วันศุกร์ 29 สิงหาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ภายหลังจาก กลุ่มผู้ประกอบการรถจดประกอบ ได้รวมตัวยกขบวนไปเรียกร้องของความเป็นธรรม ที่กรมสรรพสามิต เพื่อฟังคำตอบ กรณียื่นหนังสือขอเสียภาษีและจดทะเบียนให้ถูกต้อง ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง โดยหนึ่งในแกนนำ ระบุว่า ขณะนี้มีรถจดประกอบที่รอการจดทะเบียน มากกว่า 1,000 คัน ได้ยื่นขอชำระภาษีและจดทะเบียนไปแล้ว ต่อมาภาครัฐกลับสั่งระงับการจดทะเบียน ผู้ประกอบการจึงได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ครม.มีมติดังกล่าว ทำให้ขายรถไม่ได้ ทั้งที่ผู้ประกอบการได้นำเข้าและเสียภาษีอย่างถูกต้องตามราคาหน้าโรงงานมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีกรมสรรพสามิตเป็นผู้เห็นชอบราคาหน้าโรงงาน จึงไม่ใช่การเลี่ยงภาษี ดังนั้นขอวอนให้ภาครัฐช่วยรับชำระภาษีรถในราคาที่เป็นธรรมด้วย เรียกร้องขอประเมินจ่ายภาษีรถที่เหลือ“ในอัตราที่รับได้ !”ไม่ใช่จัดเก็บตามอัตราภาษีใหม่ของสรรพสามิต

ทั้งนี้เมื่อลองตรวจสอบ บัญชีมูลค่ารถยนต์ที่ผลิตหรือประกอบจากชิ้นส่วนอุปกรณ์ใช้แล้ว ของกรมสรรพสามิต พบว่ามีการตั้งเพดานประเมินราคา “รถจักรยานยนต์-รถยนต์จดประกอบ” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยราคาประเมินส่วนใหญ่ พบว่าต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะรถที่มีความจุกระบอกสูบ แรงม้าสูง หรืออีกนัย คือ กรมสรรพามิตได้ใช้มาตรการประเมินภาษีให้สูงขึ้น โดยเฉพาะ ซูเปอร์คาร์ รถซิ่ง หรือ รถคลาสสิก ทั้งหลาย เพื่อเก็บภาษีเข้ารัฐให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามที่ควรจะได้รับมานานแล้ว และปฏิเสธรับฟังเสียงผู้ประกอบการ

อย่างไรก็ดีปัญหานี้ นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ออกมาระบุว่า ยืนยันที่จะไม่ผ่อนผันเกณฑ์อัตราภาษีการนำเข้าชิ้นส่วน อะไหล่รถยนต์ใช้แล้วจากต่างประเทศ ให้กลุ่มผู้ประกอบการรถจดประกอบอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมา ภาครัฐได้ให้เวลาไปพอสมควรแล้ว ด้วยการเปิดโอกาสมาจดทะเบียนกันไปครั้งหนึ่งในช่วงปลายปี 2554

จากความชัดเจนของ รมช.คลัง สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐต้องการปกป้องอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศเอาไว้ในภาพรวม โดยล่าสุด โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่เขตนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์น ซีบอร์ด จ.ระยอง โดยทุ่มทุนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท รองรับการจ้างงานได้ถึง 11,000 ตำแหน่ง มีศักยภาพเบื้องต้นในการผลิตรถได้ 150,000 คันต่อปี โดยรวมฟอร์ดเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย ด้วยการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.7 หมื่นล้านบาท)

นอกจากตัวแทนรถยนต์แล้วก็ยังมี ชมรมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์นำเข้า พร้อมด้วยสมาชิกผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ส่งตัวแทนเดินทางไปยื่นหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านทางนพ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เพื่อคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 เม.ย.55 ที่ห้ามนำเข้าเฟรม (ตัวถัง) รถจักรยานยนต์ใช้แล้วและห้ามจดทะเบียนรถจักรยานยนต์จดประกอบ ทั้งนี้ตัวแทนชมรมยืนยันว่า การนำเข้าชิ้นส่วนดังกล่าวมาประกอบเป็นรถจักรยานยนต์เก่าใช้แล้วนั้น ไม่ได้เป็นการนำมาประกอบเป็น รถจักรยานยนต์ใหม่ และรถจักรยานยนต์จดประกอบนี้ไม่ได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องชำระภาษีอากรแต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้เป็นไปอย่างที่กระทรวงคมนาคมกล่าวอ้าง

