วันศุกร์ 18 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เป็นประเพณีมานับร้อยปีแล้วว่าในวันเฉลิมพระชนมพรรษานอกจากจะมีการบำเพ็ญพระราชกุศลคือทำบุญแล้วจะทรงทำทาน คือ พระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์แก่ข้าราชการ สถาปนาสมณศักดิ์พระภิกษุ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และพระราชทานเงินสงเคราะห์ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้สูงอายุด้วย
   
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์แก่ข้าราชการเป็นอันยุติไป ส่วนเรื่องอื่นยังปฏิบัติกันอยู่ วันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ข่าวออกมาแล้วว่าโปรดพระราชทานตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์พระภิกษุผู้ทำคุณประโยชน์หลายรูป
   
ปีนี้ไม่มีการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ เพราะสมเด็จในฝ่ายมหานิกาย 4 รูป ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 4 รูป เป็น 8 รูป ตั้งไว้เต็มหมดแล้ว แต่มีการขอพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์พระราชาคณะเป็นชั้นหิรัญบัฏหรือจารึกชื่อในแผ่นเงินชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะในฝ่ายมหานิกายแทนตำแหน่งที่ว่างรูปหนึ่งคือเลื่อนพระธรรมโกศาจารย์ วัดประยุรวงศาวาสเป็นพระพรหมบัณฑิต
   
สมณศักดิ์ชั้นหิรัญบัฏ ชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะนั้นมีอยู่จำกัด สมัยก่อนมีแค่พระพิมลธรรม พระธรรมวโรดม พระพรหมมุนี และพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เท่านั้น ต่อมาจึงเพิ่มราชทินนามอื่นมากขึ้น ใครมาถึงชั้นนี้ก็แปลว่าจวนถึงชั้นสมเด็จแล้วละครับ
   
“ยศช้าง ขุนนางพระ” เป็นสำนวนใช้เรียกช้างหลวงและพระภิกษุที่ได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ แม้ได้ก็สักแต่ว่าได้ เป็นเรื่องบ้านเมือง เอาธรรมเนียมทางโลกไปใส่ให้ ช้างและพระไม่ซู่ซ่าเหมือนเวลาพวกเราได้ยศถาบรรดาศักดิ์หรอกครับ ช้างจะเป็นคุณพระเศวตหรือเจ้าพระยาไชยานุภาพ พระจะเป็นพระครู เจ้าคุณชั้นสามัญ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม ชั้นพรหม หรือชั้นสมเด็จ ก็เป็นช้างเป็นพระอยู่นั่นเอง ช้างนั้นไม่รู้สึกรู้สาแน่ ส่วนพระก็ไม่ควรยินดียินร้ายจนออกนอกหน้า ควรถือว่าได้ก็ดีเป็นโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์เพิ่มขึ้น ต่อไปคนจะมาฟังธรรมมากขึ้นเท่านั้น แต่เรื่องอย่างนี้คนใกล้ชิดย่อมพลอยตื่นเต้นยินดีเป็นธรรมดา ยินดีกับช้างไม่รู้ว่าเรียกอะไร แต่ถ้ายินดีกับพระจะเรียกว่า “มีมุทิตาจิต” ต่อท่าน
   
ผมเองเห็นจะอดกลั้นไว้ไม่มีมุทิตาจิตอันใดกับเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ที่ได้เลื่อนเป็นพระพรหมบัณฑิตในปีนี้ไม่ได้หรอกครับ เดิมท่านเป็นชาวสุพรรณเหมือนพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ) ชื่อพระมหาประยูร ธัมมจิตโต เปรียญธรรม 9 ประโยค ซึ่งเก่งมากเพราะสอนได้ตั้งแต่เป็นสามเณร เป็นนาคหลวงอุปสมบทเป็นพระแล้วท่านก็ยังใผ่เรียน มีบุคลิกดี พูดจาเป็นหลักเป็นฐานไพเราะน่าฟัง ความรู้ดีเรียนจบปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยเดลี ประเทศอินเดีย มีความรู้ทางภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสดีมาก แล้วยังรอบรู้เลยไปถึงปรัชญา การปกครอง สังคมวิทยา การบริหารจัดการอีกด้วย ส่วนเรื่องทางพระพุทธศาสนาและศาสนาเปรียบเทียบนั้นไม่ต้องพูดถึง
   
