วันจันทร์ 21 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) หมายถึงอาการที่เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หลับตาได้ไม่สนิท มุมปากตก และขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โดยเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่จะก่อให้เกิดความกังวล และสูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคมของผู้ป่วย

สาเหตุที่เรียกว่า Bell’s palsy ก็เพราะนายแพทย์ชาร์ลส์ เบล (Charles Bell) ศัลยแพทย์ ชาวสก็อตเป็นผู้บรรยายอาการของโรคนี้ไว้เป็นท่านแรกตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

หน้าเบี้ยวหลับตาไม่สนิท จะทำให้เกิดอัมพาตหรือไม่

อาการของโรคหน้าเบี้ยว ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเร็วใน 1-2 วัน ตื่นมารู้สึกหน้าหนัก ๆ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ดื่มน้ำจะมีน้ำไหลจากมุมปาก บางรายมีลิ้นรับรสผิดปกติหรือหูอื้อ ๆ ร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็วเพราะมีคนทัก และกลัวเป็นอัมพาต ซึ่งอาการของสมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) จะแยกได้โดยมักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ได้แก่ แขนขาอ่อนแรงข้างเดียวกับที่มีปากเบี้ยว ตาเห็นภาพซ้อน เดินเซ หรือมีอาการบ้านหมุน เป็นต้น

อาการหน้าเบี้ยวนั้นเกิดได้จากรอยโรคหลายแห่ง อาจเป็นจากโรคในเนื้อสมอง (ชนิด UMN) เช่น จากเส้นเลือดในสมองตีบ หรือจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 (ชนิด LMN) แต่อาการทางคลินิกจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้ โดยถ้าเป็นจากโรคในเนื้อสมอง (UMN) ผู้ป่วยมักจะหลับตาได้สนิท แต่มุมปากจะขยับได้น้อยลง แต่ถ้าเป็นจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 (LMN) เอง จะขยับไม่ได้ทั้งซีกหน้า หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ดื่มน้ำก็จะหกจากข้างนั้น ๆ 

ภาพ A หน้าเบี้ยวครึ่งซีกชนิด UMN

ภาพ B หน้าเบี้ยวครึ่งซีกชนิด LMN

ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 นั้น อาจเกิดจากส่วนของเส้นประสาทที่ยังอยู่ในก้านสมอง (brainstem ส่วน pons) หรือส่วนที่ออกมาจากเนื้อสมองแล้วแต่ยังอยู่ในช่องน้ำไขสันหลัง (subarachnoid space) หรือฐานกะโหลก ก็ได้ อย่างไรก็ตามมีส่วนน้อยที่ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เกิดจากสาเหตุในตัวก้านสมอง ซึ่งก็มักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่น ๆ ให้ตรวจพบด้วยและจะเรียกชื่อตามแต่สาเหตุของโรค ไม่เรียกว่าโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy)Modified from N Engl J Med 2004;351:1323-1331.

ดังนั้นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy)ในทางการแพทย์จะหมายถึง อาการหน้าเบี้ยวหลับตาไม่สนิท มุมปากตก จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เพียงอย่างเดียวโดยที่มักจะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ก็เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเป็นจากการติดเชื้อไวรัสเริม (HSV 1) ที่ตัวเส้นประสาทเอง

โรคนี้พบในคนกลุ่มใด

พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้าย

การวินิจฉัยแยกโรค

นอกจากนั้นสาเหตุอื่น ๆ ของการหน้าเบี้ยวที่ให้อาการคล้ายโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) ได้แก่ การติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง (meningitis) การติดเชื้องูสวัด (HZV) เอชไอวี (HIV) ไลม์ (Lyme) ซิฟิลิสเรื้อรัง (syphilitic gumma) ซาคอยโดสิส (sarcoidosis) โรคเรื้อน (leprosy) การกดทับจากเนื้องอกหรือการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำลายพาโรติดที่อยู่หน้าหู หรือ จากต่อมน้ำเหลือง อุบัติเหตุที่ใบหน้า โรค Guillain Barre syndrome (GBS) และที่สำคัญคือ เส้นประสาทที่ 7 ขาดเลือดที่พบในเบาหวาน

การวินิจฉัย

โดยการตรวจอาการทางคลินิกส่วนมากมักจะเพียงพอ ยกเว้นในรายที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่น ๆ ดังกล่าวข้างต้น จึงจะทำการตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ หรือสงสัยโรคเบาหวาน

อาการจะหายหรือไม่

ประมาณ 80-90% จะหายเป็นปกติ อาการมักดีขึ้นสองสัปดาห์ และส่วนมากจะกลับเป็นปกติใน 3-6 เดือน ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความผิดปกติหลงเหลืออยู่บ้าง หรือเกิดเส้นประสาทต่อกันผิด (synkinesis) จะทำให้มีอาการ เช่น ทานอาหารแล้วน้ำตาไหล หรือหลับตาแล้วมุมปากขยับ

การรักษา

มีการพูดถึงการใช้สเตียรอยด์และยาต้านไวรัสว่าอาจให้ผลการรักษาดี มีการศึกษาขนาดเล็กจากญี่ปุ่นพบว่าการใช้ valacyclovir ร่วมกับสเตียรอยด์ ให้ผลดีกว่าไม่ได้ยา แต่ล่าสุดมีการศึกษาในผู้ป่วยเกือบ 500 คนจากสกอตแลนด์ (N Engl J Med 2007;357:1598-607.) ถึงการใช้สเตียรอยด์ภายในสามวันแรกพบว่าให้ผลการรักษาที่ดีกว่ายาหลอด และพบว่ายา acyclovir ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การศึกษานี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมไม่ได้และหญิงตั้งครรภ์

อย่างไรก็ตามยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องยา

การรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้นมีความสำคัญมาก เนื่อง จากผู้ป่วยหลับตาไม่สนิทจึงมักมีตาแดง และอาจนำไปสู่กระจกตาอักเสบได้ ดังนั้นจึงแนะนำผู้ป่วยให้

n ใช้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันตาแห้ง

n ใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอน หรือที่ครอบตาป้องกันฝุ่นเข้าตาเวลานอนหลับ

n สวมแว่นกันลมเวลาออกจากบ้าน

n อย่าขยี้ตาข้างที่ปิดไม่สนิท

nการทำกายภาพบำบัดเพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าที่อ่อนแรงให้ได้ทำงาน เพื่อรอการฟื้นตัว

สรุป

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) มีอาการหลับตาไม่สนิท และมุมปากขยับไม่ได้ เป็นโรคที่พบได้บ่อย พบได้ในทุกเพศ อายุ และสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้ายจะพบได้บ่อย เชื่อว่าส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสจึงมักจะหายเองได้ อาการมักดีขึ้นในสองสัปดาห์ และส่วนมากจะกลับเป็นปกติใน 3-6 เดือน การจะตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมหรือไม่นั้นขึ้นกับอาการแสดงของผู้ป่วย ถ้าอายุมากอาจจะตรวจเบาหวานด้วย การรักษาทางยายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่การรักษาตามอาการและการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้นสำคัญยิ่งกว่า ผู้ป่วยจึงควรระวังและป้องกันตนเองไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบตามมาได้

ข้อมูลจาก ศูนย์อายุรกรรมระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 277 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น