วันอาทิตย์ 20 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

9 สิงหาคม 1965 เป็นวันชาติของสิงคโปร์ ทุก ๆ ปี บรรดาคนที่นำพาประเทศนี้ผ่านขวบปีแรก ๆ ได้รับเชิญมาเป็นแขกกิตติมศักดิ์ในขบวนแห่ฉลองวันชาติ เกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติแห่งนี้ เวลานี้เป็นหนึ่งในรัฐที่ร่ำรวยที่สุดของทวีปเอเชีย

เมื่อ 47 ปีก่อน ที่นี่ยังแทบไม่เป็นประเทศเลยด้วยซ้ำ สิงคโปร์แยกตัวจากสหพันธรัฐมาเลเซียและกลายเป็นประเทศเอกราช นายลีกวนยู นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ร้องไห้เมื่อเขาประกาศแยกประเทศ หลังนำสิงคโปร์ออกมาจากจักรวรรดิอังกฤษและเข้าสู่สหพันธรัฐมาเลเซีย แต่เมื่อคนมาเลย์กับคนจีนขัดแย้งกันผู้นำมาเลเซียสมัยนั้น ตุนกูอับดุลเราะห์มาน ตัดสินใจขับสิงคโปร์ออกจากสหพันธรัฐ

การป้องกันประเทศกลายเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับรัฐสิงคโปร์ที่เพิ่งเกิดใหม่ เวลานั้นพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากอิสราเอล ประเทศเล็ก ๆ ที่ถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนบ้าน
มุสลิมซึ่งเป็นประเทศใหญ่กว่า ในปี ค.ศ. 1966 สิงคโปร์สร้างกองทัพพลเรือนติดอาวุธตามแบบแผนของอิสราเอล ประชากรชายทั้งหมดต้องรับใช้ชาติ และรับการฝึกด้านการทหาร เพื่อพวกเขาจะถูกเรียกเข้าประจำการได้ในเวลาวิกฤติ

แต่ปัญหายังไม่หมดแค่นั้นการแยกตัวเป็นเอกราชนับเป็นความหายนะทางเศรษฐกิจสำหรับสิงคโปร์ เป็นเวลา 100 ปี ที่เศรษฐกิจของที่นี่ผูกพันอยู่กับเศรษฐกิจของมลายา สินค้าทางอุตสาหกรรมอย่างยางและดีบุกถูกผลิตบนแผ่นดินใหญ่ของมลายา จากนั้นก็ขนส่งมายังสิงคโปร์เพื่อขายออกไปทั่วโลก แต่ในปี ค.ศ.1965 ความเชื่อมโยงกับมลายาได้ถูกตัด และสิงคโปร์ต้องอยู่ตามลำพัง
 
บริษัทต่างชาติถูกล่อใจด้วยโอกาสในการเสียภาษีน้อย ๆ ค่าแรงถูก ๆ และแรงงานที่ผ่านการฝึกมาอย่างดี นอกจากนั้นยังถูกดึงดูดด้วยแนวทางอุตสาหกรรมสัมพันธ์ โดยในปี ค.ศ.1968 กฎหมายแรงงานฉบับใหม่จำกัดสิทธิในการนัดหยุดงานของพนักงาน แต่ลีกวนยูไม่เคยต้องการให้สิงคโปร์เป็นเพียงท่าจอดสำหรับเงินทุนต่างชาติ เขาต้องการให้ประชาชนเรียนรู้จากบริษัทข้ามชาติ และสร้างบริษัทของสิงคโปร์ขึ้นมาแข่งขันในตลาดนานาชาติ

ลีกวนยู เชื่อว่าในสิงคโปร์ที่เล็กกระจิริดนี้ สิ่งที่จะดำเนินกิจการบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นเงินหรือวิสัยทัศน์ เขาจึงสร้างบริษัทเหล่านั้นขึ้นมา ข้าราชการพลเรือนที่มีพรสวรรค์ทีมหนึ่งได้รับการสอนหลักสูตรพัฒนาทักษะทางธุรกิจ จากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้กำกับดูแลบริษัทใหม่ ๆ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น หนึ่งในการลงทุนแรก ๆ ที่โด่งดังที่สุดคือสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส

ลิมชินเบง กรรมการผู้จัดการ สิงคโปร์แอร์ไลน์ส 1971-1982 เล่าว่า ลีกวนยู ได้กล่าวในงานเลี้ยงเปิดตัวว่า เราไม่ได้ดำเนินกิจการสิงคโปร์แอร์ไลน์สในฐานะองค์กรสำหรับรัฐบาล ดังนั้นถ้าไม่ทำเงินผมก็จะไม่ลังเลที่จะปิดกิจการ เราทุกคนรู้จักเขาและรู้ว่าเขาจะทำอย่างที่พูด นั่นจึงเป็นสิ่งจูงใจที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ที่เราจะทำให้สิงคโปร์แอร์ไลน์สทำกำไรตั้งแต่เริ่มต้น

“พวกเขาควบคุมอาหาร เครื่องดื่ม หูฟัง แม้กระทั่งว่าแซนด์วิชที่สายการบินนี้จะเสิร์ฟให้ผู้โดยสารต้องหนาแค่ไหน ผมหมายความว่ามันครอบคลุมถึงเรื่องน่าหัวเราะเหล่านั้น ผมจึงลาออกจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เราให้เครื่องดื่มฟรี เราไม่คิดเงินค่าหูฟัง และนั่นทำให้ผู้โดยสารรู้สึกดีมาก”

ทุกวันนี้ สิงคโปร์แอร์ไลน์สเป็นหนึ่งในสายการบินโดยสารที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก แต่ตัวบริษัทยังคงเป็นของรัฐโดยส่วนใหญ่ และท่าอากาศยานชางงีก็เช่นเดียว
กัน มันช่วยเติมเต็มสายการบินนี้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ผลกำไร

ไม่ใช่แค่สายการบินเท่านั้นนโยบายในเรื่องที่อยู่อาศัยที่รัฐบาลเป็นผู้สร้าง ซึ่งแม้จะลอกเลียนแบบเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษแต่ถูกปรับให้ประชาชนซื้อเพื่อเป็นเจ้าของ ยังเป็นนโยบายที่ นางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ผู้นำที่เลื่อมใสนายลีกวนยูมานานนำกลับไปใช้กับอังกฤษ

วันนี้สิงคโปร์กำลังเผชิญกับความท้าทายอีกครั้งในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ติดตามสารคดีเนื่องในวันชาติสิงคโปร์ The History of Singapore - Lion City – Asian Tiger ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 5 ส.ค. เวลา 20.00 น. ทางช่องดิสคอฟเวอรี่แชนแนล ทรูวิชั่นส์ 20.

เจอร์นีแมน

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 14,004 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น