ตอนผมเริ่มรู้จักท่านใหม่ ๆ ท่านยังเป็นพระมหาประยูร พระหนุ่มวัย 30 ปี ยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณเลย เวลาผมไปบรรยายหรืออภิปรายที่ไหนมักเห็นท่านนั่งฟังอยู่แถวหน้า ตอนให้ถาม คำถามของท่าน “เด็ดมาก” แสดงถึงความตั้งใจจริง ตั้งใจดีต่อวงการพุทธศาสนา ทั้งมีข้อเสนอแนะที่แยบคายหลักแหลม ในการอภิปรายที่พุทธมณฑลคราวหนึ่ง ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟังท่านแนะมาจากข้างล่างแล้วกระซิบกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ คุณหญิงเต็มศิริ บุณยสิงห์ และผมบนเวทีว่า “คอยดูนะ พระมหาหนุ่มรูปนี้ฝากศาสนาไว้กับท่านได้ ผมเห็นจะตายตาหลับ”
   
คุณหญิงเต็มศิริไปไกลกว่านั้นอีก กระซิบตอบว่า “ทำอย่างไรจึงจะให้พระหนุ่ม ๆ ความคิดดี ๆ ทันสมัยทันโลกทันคนอย่างนี้ได้มีโอกาสเป็นผู้บริหารพระศาสนาสูง ๆ กับเขาบ้าง ว่าแต่ว่าใครรู้จักท่านช่วยไปนิมนต์ให้ท่านอยู่ไปให้นานที่สุด ใครอย่าบังอาจไปสึกท่านเป็นอันขาด ดิฉันแช่งให้ตกนรกไม่รู้ผุดรู้เกิดด้วย”
   
จากวันนั้น พระมหาประยูรท่านก็เจริญก้าวหน้าในวงการคณะสงฆ์มาเป็นลำดับและรวดเร็วจนได้เป็นเจ้าคุณเป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรเป็นเจ้าคณะภาค 2 ได้ปริญญากิตติมศักดิ์จากหลายแห่ง บรรยายธรรมได้สาระทันสมัยและคล่องแคล่วทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษชนิดเถียงกับฝรั่งได้ ที่ผมดีใจมากคือท่านได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์ เพราะท่านจะได้เป็นแม่แบบให้พระอื่นเก่งตามท่านไปด้วย อีกคราวหนึ่งท่านได้เป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ว่าไปแล้วก็ระดับนั่งอยู่ใน ครม.สงฆ์เชียวล่ะ แต่จะทำอะไรได้ขนาดไหนยังไม่รู้ เพราะวงการปกครองคณะสงฆ์ท่านก็ถืออาวุโสและธรรมเนียมปฏิบัติเดิม ๆ อยู่มาก!
   
ขนาดเคยนั่งอยู่ใน ครม.คฤหัสถ์ ผมก็เห็นแล้วว่ามิใช่จะทำอะไร หรือคิดใหม่ทำใหม่ตามใจปรารถนาไปได้ทุกเรื่อง!
   
พระพรหมบัณฑิต รองสมเด็จพระราชาคณะรูปใหม่นี้ วงการคณะสงฆ์รู้จักท่านดีอยู่แล้ว แต่ท่านก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าในวงการบ้านเมือง ท่านนี่แหละครับที่เป็นโต้โผจัดงานวิสาขบูชาโลก เชิญนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาและพระผู้ใหญ่ทั่วโลกมาประชุมร่วมกันในประเทศไทยหลายหน จนรัฐบาลไทยพลอยได้หน้าไปด้วยหลายชุดแล้ว เวลานี้หลักสูตรอบรมดัง ๆ ที่ไหนที่คนวิ่งเต้นขอเข้าเรียนแทบจะขี่คอกัน ก็ได้ท่านนี่แหละเป็นผู้บรรยาย เรื่อง “ภาวะผู้นำ” “คุณธรรมของนักบริหาร” “คุณธรรมของคนดี” หนังสือหนังหาท่านก็แต่งไว้ร่วมร้อยเรื่อง
   
ราชทินนาม “ธรรมโกศาจารย์” นั้นปกติแล้วจะตกได้แก่พระนักปราชญ์เท่านั้น ไม่ใช่พระปลุกเสกพระเกจิ เช่น พระธรรมโกศาจารย์ วัดราษฎร์บำรุง ชลบุรี ท่านพุทธทาส ท่านเจ้าคุณปัญญา มาวันนี้ท่านได้เป็นทั้ง “พระ” “พรหม” และเป็นทั้ง “บัณฑิต” แล้วด้วยความเหมาะสม สาธุ!
   
ขอบพระเดชพระคุณคณะสงฆ์ที่เห็นประโยชน์ของพระเก่ง ๆ และส่งเสริมให้พระเช่นนี้ได้ทำงานใหญ่ ๆ ระดับนานาชาติ เป็นเกียรติเป็นศรีแก่พระศาสนาและประเทศไทย.
 

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 21,812 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น