วันพุธ 22 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

โอกาส ใครบางคนมีมาไม่ขาดสาย แต่สำหรับเยาวชนที่กระทำผิดบางครั้งโอกาสกลับถูก “หุบให้แคบลง” เหตุการณ์ของแก๊งโอรสที่โต้ตอบกันผ่านยูทูบน่าจะเป็นบทสะท้อนที่ต้องกลับมาทบทวนปัญหาบางเรื่อง การให้โอกาสหลังพวกเขากระทำผิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่บางครั้งกลายเป็น “จำเลยของสังคม” !

“อ้าว...โรงเรียนแถวบ้านก็มี ทำไมมาเรียนตั้งไกล” ครูฝ่ายปกครองโรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่งยกเหตุผลหลังเรียกผู้ปก ครองของ เค (นามสมมุติ) มาคุยถึงเหตุผลการให้พ้นจากสภาพนักศึกษา แม้เขาร้องขอโอกาสในการกลับมาเรียนอีกหน แต่ประตูแห่งโอกาสค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ เช่นเดียวกับผู้คนอีกหลายคนมองเขาเป็นจำเลยของสังคมหลังจากออกจากการเรียนก็เริ่มทำงานเพื่อนำเงินมาสู้คดี

“ตอนเกิดเหตุอยู่ปี 1 หลังเลิกเรียนไปกินเหล้ากับเพื่อน แล้วไปเจอคู่อริอีกโรงเรียน แขวะกันไปมาจนมีเรื่อง ซึ่งเพื่อนเราใช้มีดแทงอีกฝ่ายจนตาย โชคร้ายที่เราไปอยู่ในกลุ่มตอนนั้นด้วย จึงโดนตัดสินว่าร่วมกันฆ่า ต้องอยู่ในสถานพินิจฯ 3 ปี”

เค ในวัย 20 วันนี้แม้เขาเหลือโทษอีกไม่มาก แต่โทษจากการเป็นจำเลยของสังคมทำให้เขาวิตกกับโลกหลังพ้นคดี “ตอนกระทำผิดทุกคนต่างประณาม อย่างตอนที่สู้คดีเพื่อนผู้เสียหายถ่ายรูปเราไปโพสต์บนเฟซ
บุ๊กทั้งที่ความจริงคนที่โพสต์ด่าเราเขาไม่รู้ว่าเราทำจริงหรือเปล่า หรือทำไปเพราะอะไร เพราะเขาเห็นเหรียญเพียงด้านเดียว ตอนแรกพอเราเห็นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมองเราอย่างนี้ด้วย ตอนนั้นยอมรับว่าโกรธมาก”

“ตอนขึ้นศาล พยายามหันไปมองพ่อ ไม่อยากเห็นสายตาคนอื่นที่มองเราเหมือนตัวประหลาด พ่อไม่เคยเป็นอย่างนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้ว่าพ่อทำให้เราได้ทุกอย่าง พ่อเองเคยเกเรมาก่อนก็สอนเราเสมอว่าอย่าทำตาม แต่ก็พลาดไปแล้ว เราเสียใจที่ทำให้เขาผิดหวัง ไหนจะคำนินทาจากชาวบ้านที่ว่าพ่อแม่ไม่ดูแลเรา” ไม่ทันพูดจบเขาก็ร้องไห้ในความทุกข์ที่พ่อได้รับหลังจากกระทำผิด

ระหว่างรอตัดสินการใช้ชีวิตในสังคมเหมือนจำเลย หลายคนมีพฤติกรรมรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด หลายที่ที่เราเคยไป พอเห็นหน้าเราเขาก็บอกว่าเด็กพวกนี้มาอีกแล้ว และคอยจับตามองเราตลอด ทำให้ชีวิตช่วงนั้นไม่มีความสุข ซึ่งทำให้หลายครั้งเครียดจนต้องหันไปหากลุ่มเพื่อนเก่า ๆ