ที่สำคัญรถจักรยานยนต์จดประกอบไม่ได้ขัดขวางการส่งเสริมผลิตรถจักรยานยนต์ของไทย เพราะรถจดประกอบเป็น ’รถมอเตอร์ไซค์เก่า“ ที่เป็นสินค้าแยกต่างจากที่ผลิต ขนาดรถ รุ่นรถ และกลุ่มผู้บริโภคก็แตกต่างกัน จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณายกเลิก เพิกถอน หรือระงับการบังคับใช้มติ ครม.ดังกล่าว และแก้ไขปัญหานี้ด้วยการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง ซึ่งชมรมฯ พร้อมที่จะให้ข้อมูลที่เป็นจริง หากรัฐบาลยังไม่มีการพิจารณาหรือดำเนินการใด ๆ คงต้องยื่นเรื่องเพื่อร้องขอความเป็นธรรมกับศาลปกครอง

ถึงวันนี้ ปัญหารถยนต์จดประกอบ ที่เกิดจากช่องว่างของกฎหมาย ที่แม้จะมีแม่บท เป็นระเบียบของกระทรวงพาณิชย์ กำหนดว่าห้ามนำเข้ารถยนต์นั่งส่วนบุคคลใช้แล้ว แต่ยัง
มีบรรดา “ศรีธนญชัย” หาช่องเล็ดลอดนำรถยนต์เหล่านี้ แยกชิ้นส่วนเข้ามาประกอบขาย ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมหลัก  
ส่วนการ “จดประกอบ” จากอะไหล่รถยนต์ ที่ในช่วงแรกกำหนดให้ใช้กับ รถการเกษตร รถขนส่ง รถโดยสารขนาดใหญ่ โดยมีข้อแม้ว่าต้องใช้ในเชิงพาณิชย์เท่านั้น! แต่ภายหลังมีการยกเลิกข้อแม้ดังกล่าว จึง เปิดช่อง ให้บรรดาพ่อค้าหัวใสสำแดงว่านำเข้าอะไหล่ แต่กลับอำพรางถอดชิ้นส่วนรถยนต์มือสองที่ปลดระวางจากต่างประเทศ ทั้งรถสปอร์ต รถหรู นำเข้ามาประกอบเป็นคัน ไม่ได้นำมาใช้อย่างอะไหล่ตามสำแดง จึงถือเป็นผลกรรมที่ กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และ กรมการขนส่งทางบก จะต้องมาช่วยกันนั่งตามล้างตามเช็ดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดีเสียงสะท้อนจากบรรดาผู้ประกอบการรถจดประกอบ ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลละเลยไม่ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อครหาว่า ภาครัฐทำตามใบสั่ง นายทุนอุตสาหกรรมรถยนต์จากต่างชาติ หรือ กลุ่มผู้ประกอบการเกรย์มาร์เก็ต จนทำให้รถจดประกอบต้องกลายเป็น แพะรับบาป หรือแม้กระทั่งภาครัฐไม่เคยคิดส่งเสริมผู้ประกอบการในประเทศให้ประกอบรถยนต์ จนคนไทยต้องใช้รถเกรดต่ำราคาสูงจากต่างชาติ เมื่อรถจดประกอบมาเป็นทางเลือกก็ถูกกีดกัน และหากจะยกเลิกกันจริง ๆ ก็ขอชำระภาษีรถที่ยังตกค้างอยู่อีกราว 1,000 คัน ในอัตราที่รับได้ ให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงถือเป็นสิ่งที่น่าขบคิดไม่น้อยเช่นกัน!!

หลังจากนี้ยังคงต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า “ปัญหารถจดประกอบ” บทสรุปสุดท้ายแท้จริงนั้นทางรัฐบาลจะหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร ?.

ทีมข่าวเฉพาะกิจ


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 45,940 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น