วันพฤหัสบดี 30 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เรือไททานิค กลายเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วโลก หลังจากเจมส์ คามารอน ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง สร้างเป็นหนังแนวโศกนาฏกรรม โดยออกฉายไปเมื่อปี ค.ศ.1997 และครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 อยู่นานถึง 12 ปี ซึ่งอาจเป็นเพราะความยิ่งใหญ่ของเรือไททานิคที่มีอยู่จริงในอดีต และเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของตัวละคร แจ็คและโรส

หากจะว่ากันเฉพาะเรื่องราวของตัวเรือนั้น ไททานิค มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อาร์เอ็มเอส ไททานิค (Royal Mail Steamer Titanic) เป็น 1 ใน 3 เรือโดยสารชั้นโอลิมปิกซึ่งดำเนินการโดยสายการเดินเรือไวต์สตาร์ไลน์ และเคยเป็นแชมป์เรือโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยขนาด 46,428 ตัน ความยาวตลอดลำ 883 ฟุต 9 นิ้ว ความสูงวัดจากแนวน้ำถึงดาดฟ้าเรือบด 60 ฟุต 6 นิ้ว และวัดจากกระดูกงูถึงปลายปล่องไฟ 175 ฟุต รองรับผู้โดยสารได้ 2,435 คน ใช้เวลาสร้างระหว่าง ค.ศ.1909-1911 แล้วเสร็จสมบูรณ์ออกเดินทางได้ครั้งแรกและครั้งเดียวในวันที่ 10 เมษายน ค.ศ. 1912 จากท่าเรือเซาแทมป์ตันของอังกฤษ จุดหมายปลายทางที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ตัวเรือไททานิค แบ่งออกเป็น 9 ชั้น โดยชั้นล่างสุดหรือชั้น 1 เป็นชั้นห้องเครื่อง มีห้องเครื่องทั้ง 16 ห้อง ซึ่งมีกำแพงสูงถึงชั้น 3 ขณะที่ชั้นถัดมา เรียกชั้น G มีสระว่ายน้ำ ห้องอาบน้ำแบบตุรกี และห้องเก็บกระเป๋าเดินทาง

ส่วนชั้นที่ 3 หรือ F เป็นพื้นที่ของห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นสาม ชั้น 4 หรือ E จัดเป็นห้องนอนของผู้โดยสารชั้น1, 2, 3 และลูกเรือ สำหรับชั้น 5 หรือ D คือห้องอาหารของผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นสอง ชั้น 6 หรือ C จัดสรรเป็นห้องสมุดของผู้โดยสารชั้นสอง ห้องเอนกประสงค์ของผู้โดยสารชั้นสาม

ชั้น 7 หรือ B เป็นส่วนของห้องอาหาร ร้านกาแฟแบบปารีสของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และห้องสูบบุหรี่ผู้โดยสารชั้นสอง ชั้น 8 หรือ A มีห้องนั่งเล่น ห้องสมุด ห้องสูบบุหรี่ คาเฟ่ขนาดเล็ก และเนิร์สเซอรี่ของผู้โดยสารชั้นหนึ่ง ส่วนชั้นที่สูงที่สุด อย่างชั้น 9 เป็นดาดฟ้า มีปล่องไฟ 4 ตัว สูงตัวละ 19 เมตร และห้องยิมเนเซียม สงวนสิทธิ์ให้บริการเฉพาะผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นสอง

อีกความสำคัญที่ไม่แพ้ความยิ่งใหญ่ของเรือ คือ เรือไททานิคถูกโปรโมทว่า เป็นเรือที่ไม่มีวันจม เนื่องจากบริเวณห้องโดยสารชั้นล่าง ที่มีห้องเครื่องทั้ง 16 ห้องนั้น มีกำแพงสูงถึงชั้น F และมีประตูกลซึ่งจะปิดลงทุกบาน เมื่อมีเหตุผิดปกติ หรือกรณีเกิดรอยรั่ว หากไม่เกิดหลายห้องมากเกินไป เรือจะไม่จม โดยส่วนหัวเรือที่ถือเป็นจุดอ่อนที่สุด ก็ยังสามารถรับรอยแตกได้ 4 ห้องเครื่องติดกันโดยไม่ทำให้เรือจม

