วันพุธ 3 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จากกรณีที่รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 อนุมัติให้ดำเนินโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยจะใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น13,280 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้างถึง 8 ปี โดยผูกพันงบประมาณถึงปีงบประมาณ 2562 เกิดกระแสการคัดค้านอย่างกว้างขวางในวงการอนุรักษ์และกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะผลการศึกษาผลกระทบทางด้านสุขภาพ หรือ EHIA ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผน (สผ.) สิ่งแวดล้อม และไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แม้จะส่งมาแล้ว 4 ครั้งในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่ผ่าน แต่รัฐบาลปัจจุบันใช้วิธีแต่งตั้งคนของตนเองไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิจารณาผ่าน EHIA ตามที่รัฐบาลต้องการ

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร พร้อมเครือข่ายนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ได้เดินรณรงค์คัดค้านสรุปผลรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ได้ร่วมกันเดินทางจากเขื่อนแม่วงก์ถึงกรุงเทพฯระยะทาง 388 กม. คัดค้าน EHIA ฉบับนี้ โดยจะสิ้นสุดการเดินทางในวันที่ 22 กันยายนนี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ

ศศิน กล่าวว่า เหตุผลสำคัญในการเดินประท้วงครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์โดยตรง แต่ต้องการแสดงความตั้งใจจริงในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สาธารณชนมีความเข้าใจในผลกระทบของการสร้างเขื่อนที่มีต่อผืนป่า ซึ่งแม้จะมีการระบุให้ปลูกต้นไม้ทดแทน 3 เท่า แต่กลับไม่ระบุพื้นที่ดำเนินการ และต้องการประท้วงสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ที่เป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่กลับไม่ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลแก่ฝ่ายการเมือง ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าในการสร้างเขื่อนแม่วงก์

จากข้อมูลของเว็บไซต์มูลนิธิสืบ รายงานถึงผลกระทบต่อการสร้างเขื่อนแม่วงก์ว่า ด้านนิเวศ จะทำลายป่าต้นน้ำ อาจเกิดการลักลอบตัดไม้ริมอ่างจนยากแก่การควบคุม เร่งให้เกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า เช่น นกยูง เสือโคร่ง ส่งผลกระทบต่อป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่ ห้วยขาแข้ง เพราะป่าแม่วงก์เชื่อมต่อกับผืนป่า ตะวันตก ซึ่งประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ 17 ผืนต่อเนื่องกันเป็นผืนป่าใหญ่ถึง 11.7 ล้านไร่ เป็นผืนป่าใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เสือโคร่ง ช้าง กระทิงวัวแดง สมเสร็จ ควายป่า ฯลฯ แม้จะต้องเสียผืนป่าเพียง 18 ตร.กม. ก็ตามแต่ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าไม้อยู่น้อยมากจึงไม่สามารถที่จะเสียผืนป่าได้อีก

นอกจากนี้ การสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ถือว่าไม่คุ้มค่า เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีพื้นที่การเกษตรประมาณ 300,000 ไร่ แต่การสร้างเขื่อนฯ จะสามารถแจกจ่ายน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้เพียง 100,000 ไร่เท่านั้น

รายงานฉบับนี้ระบุชัดเจนว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมได้ทั้งหมด และยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำมากถึง 70-80% ที่ไหลลงมายังที่ราบอำเภอลาดยาว ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็ไม่สามารถบรรเทาอุทกภัยได้มากนักในพื้นที่โครงการ โดยไม่ต้องสงสัยว่าโครงการเขื่อนแม่วงก์จะมีผลต่อการบรรเทาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตามงบประมาณสร้างเขื่อนตามโมดูล A1 ที่มากับโครงการเงินกู้จัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลได้เพียงไม่ถึง 1% ของน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554

สำหรับทางออกของการยุติการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์นั้นมีข้อเสนอให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างผสมผสาน อาทิ ควรมีการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กให้กระจัดกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำ และควรสร้างแก้มลิงเพื่อป้องกันน้ำท่วม เพราะจากข้อมูลปริมาณน้ำฝนรายปีพบว่ามีการกระจายทั่วไปในพื้นที่ลุ่มน้ำ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดในการสร้างเขื่อนในพื้นที่ต้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม และต้องทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำโดยเฉพาะถนน

อย่างไรก็ตามควรส่งเสริมให้มีการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หากยังขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชอย่างไม่เหมาะสมกับสภาพดินและน้ำดังเช่นที่ผ่านมา เช่น การปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา และการปลูกข้าวนาปรังบ่อยครั้งหรือถี่เกินไปใน 1 ปี เชื่อได้ว่าแม้จะสร้างเขื่อนแม่วงก์ขึ้นปริมาณน้ำก็ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ความเป็นมาของเขื่อนแม่วงก์ เริ่มจากพ.ศ.2525 กรมชลประทานริเริ่มโครงการเขื่อนแม่วงก์-พ.ศ.2537 มติที่ประชุม คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการพัฒนา(คชก.)มีความเห็นให้กรมชลประทานศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมบริเวณเขาชนกัน เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าเขาสบกก พ.ศ. 2540 กรมชลประทานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมตามมติ คชก. 23 มกราคม 2541 มติที่ประชุม คชก. ครั้งที่1/2541 “ไม่เห็นชอบกับการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์”- พ.ศ.2543 มีการทำประชาพิจารณ์โครงการเขื่อนแม่วงก์  พ.ศ.2545 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติครั้งที่ 3 ยังไม่เห็นชอบต่อรายงานการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้กรมชลประทานหาทางเลือกของที่ตั้งโครงการ และศึกษาเพิ่มเติมการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ 10 เมษายน 2555 มีมติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์.


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 28,160 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น