ช่วงรอตัดสินเขาตั้งใจอย่างแน่วแน่ไม่ว่าผลตัดสินเป็นอย่างไรต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อครอบครัว ที่สุดแล้วต้องได้รับโทษ “ตอนนั้นพ่อเริ่มเจรจากับญาติผู้ตาย แต่เขาบอกว่าเงินไม่ต้องการ เรานั่งฟังในห้องขังเจ็บใจตัวเอง ทำไมเราทำให้พ่อโดนดูถูกขนาดนี้ เจ็บใจตัวเองแต่ทำอะไรไม่ได้ โทษตัวเองว่าทำไมชีวิตเราเป็นคนดีให้ครอบครัวไม่ได้ (ร้องไห้) ความคิดตอนนั้นโมโหมาก แต่ดีที่มีลูกกรงขังอยู่ทำให้คิดได้ ลูกกรงทำให้เราอยู่กับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากอยู่ในสถานพินิจฯ 6 เดือน เคถูกส่งมาศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ด้วยแนวคิดบ้านกาญจนาภิเษก ที่ไม่เน้นการกักขังด้วยรั้วรอบขอบชิด แต่มุ่งหวังให้เด็กคิดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งการเข้ามาของเคทำให้มองเห็นด้านสว่างของตัวเองมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวกลับไปอยู่ในสังคมอย่างเท่าทัน

โอกาสสำหรับเยาวชนที่พลาดกระทำผิดในมุมมองของเค “แรก ๆ คิดอยู่ว่าเราจะให้โอกาสตัวเองอย่างไรหลังพ้นคดี ทั้ง ๆ ที่คนในสังคมยังไม่ให้โอกาสเรา มีแต่จะประจานว่าเราติดคุก บางคนยังตัดสินกันที่การเดิน ลึก ๆ แล้วเด็กพวกนั้นไม่มีอะไร อยากให้คนเหล่านั้นเปลี่ยนมุมมอง อยากให้เปิดโอกาสในการใช้ชีวิตแก่พวกเรามากขึ้น แต่ถ้าเปิดโอกาสแล้วคน ๆ นั้นรักษาไว้ไม่ได้ก็ต้องแก้ไข เพราะเด็กหลายคนพลาดเพราะรู้ไม่เท่าทัน ถ้าคนในสังคมคิดได้อย่างนี้ ประชากรในคุกคงลดลงมาก”

สิ่งที่สำคัญเมื่อลูกตกเป็นจำเลยของสังคมครอบครัวต้องเปิดใจพูดคุยให้มากขึ้น เพราะถ้าไปตำหนิมากเกินไปเด็กบางคนคิดไม่ได้ก็หันไปหากลุ่มเพื่อนเดิม ๆ แล้วกระทำผิดอีก จึงอยากเตือนเพื่อนที่จะกระทำผิดหรือทำผิดไปแล้ว ให้คิดมาก ๆ คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา แล้วทุกอย่างจะผ่านไปเอง

เมื่อเด็กกระทำผิดสถานศึกษาเป็นอีกส่วนสำคัญในการให้คำปรึกษา เช่นเดียวกับกรณีของ พล (นามสมมุติ) ก่อคดีทำร้ายนักเรียนโรงเรียนคู่อริในช่วงอยู่ชั้น ม.6 จนตกเป็นข่าวผ่านหน้าสื่อต่าง ๆ “หลังรอการตัดสิน กลับไปเรียนที่โรงเรียน ครูบางคนมีพฤติกรรมที่รังเกียจมากกว่าเพื่อน ๆ พูดด้วยน้อยลง และไม่ยอมมองหน้า หรือบางคนไม่สนใจเวลาสอนด้วยซ้ำ ครูหลายคนเรียกไปคุยแล้วถามว่าวันนั้นไปทำอะไรมา ดูเหมือนครูแค่อยากรู้ว่าเราไปทำอะไรมา ไม่ได้มีท่าทีจะช่วยเราแก้ปัญหาหรือคอยให้คำปรึกษา” และสุดท้ายโรงเรียนก็ให้พลลาออก