ทว่าเหตุการณ์ในคืนวันที่ 14 เมษายน ค.ศ.1912 ราวเวลา 23.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น เรือไททานิคชนกับภูเขาน้ำแข็งกลางมหาสมุทรแอตแลนติก และอัปปางลงในเวลาราว 02.20 น. ของวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ค.ศ.1912 ถือว่าจมลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง

เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,514 ศพ จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 2,224 ราย เปรียบเป็นภัยพิบัติทางทะเลครั้งที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดในประวัติศาสตร์

นับจากวันนั้นล่วงมาจนปัจจุบัน เรือไททานิคจมครบ 100 ปี โดยเมื่อ 14 เมษายน คาบเกี่ยวกับไปถึง 15 เมษายนที่ผ่านมา มีการจัดงานรำลึกครบหนึ่งศตวรรษ โดยเฉพาะที่กรุงเบลฟาสต์ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นสถานที่ต่อเรือไททานิค ผู้คนที่มาร่วมงาน ส่วนหนึ่งได้ล่องเรือสำราญเอ็มเอส บัลมอรัล เพื่อโยนพวงหรีดลงไปในจุดที่เรือไททานิคจมลงสู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก พร้อมกับยืนสงบนิ่งไว้อาลัยเป็นเวลาหนึ่งนาที และมีการเปิดอนุสาวรีย์ที่สลักรายชื่อของผู้เสียชีวิตทั้งหมดด้วย

และล่าสุด นายไคลฟ์ พาล์มเมอร์ ชาวออสซี่ มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการเหมืองแร่ ประกาศเตรียมลงทุนสร้างเรือไททานิค 2 โดยเมื่อ 30 เมษายนที่ผ่านมา นายพาล์มเมอร์ เผยว่า เขาให้บริษัท ซีเอสซี หยินหลิง ชิพยาร์ด ของจีน ต่อเรือไททานิค 2 ให้เหมือนกับเรือต้นฉบับ แต่เรื่องเทคโนโลยีจะใช้ของสมัยใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ คาดว่าจะต่อเรือเสร็จในปี ค.ศ.2016

ในอนาคต หากเรือไททานิค 2 เสร็จสมบูรณ์ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1,680 ราย แถมนายพาล์มเมอร์ ยังเตรียมแผนนำเรือล่องในเที่ยวปฐมฤกษ์จากอังกฤษสู่นครนิวยอร์กของสหรัฐ

ระหว่างการดำเนินการต่อเรือไททานิค 2 ก็ได้แต่หวังว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปไกลกว่า 100 ปีที่แล้ว ผู้ผลิตจะสามารถต่อเรือให้ออกมาได้สมบูรณ์และมีความปลอดภัยสูง เพราะคงไม่มีใครอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ผู้ผลิตคงต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของวัสดุ ที่ในอดีต ข้อมูลจากเว็บไซต์ tsnc.in.th เผยถึงเรือไททานิคต้นฉบับไว้ว่า ไททานิคใช้แผ่นเหล็กกล้าและหมุดย้ำซึ่งทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำมาก เมื่อชนกับภูเขาน้ำแข็งจึงเกิดความเสียหาย เนื่องจากการแตกหักแบบเปราะ โดยสาเหตุที่ที่เกิดการแตกหักแบบเปราะนั้น มีอยู่ 3 ปัจจัยหลัก คือ "อุณหภูมิที่ต่ำ" เพราะคืนวันเกิดเหตุ น้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง "แรงกระแทกที่สูง" เรือไททานิคแล่นด้วยความเร็วสูงในขณะที่พุ่งเข้าชนกับภูเขาน้ำแข็ง และ "ปริมาณซัลเฟอร์ในเนื้อเหล็กที่สูง"

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องควรคำนึงเกี่ยวกับของอุปกรณ์ช่วยชีวิต เรือไททานิคลำเก่า มีเรือชูชีพรองรับคนได้เพียง 1,178 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่า เกินครึ่งของผู้ที่เดินทางไปกับเรือในเที่ยวแรกเพียงเล็กน้อย หรือเพียงแค่ 1 ใน 3 ของความจุผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้น หากมีเรือชูชีพเพียงพอสำหรับผู้โดยสารทุกคน มีความเป็นไปได้ว่า ทุกชีวิตจะสามารถพาตัวรอดปลอดภัยจากหายนะได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 54,922 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น