วันเสาร์ 2 สิงหาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในวัยเด็กของใครหลายคนอาจเคยได้สัมผัสกับการเล่นพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น มอญซ่อนผ้า กาฟักไข่ รีรีข้าวสาร งูกินหาง หรือแม้แต่ ลิงชิงหลัก ฯลฯ ซึ่งนอกเหนือจากความสนุกสนานเพลิด เพลินแล้ว การเล่นเหล่านี้ที่แม้บางชนิดจะห่างหายไม่ได้รับความนิยมเหมือนเก่าก่อน แต่ก็ยังมากด้วยคุณค่าเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรม รวมถึงสร้างชื่อเสียงได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ 

จากการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติในสาขากีฬาภูมิปัญญาไทยประเภทการเล่นพื้นบ้านที่ผ่านมา นอกเหนือจาก ตี่จับ, ว่าวไทย, แย้ลงรูและหมากรุกไทยแล้ว ยังมีไม้หึ่ง, หมากเก็บ และเสือกินวัว ซึ่งครบพร้อมด้วยคุณค่าความสนุกสนาน

รศ.ชัชชัย โกมารทัต ผู้เชี่ยวชาญกีฬาพื้นเมืองไทย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสาขากีฬาภูมิปัญญาไทย กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความรู้เล่าถึงประวัติความเป็นมาของการเล่นพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์ของไทยว่า การเล่นพื้นบ้านโดยมากมักเข้าใจและใช้คำว่า “การละเล่น” ซึ่งการละเล่นนั้นจะรวมถึงการร้องรำทำเพลง แต่หากเป็นในเชิงการเคลื่อนไหวร่างกายในเชิงกีฬาจะเรียกว่า “การเล่น” ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Play โดยการเล่นเป็นรากฐานของกีฬาและในทางกีฬาหรือวิทยาศาสตร์การกีฬาก็จะมองว่ากีฬาคือวิวัฒนาการของเกม ส่วนเกมเป็นวิวัฒนาการของการเล่น

“การเล่นเป็นการทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ทำด้วยความสมัครใจ อิสระไม่มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนด ทำแล้วมีความสุข ดังนั้นการเล่นโดยทั่วไปจึงเป็นกิจกรรมพื้นฐานของเด็กและโดยธรรม ชาติเด็กทุกคนต้องเล่นแต่ในการเล่นก็จะมีประเภทการเล่นที่แตกต่างกันไป สอด คล้องกับวิถีชีวิตขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละชาติแต่ละท้องถิ่นซึ่งก็จะเรียกว่า ’การเล่นพื้นบ้าน“ หรือ ’การเล่นพื้นเมือง“

การเล่นพื้นบ้าน จะเป็นในชุมชนย่อย ๆ แต่หากเป็นการเล่นของชาติจะเรียกว่า การเล่นพื้นเมือง เป็นการเล่นที่สอดแทรกวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นความคิด ความเชื่อรวมอยู่ นอกจากนี้หากการเล่นนั้นมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นมาก็จะเรียกว่า ’เกม“ ซึ่งลักษณะของเกมจะมีการใช้ไหวพริบปฏิภาณ ทักษะอื่น ๆ และหากเกมนั้นมีการใช้ทักษะทางด้านร่างกายใช้ความสามารถทางกายที่มีความท้าทาย ซับซ้อนเพิ่มขึ้นมีการกำหนดกฎกติกาชัดเจนในเกมลักษณะเช่นนี้ก็จะพัฒนาเป็น ’กีฬา“

นอกจากนี้เกมพื้นเมืองหรือการเล่นพื้นเมืองยังเป็นพื้นฐานของกีฬาสากลอย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน ได้แก่ฟุตบอล ซึ่งก็มาจากการเล่นเตะกระเพาะหมูในสมัยโบราณ โดยเด็กจะเอากระเพาะหมูมาเตะโต้กันไปมา จากนั้นก็มีวิวัฒนาการต่อมา มีการแบ่งข้าง มีกฎกติกา ฯลฯ ซึ่งก็กลายมาเป็นกีฬายอดนิยม

กาบัดดี้ อีกประเภทที่เป็นกีฬาพื้นบ้านซึ่งพัฒนาและส่งเสริมเป็นกีฬาสากลโดยปัจจุบันแข่งขันกันในซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์ ลักษณะของกีฬาดังกล่าวคล้ายคลึงกับการเล่นตี่จับในบ้านเรา ขณะที่ มวยไทย บรรจุเป็นกีฬาสากลและมีการแข่งขันในซีเกมส์และเอเชี่ยนเกมส์เช่นกัน โดยมวยไทยมีพื้นฐานมาจากการเล่นมวย การต่อยมวยไทยเป็นการชกที่ใช้ทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงกติกาให้ชาวต่างชาติสามารถเล่นได้

