วันอาทิตย์ 26 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ในเดือน มิ.ย.2554 ที่ผ่านมา จ.น่าน ได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชันไหหม่าทำให้เกิดฝนตกติดต่อ 2 วัน เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินถล่มในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.บ่อเกลือ ได้รับผลกระทบสูงสุด จนถึงขณะนี้ถนนบางแห่งที่เกิดจากแผ่นดินทรุด ดินถล่มยังไม่ได้รับการแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม

เพื่อการแก้ปัญหาดินถล่มในระยะยาวในพื้นที่ จ.น่าน คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (TBCSD) ได้ร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี จัดทำโครงการแนวทางป้องกันและฟื้นฟูป้องกันพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มขึ้นเพื่อต่อยอดการดำเนินงานของกรมทรัพยากรธรณีในการจัดการธรณีพิบัติภัยดินถล่ม ในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนาตามแนวพระราชดำริ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน โดยคัดเลือกบ้านห่างทางหลวง เป็นพื้นที่นำร่อง ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนเมื่อปีที่ผ่านมาโดยมีพิธีรับมอบในช่วงระยะเวลาอันใกล้กัน มีนายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน ประธานกลุ่มNatural Disaster คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (TBCSD) และนายอดิศักดิ์ ทองไข่มุก อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ร่วมส่งมอบให้กับผู้แทนชุมชนบ้านห่างทางหลวง 

ดร.อภิชาติ สุรินทร์คำ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ง กรมทรัพยากรธรณี อธิบายถึงวิธีการดำเนินโครงการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยดินถล่ม ว่าได้เลือกพื้นที่ในร่องเขามีขนาด 4 ไร่ซึ่งเป็นที่ดินของผู้ใหญ่บ้านเสียสละพื้นที่มาขุดเป็นแก้มลิงผสมกับฝายในจุดเดียวกัน โดยใช้ถุงทรายที่ใช้วัสดุพิเศษไม่เปื่อยยุ่ยมาเป็นคันกั้นน้ำเพื่อง่ายต่อการปรับระดับความสูงน้ำที่มาในแต่ละปี เหตุผลของการทำแก้มลิงเพื่อลดความแรงของน้ำที่ลงมาจากเขาให้น้ำเกิดการวนภายในแก้มลิงก่อนที่ออกแบบให้เหมือนกระเพาะหมู จากนั้นจะปล่อยลงสู่ฝายน้ำล้นปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เท่ากับว่าเมื่อน้ำลงมาจากเขาที่มีความแรงมากเมื่อมาถึงแก้มลิงจะเหลือความแรงเท่ากับศูนย์ ระบบฝายและแก้มลิงในที่เดียวกันช่วยลดความแรงของน้ำ เมื่อน้ำวนครบรอบในกระเพาะหมูแล้วจะไหลลงสู่ฝายน้ำล้น ส่งต่อไปยังท่อและแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อเป็นน้ำสำหรับทำการเกษตรต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ง กรมทรัพยากรธรณี กล่าวอีกว่า โครงการป้องกันและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยกรมทรัพยากรธรณีดำเนินการศึกษาสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงสร้างการป้องกันดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่การดำเนินการควบคุมการก่อสร้างโครงสร้าง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ใช้แรงงานและวัสดุในท้องถิ่น เพราะเน้นการใช้แรงงานในพื้นที่โดยจ้างชาวบ้านมาขุดและวางแนวกระสอบทรายและร่วมกันปลูกต้นไม้บริเวณรอบแก้มลิงเพื่อให้รากช่วยยึดดินไว้ ซึ่งระดับของแก้มลิงรองรับน้ำหลากที่มีความสูงเท่ากับเมตรครึ่งถึง 3 เมตร สรุปแล้วโครงการนี้ใช้เงินโดยรวมแล้วไม่ถึงล้านบาท

“ภาพรวมภัยพิบัติ พื้นที่น่าห่วงที่สุดคือ จ.น่าน จังหวัดที่ทำให้สภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในเวลาอันสั้นที่สุดคือช่วงเวลา 10-2  ปีที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงจากสภาพพื้นที่เดิมไปเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วมาก ที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงสภาพป่ามาเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และส่วนใหญ่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ยาง ลิ้นจี่  ปัญหาเฉพาะหน้าของกรมทรัพยากรธรณีคือทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่าจะอยู่กับภัยธรรมชาติได้อย่างไร” ดร.อภิชาติ กล่าวและว่า แหล่งน้ำใหม่ที่เกิดขึ้นในชุมชนใช้ประโยชน์ของน้ำเพื่อการเกษตร การดักตะกอน ลดความเร็วของน้ำ ป้องกันน้ำป่าไหลหลากโดยพยายามปรับสภาพพื้นที่ให้เข้ากับธรรมชาติด้วยการปลูกต้นไม้โดยรอบ เพื่อลดการเกิดดินสไลด์

อภิวัฒน์ งามนิธิปัญญากุล ผู้ใหญ่บ้านห่างทางหลวงหมู่ที่ 2 บอกเล่าสภาพพื้นที่ของชุมชนว่า ชาวบ้าน 167 หลังคาเรือนส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวโพด พื้นที่หมู่บ้านทั้งหมดเป็นที่ราบเชิงเขา มีที่ราบประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ปลูกข้าว การทำนาและทำไร่ข้าวโพดต้องใช้พื้นที่บนเขา ชาวบ้านทำเกษตรแบบพอกินไม่เป็นเกษตรเชิงธุรกิจเมื่อเทียบกับพื้นที่ด้านล่างใน อ.ปัว อ.สันติสุข เริ่มปลูกยาง ปลูกข้าวโพด ที่บ่อเกลือส่วนใหญ่ปลูกข้าวข้าวโพดมีบ้างแต่ยังไม่มาก
    
“ปัญหาดินถล่มพบบ่อยเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะได้รับผลกระทบในพื้นที่ทำกินไร่ข้าวโพด ดินจะถล่มลงลำห้วย โครงการนี้หวังว่าจะช่วยชะลอความเร็วของน้ำได้เพราะใต้ฝายมีหมู่บ้านช่วยป้องกันดินถล่มมาสู่หมู่บ้านได้”

ประธานกลุ่มNatural Disaster คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม (TBCSD) กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการนอกจากช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแล้วจะเป็นแหล่งน้ำให้ประชาชนใช้ทำการเกษตร และเป็นต้นแบบที่จะขยายผลไปสู่พื้นที่ประสบภัยต่อไป
    
ทั้งนี้การสร้างแหล่งน้ำในชุมชนที่อยู่ในที่ราบเชิงเขายังประโยชน์ทางอ้อมป้องกันการรุกป่า เมื่อมีแหล่งน้ำเพื่อการทำเกษตรแบบยั่งยืนจึงไม่จำเป็นต้องบุกรุกผืนป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวอีกต่อไป.


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 13,803 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น