วันอังคาร 29 กรกฎาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

กระแสการแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาถกเถียงในสังคมมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะช่วงปีที่แล้วจนมาถึงปีนี้ โดยสิ่งที่คนในสังคมมีความกังวลใจมีอยู่ด้วยกันหลายเรื่อง ซึ่งสิ่งที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือประโยชน์ในการนำมาใช้งานที่หลายคนมองว่ายังไม่จำเป็นเท่าที่ควรกับการเรียนการสอนปัจจุบัน ทำให้เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกมารายงานการติดตามผลการใช้งานแท็บเล็ตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั่วประเทศ ตามโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน ได้มีการสำรวจในโรงเรียน 20,700 โรงเรียน เพื่อต้องการรับทราบข้อมูลของการใช้งานแท็บเล็ตหลังจากได้มีการจัดสรรให้กับนักเรียนไป

จากการสำรวจพบว่า ครูมีการให้เด็กใช้งานแท็บเล็ตเพื่อการเรียนการสอนเฉลี่ยสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 55 นาที โดยใช้แท็บเล็ตในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาหลักมากที่สุด คือ วิชาภาษาไทย ร้อยละ 56.05 สังคมศึกษา ร้อยละ 44.5 คณิตศาสตร์ ร้อยละ 42.7 วิทยาศาสตร์ ร้อยละ 38.1 และภาษาอังกฤษ ร้อยละ 35.5 การสำรวจในครั้งนี้ได้มีการสอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยซึ่งพบภาพรวมที่น่าพอใจ ผู้ปกครอง ร้อยละ 86.1 เชื่อว่าการใช้แท็บเล็ตจะส่งผลดีต่อการศึกษาของเด็ก ขณะเดียวกันผู้ปกครอง ร้อยละ 93.9 ยังเชื่อว่า แท็บเล็ตช่วยให้เด็กไทยก้าวทันเทคโนโลยี อีกทั้งผู้ปกครอง ร้อยละ  82 เชื่อว่าแท็บเล็ตจะช่วยให้เด็กไทยรู้จักค้นคว้าหาความรู้ อย่างไรก็ตามยังพบว่าสิ่งที่จำเป็นที่ต้องเร่งจัดหาคือ ตู้จัดเก็บเครื่องแท็บเล็ตและอุปกรณ์ชาร์จไฟ

นอกจากนี้ จากการวิจัยโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า เนื้อหาหลักสูตรแกนกลางปีการศึกษา 2551 ที่จัดทำขึ้นล่าสุดนั้น มีการสอดแทรกแนวคิดการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 เข้าไปมากขึ้น แต่ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผลตามตัวชี้วัดในมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มมีความละเอียดและซ้ำซ้อน ส่งผลให้เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนในแต่ละโรงเรียนไม่แตกต่างกัน เพราะจะต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาแต่ละวิชาค่อนข้างมีความซ้ำซ้อนเป็นอย่างมาก ทำให้การจัดแผนการสอนเชิงบูรณาการเป็นไปได้ยาก

โดยโครงสร้างชั่วโมงเรียนของเด็กไทยนั้น เด็กประถมเรียนไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง มัธยมศึกษาตอนต้นเรียนไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง และมัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง เทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีชั่วโมงเรียนเฉลี่ยของนักเรียนอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น โดยนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้ลดชั่วโมงเรียนของเด็กไทย จึงต้องคิดพิจารณาในแต่ละเรื่องให้ดี ควรเน้นการสอนทักษะที่จำเป็นควบคู่กับการปฏิบัติงานจริงคล้ายกับหลักสูตรที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ใช้ สำหรับเรื่องการใช้แท็บเล็ตของการศึกษาไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่ายังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื้อหาเน้นการแปลงจากหนังสือเรียนมาเป็นไฟล์พีดีเอฟเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการจะใช้อุปรณ์เทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนนั้นควรใช้ประโยชน์ให้มากกว่านี้ เช่น ใช้เทคนิคเสมือนจริงอย่างภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆอย่างเห็นภาพ เป็นต้น

ถึงแม้เทคโนโลยีจเข้ามามีบทบาทกับการเรียนการสอนมากขึ้นในปัจจุบันและอนาคต แต่จากผลการศึกษาเบื้องต้นของหลายสถาบันวิจัยยังพบว่า ครูยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในห้องเรียน เพราะเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ขณะที่แท็บเล็ตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการเท่านั้น  ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมพร้อมครูให้ดี เพื่อให้สามารถทำแผนการสอนที่จะนำแอพพลิเคชั่นมาประยุกต์ใช้สอนได้ เพราะความรู้ที่เด็กจะได้รับในแต่ละรายวิชานั้นยังขึ้นอยู่ที่เทคนิคการสอนของอาจารย์เป็นสำคัญ แต่การให้เด็กได้เรียนผ่านแท็บเล็ตนั้นช่วยให้เด็กได้ฝึกฟังและออกเสียงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ชัดเจนขึ้น แต่ก็มีข้อเสียคือไม่ได้ฝึกเขียน การประยุกต์และปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างลงตัวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 20,245 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น