จากความต่อเนื่องการขึ้นทะเบียนกีฬาภูมิปัญญาไทย หรือที่เรียกว่ามรดกทางวัฒนธรรมสาขากีฬาภูมิปัญญานับแต่ปีแรก 2553 ได้ขึ้นทะเบียน มวยไทย ปีต่อมาขึ้นทะเบียนฯ ว่าวไทย ตะกร้อ ตี่จับ กระบี่กระบอง แย้ลงรู โดยแย้ลงรูการเล่นพื้นบ้านชนิดนี้ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างมาก

ขณะที่กระบี่กระบองเป็นการต่อสู้ด้วยอาวุธโบราณของไทย และในปีที่ผ่านมาสาขากีฬาภูมิปัญญาไทยซึ่งประกอบด้วยประเภทการเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นบ้านและ ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวที่ขึ้นทะเบียนฯ ได้แก่ ไม้หึ่ง หมากเก็บ เสือกินวัว หมากรุกไทย ตะกร้อลอดห่วง วิ่งวัว วิ่งควาย และเจิง

การขึ้นทะเบียนปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาไม่ว่าจะเป็นด้านใดล้วนมีความสำคัญทั้งในด้านการรักษาสืบสานและเพื่อการศึกษา ฯลฯ จากการศึกษาวิจัยการเล่นพื้นบ้านภูมิปัญญาของไทยที่รวบรวมไว้พบว่ามีมากกว่าสองร้อยชนิด อย่าง ไม้หึ่ง ปัจจุบันพบการเล่นอยู่บ้างในต่างจังหวัดนิยมเล่นกันในภาคกลางช่วงหน้าแล้งหลังการเก็บเกี่ยวข้าวการเล่นไม้หึ่งจะคล้ายเบสบอลเป็นการเล่นในเชิงของการดีด การงัด การตีซึ่งคุณค่าที่โดดเด่นของการเล่นดังกล่าวนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้วยังเป็นการฝึกทักษะความแม่นยำในการตีและการรับ

หมากเก็บ นิยมเล่นกันในภาคกลางเช่นเดียวกันและปัจจุบันยังคงมีอยู่แต่อาจเปลี่ยนวัสดุไป การเล่นดังกล่าวช่วยฝึกสมาธิ ฝึกทักษะการใช้กล้ามเนื้อช้อนก้อนหินขนาดเท่าหัวแม่มือจำนวน 5 ก้อนเป็นอุปกรณ์และในการเล่นใครจะได้เล่นก่อนขึ้นอยู่กับการขึ้นร้าน โดยผู้เล่นจะถือลูกหมากแล้วโยนขึ้นพร้อมกับพลิกหลังมือรับแล้วพลิกกลับเอาหน้ามือรับ โดยผู้เล่นที่ขึ้นร้านได้ลูกหมากมากที่สุดก็จะได้เป็นผู้เล่นและจะเล่นจากหมากหนึ่งแล้วเก็บลูกหมากทีละตัวจนครบสี่ลูก ขึ้นหมากสองหมากสามจนถึงหมากสี่ ฯลฯ ระหว่างเล่นถ้าพลาดก็จะให้คนอื่นเล่นต่อใครถึงหมากสุดท้ายก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ เป็นต้น

ส่วน เสือกินวัว กีฬาพื้นเมืองที่เล่นกันโดยทั่วไปแทบทุกจังหวัดของภาคกลางในสมัยโบราณตามรูปแบบเก่านิยมเล่นกันในหมู่คนหนุ่มคนสาวมากกว่าวัยอื่นปัจจุบันยังมีการเล่นเสือกินวัวนี้อยู่โดยทั่วไป

“เสือกินวัวเป็นการเล่นที่สะท้อนวิถีชีวิตชนบทไทยที่ต้องแก้ปัญหาเสือเข้ามาไล่กัดกินวัวที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ โดยลักษณะวิธีการเล่น สมมุติคนเล่นส่วนใหญ่เป็นคอกและมีคนหนึ่งเป็นเสือ คนหนึ่งเป็นวัว โดยคอกจะช่วยกันป้องกันไม่ให้เสือเข้าไปกินวัว ขณะที่ผู้เป็นเสือที่อยู่นอกคอกพยายามวิ่งไล่แตะตัววัวให้ได้และถ้าเสือไล่แตะถูกตัววัวได้ก็จะเปลี่ยนหน้าที่กันการเล่น เสือกินวัวช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงฝึกความกล้าแสดงออกเชื่อมั่นในตัวเอง นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาด้านสติปัญญา ฝึกการใช้ความคิดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการตัดสินใจอย่างเหมาะสม”

