วันศุกร์ 31 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในที่สุดคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ก็มีมติให้เลื่อนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มที่ใช้ในภาคครัวเรือนออกไปอีกสองเดือน โดยจะเริ่มปรับราคากันตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ท่านรมว.พลังงานก็ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า 1 ก.ค. ปรับแน่ๆ

ครั้งนี้ท่านรมว.ก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันอีกว่า จะเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้ายแล้ว โดยเป็นการเลื่อนเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมและระเบียบวิธีการที่จะให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ค้าประเภทหาบเร่แผงลอย ที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นราคาในครั้งนี้ (ซึ่งผมก็สงสัยว่า เตรียมอะไรกันนานขนาดนี้ เพราะมีมติว่าจะขึ้นราคากันมาเป็นปีแล้ว)

ความจริงแล้วเรื่องการปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีนั้นจะถือว่าเป็นมหากาพย์ในวงการพลังงานก็ยังได้ เพราะเป็นเรื่องที่คาราคาซังกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว

แต่ก่อนก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร เพราะเราผลิตแอลพีจีได้มากกว่าความต้องการในประเทศรัฐบาลจะตั้งราคาแอลพีจีต่ำไปบ้าง เพื่อช่วยเหลือประชาชน (เอาใจประชาชนให้ได้ใช้ของถูก ซึ่งก็คือนโยบายประชานิยมขนิดหนึ่งที่มีกันมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเริ่มมีกันในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณหรอก) ก็ไม่เป็นไร เพราะโรงกลั่นฯเขาสามารถส่งออกแอลพีจีที่เหลือใช้ออกไปขายต่างประเทศได้ราคาดีกว่าขายในประเทศ ทำให้มีกำไรมาจุนเจือการขาดทุนจากการขายในประเทศ

ต่อมาปริมาณการใช้ในประเทศก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสาเหตุสองประการคือ

1. การตรึงราคาแอลพีจีไว้ในระดับต่ำจนเกินไปเป็นระยะเวลายาวนาน ในขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศปล่อยให้ลอยตัวตามราคาในตลาดโลกซึ่งมีราคาแพง จึงทำให้มีผู้หันมาใช้แอลพีจีแทนน้ำมันกันเป็นจำนวนมาก ทั้งในภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม

2. การขยายตัวของธุรกิจอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ทำให้มีความต้องการก๊าซธรรมชาติที่แยกจากโรงแยกก๊าซเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานปิโตรเคมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้โรงแยกก๊าซผลิตแอลพีจีได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ

ดังนั้นประเทศไทยจึงเปลี่ยนสถานะจากประเทศผู้ส่งออกแอลพีจีมาเป็นประเทศผู้นำเข้าแอลพีจีตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้วเป็นต้นมา

ถึงแม้เราจะเปลี่ยนสถานะจากผู้ส่งออกมาเป็นผู้นำเข้า แต่นโยบายด้านราคาของเราก็ยังไม่ยอมเปลี่ยน (ซึ่งความจริงต้องเริ่มใช้ราคานำเข้ามาถ่วงน้ำหนักกับราคาในประเทศให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง)

แต่รัฐบาลกลับไปคิดกลไกในการตรึงราคาแอลพีจีขึ้นมา โดยให้กองทุนน้ำมันฯเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนรัฐบาล (ไม่ทำตรงไปตรงมาเหมือนรัฐบาลในประเทศอื่นๆเขาทำกัน อย่างเช่นอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ที่เขาตั้งงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนราคาน้ำมันเลย ทำให้ต้องผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา) แล้วก็ไปเก็บเงินจากประชาชนผู้ใช้พลังงานชนิดหนึ่งไปอุดหนุนผู้ใช้พลังงานอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง และยังผิดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนน้ำมันฯอีกด้วย แต่ก็ทำกันมาเป็นสิบปีแล้ว

มาถึงวันนี้ ผมอยากจะบอกว่าฝีมันแตกแล้ว ประชาชนผู้ใช้น้ำมันเริ่มรู้ความจริงและจะไม่ยอมให้รัฐบาลขูดรีดเงินเข้ากองทุนฯเพื่อไปอุดหนุนผู้ใช้แอลพีจีอีกต่อไป คนใช้แอลพีจีจะต้องยอมรับที่จะใช้แอลพีจีตามต้นทุนที่แท้จริง

รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าต้นทุนของแอลพีจีที่โรงแยกก๊าซเป็นเท่าไรกันแน่ เมื่อมีความชัดเจนเรื่องต้นทุนและราคาขายที่เหมาะสมหน้าโรงแยกก๊าซแล้ว ทุกภาคส่วนต้องซื้อในราคาเดียวกันหรือแพงกว่า ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์ทีจะซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าหรือได้รับการอุดหนุน

ในขณะที่แอลพีจีหน้าโรงกลั่นฯจะต้องขายตามราคา CP หรือ ราคา Contract Price ของประเทศซาอุดิอาเรเบีย เพราะถือว่าผลิตจากน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และแอลพีจีที่ไม่พอใช้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็ต้องนำต้นทุนมาหารเฉลี่ยเข้ากับราคาแอลพีจีในประเทศ แต่รัฐบาลจะยกเว้นให้ภาคครัวเรือนไม่ต้องแบกรับภาระจากการนำเข้าแอลพีจี โดยถือว่าใช้จากการผลิตในประเทศเท่านั้น ก็เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาลไป

การอุดหนุนราคานั้นถือเป็นการบิดเบือนกลไกการตลาดอย่างร้ายแรง และยิ่งอุดหนุนกันอย่างยาวนานแบบหน้ากระดาน (อุดหนุนทุกคนโดยไม่มีงื่อนไข) จะยิ่งทำให้ผู้คนเสพย์ติดการอุดหนุน เป็นประชานิยมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้านำมาใช้กับราคาพลังงาน ผู้ใช้จะได้รับความนิยมสูงมาก แต่จะเกิดผลกระทบในระยะยาว และจะสิ้นเปลืองงบประมาณสูงมาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากประเทศเพื่อนบ้านของเราเมื่อเร็วๆนี้ คือ อินโดนีเซีย ประธานาธิบดีต้องประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซินถึง 44% และดีเซล 22% เพราะไม่สามารถแบกรับภาระเงินอุดหนุนราคาน้ำมันจำนวนมหาศาลในแต่ละปีได้อีกต่อไป

ปีที่แล้วอินโดนีเซียตั้งงบประมาณแผ่นดินสำหรับอุดหนุนราคาน้ำมันเป็นเงินสูงถึง 20,000 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 600,000 ล้านบาท) ในปีนี้ถ้ารัฐบาลไม่ปรับราคาน้ำมัน รัฐบาลจะต้องใช้เงินถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 900,000 ล้านบาท) ในการอุดหนุนราคาน้ำมัน

ดังนั้นการอุดหนุนราคาจึงเป็นยาเสพย์ติด ให้แล้วเลิกไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลไหนอยากทำ เพราะทำแล้วมีแต่จะถูกด่าและเสียคะแนนนิยม ผมจึงไม่แปลกใจที่การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ถูกเลื่อนมานับเป็นสิบๆครั้งแล้ว

ผมจะตั้งตาคอยว่าครั้งนี้จะเลื่อนเป็นครั้งสุดท้าย จริงอย่างที่ท่านรมว.ว่าไว้หรือเปล่า !!!

 

มนูญ ศิริวรรณ


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 6,654 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น