หลายครั้งที่การตอกย้ำเหมือนซ้ำเติม “ตอนนั้นมีหลายคนที่ทั้งด่าและจะทำร้ายเราเมื่อไปทำแผน ยิ่งเขาด่ายิ่งเหมือนตอกย้ำ เมื่อเขาไม่ให้กำลังใจก็ไม่อยากเอาคำพูดเก็บมาคิด ยิ่งด่าเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คน วันนี้เลยอยากบอกกับพวกเขาว่า ในวันเกิดเหตุผมคึกคะนองไปตามเพื่อน ตอนนี้กลับตัวแล้วอยากให้สังคมให้โอกาสในการทำงานหรือการเรียนต่อ”
       
ในฐานะที่เคยเป็นจำเลยของสังคม อยากให้เปลี่ยนแนวความคิด ไม่ใช่รังเกียจอย่างที่ผ่านมา เพราะบางครั้งปัญหาที่ทำอาจไม่ใช่มาจากตัวเขาเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีส่วน จึงอยากเตือนเพื่อนที่จะทำผิดให้คิดก่อนทำ ให้แยกสิ่งไหนดีและไม่ดี พ่อแม่ต้องคุยกับลูกให้มาก ๆ และอยากให้คนในสังคมมองมุมดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กที่เคยพลาดกระทำผิดบ้าง

หากมองภาพการแก้ไขปัญหาเยาวชนที่ตกเป็นจำเลยของสังคม ป้ามล หรือ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเน้นสอนให้เด็กคิดทบทวนมากกว่ากักขังเหมือนภาพเก่า ๆ ให้ความเห็นถึงการทบทวนของสังคมไทยว่า ทุกวันนี้ลงทุนกับปัญหาเยาวชนมากแค่ไหน ทั้งที่จริงระบบไม่อินังขังขอบกับปัญหาเหล่านี้มากนัก แต่ผู้ใหญ่คาดหวังให้เด็กเป็นเจ้าชายสง่างาม เพื่อจะได้มาดูแลประเทศนี้ ซึ่งนี่เป็นการที่ผู้ใหญ่ค้ากำไรเกินควร และยิ่งเมื่อเด็กไม่เป็นไปตามคาดหวัง เราจะมองเขาเป็นมนุษย์อีกประเภทหนึ่ง ทั้งที่จริงเราต้องหันมาลงทุนเรื่องพวกนี้ให้มากขึ้นและจริงจัง

การลงทุนในระบบการศึกษาแบบปกติถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีการสำรวจพบว่าเด็กที่ถูกจับในแต่ละปี มี 66.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กที่โรงเรียนให้ออกกลางคัน แรก ๆ เกิดคำถามว่าเด็กพวกนี้โง่หรือเปล่า แต่พอเอาเข้าจริงแล้วไม่ใช่ เพราะระบบการศึกษาเอาเด็กที่มีความแตกต่างกันอย่างมากมาแข่งกันในลู่วิ่งเดียวกัน ลักษณะแบบนี้จึงทำให้มีผู้แพ้มากกว่าผู้ชนะ เด็กบางคนที่ออกเพราะอยู่ในห้องเรียนแล้วอึดอัดคับข้องใจ บางคนออกแนวกบฏด้วยซ้ำ เด็กบางกลุ่มทนได้ก็อยู่ในระบบอย่างเงียบต่อไป แต่เด็กบางคนทนไม่ได้ต้องลาออกมา บางคนขาดเรียนจนไม่มีเวลาเข้าสอบ ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องหันมาปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ออกแบบระบบให้ห้องเรียนเป็นมิตรกับเด็ก ถ้าทำได้เราจะรักษาเด็กให้อยู่ในการศึกษามากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญกว่านั้นผู้ใหญ่ต้องกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง

อย่างปัญหาเรื่องเด็กอาชีวะพอเรามาเรียนรู้เด็กพวกนี้ไม่ใช่คนที่เสพติดความรุนแรง แต่เราต้องพยายามปลุกด้านดีของเด็กให้เปล่งแสง และมีการเรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลานาน ไม่ใช่ใช้ความรวดเร็วอย่างที่หลายหน่วยงานคิด

