมต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

ความที่ชื่อมักซ้ำกันโดยไม่มีนามสกุลใช้ คนสมัยก่อนจึงต้องมีอย่างอื่นมาบ่งบอกความแตกต่าง เช่น นายบุนนาค บ้านแม่ลา นายบุนนาค วัดสามวิหาร นายบุนนาค ช่างตีเหล็ก นายฉุย ลูกตาชู นายฉุย ผัวนางเชย อีเอี้ยง นมยาน อีเอี้ยง หน้าตลาดป่าถ่าน ซึ่งก็พอช่วยได้บ้าง แต่มาถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ความที่ทรงเป็นนักเรียนนอก ได้เห็นธรรมเนียมฝรั่งมามาก ใน พ.ศ.2456 จึงได้ทรงตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นใช้เป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้คนไทยใช้นามสกุลเพื่อแสดงความเป็นญาติกัน และเกิดความภาคภูมิใจในวงศ์ตระกูล จะได้ทำความดียิ่ง ๆ ขึ้น ทั้งยังทรงตั้งนามสกุลพระราชทานตามที่ขอขึ้นไปอีกด้วย

คนที่เข้าถึงพอจะขอพระราชทานได้มักเป็นข้าราชการซึ่งไม่จำเป็นว่าเป็นชั้นผู้ใหญ่ เทียบสมัยนี้ระดับซี 3 ซี 4 ก็มี รวมแล้วกว่า 6,000 นามสกุล โดยจะทรงออกใบประกาศ บอกหมายเลข ทรงสะกดเป็นภาษาลาตินให้ และลงพระปรมาภิไธยกำกับด้วย ส่วนใหญ่จะทรงตั้งตามชื่อต้นตระกูลหรือผู้ใหญ่ในสกุลที่มีชื่อเสียงเพื่อให้ลูกหลานภูมิใจ และมักจะไพเราะ ความหมายดีปีหน้าเราจะครบ 100 ปีแห่งการมีนามสกุลแล้วนะครับ

นามสกุลแรกสุดในประเทศไทยและเป็นนามสกุลพระราชทานด้วยคือ “สุขุม” พระราชทานเจ้าพระยายมราช (ปั้น) บางคนบรรพบุรุษชื่อพระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) ก็พระราชทานว่า “โชติกเสถียร” (โชติกะมาจากคำว่าโชฎกแปลว่าสว่าง เสถียรมาจากชื่อเดิมว่าเถียน) นามสกุลเจ้านายที่เรียกว่าราชสกุลทั้งหลายก็ทรงตั้งพระราชทาน ไม่ว่ามหิดล อาภากร กิติยากร ยุคล ฯลฯ พ่อค้าหลายคนก็ได้รับพระราชทาน บางทีก็ทรงดัดแปลงจากแซ่เดิมหรือชื่อบรรพบุรุษชาวฝรั่ง เช่น สายนายอาลาบาสเตอร์ (แปลว่าหินอ่อน หินขาว) ได้รับพระราชทานว่า “เศวตศิลา” เศวตแปลว่าขาว ศิลาแปลว่าหิน ไพเราะไหมล่ะครับ

รัชกาลปัจจุบันก็เคยพระราชทานนามสกุลตามที่มีผู้ขอพระมหากรุณาฯ นักร้องศิลปินแห่งชาติที่ชื่อชรินทร์ งามเมืองนั้น ได้พระราชทานนามสกุลว่า “นันทนาคร” คุณเจริญ เศรษฐีใหญ่เชื้อสายจีนก็ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “สิริวัฒนภักดี”

วันนี้ไม่ว่าไพร่หรืออำมาตย์มีนามสกุลกันทั้งนั้น ใครจะตั้ง ตั้งตามอะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่าผู้ใช้นามสกุลนั้น ๆ ควรเกิดความภาคภูมิใจและทำความดีเพื่อให้สกุลของตนมีชื่อเสียงเกียรติยศ ความดีทำได้หลายทาง เช่น การเป็นแพทย์ อาจารย์ นักการเมือง นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ที่ดี การเป็นพลเมืองดี การไม่ประพฤติด่างพร้อย ตรงข้ามกับที่เมื่อสมาชิกในสกุลไปทำอะไรฉาวโฉ่เข้า แม้คนอื่นจะไม่เกี่ยว แต่ปลาเน่าตัวเดียวก็เหม็นหมดทั้งข้อง จนบางครั้งวงศาคณาญาติต้องเปลี่ยนนามสกุลหนีก็มี คือไม่นับญาติด้วย

รู้แล้วล่ะครับ เล่าไปเรื่อย ๆ ตอนแรก ๆ นี้จะเล่าเรื่องสกุลอันทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินบางสกุล.

“ในหลายประเทศ ยี่ห้อที่พอจะนำมาใช้ได้คือ “ตระกูล” หรือ “สกุล” เมื่อกำหนดชื่อเสียงเรียงนามยี่ห้อนี้ว่าอย่างไรแล้ว คนทั้งหลายในตระกูลหรือสกุลนั้นก็ใช้ชื่อดังกล่าวร่วมกัน เรียกว่านามสกุลหรือชื่อสกุล โดยวิธีนี้ก็พอจะบอกได้บ้างว่าคนโน้นเป็นญาติกับคนนั้น คนนู้นเป็นญาติกับคนนี้ เพราะใช้นามสกุลเดียวกัน ฝรั่งเรียกว่า family name หรือ surname จีนเรียกว่า แซ่”

วิษณุ เครืองาม
wis.k@hotmail.com


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 33,282 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น