วันเสาร์ 25 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในแต่ละปี รัฐบาล ต้องนำเงินภาษีอากรหลายหมื่นล้านบาทมาอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับ ข้าราชการและผู้มีสิทธิเบิกจ่าย ทั่วประเทศรวม 3.4 ล้านคน... 

จากสถิติในช่วงเวลา 4-5 ปีหลังมานี้ ตัวเลขค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลงเรื่อย ๆ จาก 6.2 หมื่นล้านบาท มาเป็น 6.1 หมื่นล้านบาท และ 6.08 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ โดยในปีงบประมาณ 2556 ที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่กี่วันคาดว่าตัวเลขน่าจะลดลงมาอีกเล็กน้อยหรือไม่น่าจะเกิน 6 หมื่นล้านบาท...

อยู่ดี ๆ ใช่ว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายจะลดลงตามธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงของการทำงานหนักของหลายหน่วยงานทั้ง กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ...!!!

ล่าสุดวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง ได้ออกประกาศเรื่อง แนวทางการกำหนดอัตราเบิกจ่ายค่ายาสำหรับสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ที่จะเริ่มใช้วันที่ 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป
สาระสำคัญเพื่อให้ โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง เน้นจ่ายยา “ชื่อสามัญ” หรือยาที่ผลิตในประเทศ แทนการจ่ายยา “ต้นแบบ” หรือยาออริจินัล ที่เป็นยานำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาแพง...!!!

งานนี้กรมบัญชีกลางใช้ “กำไร” จากค่ายาที่เรียกเก็บจากคนไข้สวัสดิการข้าราชการมาเป็นเครื่องจูงใจหากโรงพยาบาลใดสั่งซื้อและใช้ยาชื่อสามัญมากก็จะได้ส่วนต่างมากขึ้นตั้งแต่ 50-100%

ส่วนยาต้นแบบยังคงจ่ายได้ เพียงแต่ส่วนต่างที่เคยบวกได้ถึง 10% แต่หลังจากวันที่ 1 ม.ค. 2557 จะบวกเพิ่มได้ไม่เกิน 3% และอยู่ภายใต้เงื่อนไขต้องจัดซื้อในราคาต่ำกว่าราคากลางอีกด้วย

และอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะออกคำสั่งเรื่อง มาตรการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารเวชภัณฑ์ของหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

รศ.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ รักษาการที่ปรึกษา สธ. ด้านอาหารและยา ชี้แจงว่า ตามแผนงานดังกล่าวตั้งเป้าให้สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขลดต้นทุนค่ายาไม่น้อยกว่า 10% โดยใช้วิธีการจัดซื้อยาร่วมกันในระดับเขต/จังหวัด/กรม และบริหารคลังยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ร่วมกัน

มาตรการดังกล่าวไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เพียงแต่ที่ผ่านมามี ผู้บริหารโรงพยาบาล ประมาณ 50% เท่านั้นที่ใช้วิธีจัดซื้อยาร่วม ดังนั้นมาตรการที่ออกมาจะเน้นให้โรงพยาบาลทั้ง 100% จัดซื้อยาร่วมกันให้ได้...

ยาก็เหมือนสินค้าอื่น ๆ ทั่วไป ยิ่งซื้อมากก็ยิ่งช่วยลดต้นทุนลงไปได้มากเป็นเงาตามตัว...!!!

นอกจากนี้ยังมีแผนงานส่งเสริมให้ใช้ ยาในบัญชียาหลัก เพื่อลดปริมาณการจัดซื้อ ยานอกบัญชียาหลัก ที่มีราคาแพงกว่ามาก รวมทั้งยังจะเน้น การจ่ายยาที่สมเหตุสมผล เพื่อป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่จำเป็น และป้องกันปัญหาภาวะการดื้อยาในโรคบางชนิด

จะว่าไปแล้วมาตรการทั้งในส่วนของกรมบัญชีกลางและกระทรวงสาธารณสุขที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ เป็นผลมาจากมติ ครม. วันที่ 23 มี.ค. 2553 สมัยรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อนุมัติในหลักการให้มีการตรวจสอบและควบคุมการเบิกจ่ายยาราคาแพง...

ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมืองและเป็นเรื่องน่ายินดีที่รัฐบาลปัจจุบัน โดย นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ไม่ถือเขาถือเรา แต่นำมาสานต่อและจัดวางระบบเพื่อช่วยแก้ปัญหาระบบงบประมาณของประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขยังมีแผนที่จะปฏิวัติเวลาออกตรวจคนไข้จาก เวลาราชการ 08.30-16.30 น. มาเป็น เวลาราษฎร 06.00-20.00 น. จุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเป็นหลัก...
สะท้อนให้เห็นว่า “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” คิดแซงหน้า “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ไปอีก 1 ช่วงตัว

ยิ่งวันนี้ แก๊งไอติม ยังเล่นปฏิรูปพรรคแบบปลอม ๆ อย่าว่าจะตามไล่ทัน พลพรรคเพื่อแม้ว ให้ทัน...

ไม่ถูกทิ้งห่างไปมากกว่านี้ก็เป็นบุญโขแล้ว...!!!.

อิทธิบาท
ittibat@outlook.com


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 1,443 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น