ในความผิดพลาดย่อมมีเรื่องดี ๆ เสมอ ในเด็กที่เป็นจำเลยสังคมก็เช่นกัน เด็กหลายคนไม่อยากเกิดมาแล้วเป็นแบบนี้ การเดินทางบนถนนสายนี้อาจมีไม่เท่ากัน บางคนมองตัวเองไม่มีค่าเป็นสุญญากาศของครอบครัว พอไปเจอกลุ่มคนหรือพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นสนใจในตัวเขา ก็ยึดวิธีเหล่านั้นเป็นที่พึ่งทางใจ โดยไม่สนใจว่าสังคมมองพวกเขาอย่างไร ดังนั้นระบบควรออกแบบให้ความดีในตัวเด็กเปล่งแสงออกมาผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ให้มากที่สุด

“ทุกวันนี้เราเอามือปิดฟ้าไม่ได้แล้ว โลกเปลี่ยนเราก็ต้องเปลี่ยน แต่ทำอย่างไรเราจะทำให้เขารู้เท่าทัน อย่างเรื่องเฟซบุ๊ก การใช้ไม่มีใครสอน เราเลยเอาเรื่องนี้มาคุยกับเด็ก ในเมื่อทุกคนต่างสนใจแต่เทคโนโลยีโดยไม่สนใจกัน คนอ่อนแอจะได้รับผล
กระทบมากที่สุด เพราะเมื่อเราพิมพ์เรานั่งอยู่คนเดียว แต่พอคลิกไปกำแพงทั้งหมดทลายหายไปเป็นเรื่องสาธารณะ ดังนั้นควรคิดก่อนทุกครั้งที่จะพิมพ์หรือโพสต์บนโลกออนไลน์”

อนาคตของเด็กที่เป็นจำเลยของสังคมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโน โลยีที่เชี่ยวกราก ควรทำความเข้าใจกับเด็กทั้งระบบตั้งแต่ ระบบยุติธรรม ครอบครัว สถานศึกษา ทำอย่างทุ่มเทไม่ใช่พอพลาดแล้วโทษเด็กเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้คาดหวังว่าจะไม่มีเด็กที่พลาดเลย ซึ่งตามธรรมชาติแล้วต้องมี แต่ทำอย่างไรให้มีน้อยที่สุด  

’เยาวชน จำเลยสังคม“ จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องกลับมาทบทวน เพื่อป้องกันอย่างเข้าใจ มากกว่าบังคับเด็กเหล่านั้นให้เดินตามทางที่ผู้ใหญ่มุ่งหวังจนเกินควร.

“ในความผิดพลาดย่อมมีเรื่องดี ๆ เสมอ ในเด็กที่เป็นจำเลยสังคมก็เช่นกัน เด็กหลายคนไม่อยากเกิดมาแล้วเป็นแบบนี้ การเดินทางบนถนนสายนี้อาจมีไม่เท่ากัน บางคนมองตัวเองไม่มีค่าเป็นสุญญากาศของครอบครัว พอไปเจอกลุ่มคนหรือพฤติกรรมที่ทำให้คนอื่นสนใจในตัวเขา ก็ยึดวิธีเหล่านั้นเป็นที่พึ่งทางใจ”

จำนวนคดีที่เด็กและเยาวชนถูกจับกุมส่งสถานพินิจฯทั่วประเทศ

ปี                                        2552 2553 2554
ป่วยทางจิต                             91     75    32
ทะเลาะวิวาท                      2,250 2,084 740
สภาพฐานะทางเศรษฐกิจ   3,188 3,011 876
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์        5,071 4,682 3,305
ผู้อื่นชักจูง/บังคับ                1,607 1,472 806
สภาพครอบครัว                  2,983 2,599 2,418
การคบเพื่อน                     18,499 17,535 15,769
คึกคะนอง                            6,978 7,145 7,038
อื่น ๆ                                    5,704 5,454 4,065

ทีมวาไรตี้


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 7,931 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น