การเล่นพื้นบ้านไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเล่นเหล่านี้ได้โดยขึ้นอยู่ว่าจะเป็นชนิดใด ที่สำคัญการเล่นพื้นบ้านของไทยหรือของชาติใดก็ตามไม่จำเป็นต้องเรียน แต่ทักษะต่าง ๆ จะได้จากการเล่นเรียกว่า “learning by doing” เรียนรู้ด้วยการกระทำของตนเอง และนอกเหนือจากความสนุกสนานซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ได้สัมผัสจากการเล่น สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเนื่องมาคือ พัฒนาการทางด้านร่างกาย โดยการที่ได้วิ่งหนี หลบหลีกเคลื่อนไหวทุกส่วน ถือเป็นการออกกำลังกายช่วยในเรื่องความแข็งแรง เช่นเดียวกับเรื่องของจิตใจระหว่างการเล่นจะฝึกให้รู้จักควบคุมอารมณ์ อดทนให้อภัย ฝึกคิดวิเคราะห์ ฝึกไหวพริบปฏิภาณ รวมทั้งยังได้รับประโยชน์ทางด้านสังคมฝึกการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอีกด้วย.

ย้อนความเป็นมากีฬาพื้นเมือง

กีฬาพื้นเมืองไทยเป็นกิจกรรมที่มีการเล่นสืบทอดต่อกันมาแต่สมัยโบราณ จากข้อมูลส่วนหนึ่งในหนังสือกีฬาพื้นเมืองไทยภาคกลางที่ รศ.ชัชชัย โกมารทัต ศึกษารวบรวมไว้กล่าวถึงหลักฐานพบว่ามีมาตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัยซึ่งการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยครั้งนั้นมี จุดมุ่งหมายเพื่อฝึกฝนการต่อสู้ป้องกันตัวทั้งในลักษณะมือเปล่าและการใช้อาวุธเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกสงคราม นอกจากนี้ยังเล่นเพื่อเป็นการสนุกสนานรื่นเริงในงานประเพณีต่าง ๆ ยามที่ว่างจากศึกสงครามและเล่นเพื่อเป็นการเพลิดเพลินยามว่างจากการงาน โดยโอกาสการเล่นเป็นการสมโภชงานพระราชพิธีต่าง ๆ งานเทศกาลรื่นเริงของชาวบ้าน และยามว่าง

ในสมัยสุโขทัย เรียกการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยว่า การเล่น ซึ่งเป็นคำเรียกรวมไปถึงการเล่นร้องรำทำเพลงและระบำรำฟ้อนต่าง ๆ ซึ่งกีฬาพื้นเมืองที่พบมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัยได้แก่ มวยไทย การฝึกหัดเล่นต่อสู้ประลองอาวุธต่าง ๆ เช่น ดาบ หอก หลาว ง้าว ธนู ฯลฯ  อีกทั้งมีกระบี่กระบอง ขี่ช้าง เล่นเบี้ย เล่นว่าวและแข่งเรือ

สมัยกรุงศรีอยุธยา จุดหมายยังคงเดิมทั้งการเตรียมพร้อมไว้ในการสงครามและเพื่อความสนุกสนานรื่นเริง ความสามัคคีในงานเทศกาลและงานประเพณีต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อความเพลิดเพลินยามที่ว่างเว้นจากการงาน ฯลฯ โดยในยุคสมัยนั้นเรียกว่า การมหรสพ สืบทอดการเล่นหลายรูปแบบมาแต่ครั้งสุโขทัยและบางชนิดพบในสมัยกรุงศรีอยุธยา อย่างเช่น วิ่งวัว สะบ้า หมากรุก ไม้หึ่ง  ลิงชิงเสา หัวล้านชนกัน ฯลฯ

จวบถึง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนไปโดยในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 ยังคงเป็นช่วงสืบทอดการเล่นกีฬาพื้นเมืองจากสมัยก่อน บางชนิดมีการเล่นเพิ่มเติมได้แก่ รำดาบ พุ่งเรือ วิ่งวัวคน ซ่อนหา ลูกช่วง ซักส้าว ฯลฯ ในช่วงรัชกาลที่ 5 จวบถึง พ.ศ.2475 เป็นช่วงที่มีการฟื้นฟูและพัฒนาจนเป็นที่นิยมเล่นทั้งประเทศซึ่ง จุดหมายในการเล่นไม่ได้มุ่งเน้นที่การต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อการสงคราม แต่มุ่งเน้นเพื่อเป็นการออกกำลังกายเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินและเพื่อผ่อนคลาย  ปัจจุบันกีฬาพื้นเมืองไทยบางชนิดเหลืออยู่แต่เพียงชื่อโดยไม่สามารถค้นหาลักษณะรูปแบบและวิธีการเล่นได้และที่ยังพอมีเล่นสืบสานอยู่ก็เปลี่ยนแปลงลักษณะรูปแบบวิธีการเล่นไปโดยยังคงพบในท้องถิ่นชนบท.

ทีมวาไรตี้


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 14,022 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น