วันเสาร์ 1 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

บันทึกอาเซียน | ASEAN Diary : ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ คนไทยระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ครบวาระ 5 ปี ในการเป็นตัวแทนประเทศไทยทำงานในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน และในวันพุธที่ 9 มกราคม ก็มีพิธีส่งต่อตำแหน่งให้กับนาย ลี ลวง มินห์ (Le Luong Minh) จากเวียดนาม ซึ่งก็จะทำงานในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนต่อไปตามวาระ 5 ปี

ตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนเป็นตำแหน่งแต่งตั้งจากรัฐสมาชิกอาเซียนหมุนเวียนไปตามลำดับอักษรนำหน้าชื่อประเทศ แต่เดิมวาระการดำรงตำแหน่งจะจำกัดอยู่ที่สองปี และต่อมาเพิ่มเป็นสามปี และมาปรับแก้เป็นวาระห้าปีเมื่อสิบปีที่แล้วมานี้เอง

นายแผน วรรณะเมธี เป็นคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน นับเป็นเลขาธิการอาเซียนคนที่หก (ระหว่างวันที่  16 กรกฎาคม 1984 - 15 กรกฎาคม 1986)
ส่วน ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นเลขาธิการอาเซียนลำดับที่ 12 และเป็นคนไทยคนที่สองที่ดำรงตำแหน่งนี้ (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2008 - 31 ธันวาคม 2012)

เมื่อตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งแต่งตั้งและหมุนเวียนไปตามชื่อประเทศสมาชิก ดังนั้นกว่าที่ประเทศไทยจะได้ส่งคนไทยไปเป็นเลขาธิการอาเซียนอีกรอบหนึ่งนั้นก็จะต้องคอยอีก 45 ปี!
ฝีมือการบริหารจัดการของ ดร.สุรินทร์ จึงจะคงอยู่เป็นชื่อเสียงของประเทศไทยไปยาวนานถึงกึ่งศตวรรษ

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ นับเป็นคนไทยคนที่สองที่ทำงานเป็นบุคคลระดับนานาชาติของไทย อีกคนหนึ่งคือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ (อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก-WTO และปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการองค์การที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา-UNCTAD)

ตลอดประวัติศาสตร์ประเทศไทย เรายังมิได้พัฒนาพลเมืองไทยของเราเข้าสู่งานตำแหน่งผู้นำระดับนานาชาติได้มากเกินกว่าสองคนดังที่เอ่ยชื่อมานี้เลย

พม่าเคยมีเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ สิงค์โปร์ และ มาเลเซียมีผู้นำรัฐบาลประเทศละหนึ่งคนที่มีชื่อเสียงและผลงานระดับนานาชาติ และมาเลเซียก็ยังมีดาราภาพยนตร์ระดับฮอลลีวู๊ดซึ่งเท่ากับเป็นดาราระดับโลกด้วย

เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์มีที่นักต่อสู้เรียกร้องเอกราชที่โลกจดจำไม่มีลืม
กัมพูชามีกษัตริย์นักการเมืองที่โลกโจษขาน
อินโดนีเซียนมีประธานาธิบดีในอดีตที่เป็นผู้นำกลุ่มโลกที่สามผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ดังนั้นการพ้นวาระของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จึงเป็นการพ้นวาระของคนไทยอีกคนหนึ่งที่พ้นบทบาทระดับนานาชาติไป

การทำงานในระดับนานาชาตินั้นเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ไม่ใช่งานที่ง่ายนักสำหรับคนทั่วไปแม้จะมีการศึกษาสูงเท่าใดก็ตาม คนที่ทำงานแบบนี้ได้จะต้องมีพื้นฐานความรู้และประสบการณ์เป็นที่รู้จักและยอมรับในฝีมือในหมู่นานาประเทศ การพัฒนาหรือการสร้างผู้นำระดับนานาชาติ เช่น ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ และ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ ตั้งแต่ขีดความสามารถและความพร้อมโดยธรรมชาติของบุคคลคนนั้นเอง เสริมด้วยบรรยากากาศแวดล้อมและโอกาสที่จะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากประเทศไทยเองด้วย นายบัน คี มูน ได้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติก็ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้เป็นกำลังสำคัญ ขณะที่รัฐบาลไทยในช่วงเวลาเดียวกันนั้นมิได้สนับสนุน ดร.สุรินทร์ พิศสุววรณ ทำให้โอกาสที่ประเทศไทยจะมีคนไทยคนแรกเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ ชื่อสุรินทร์ พิศสุวรรณ จึงพลาดไป ทั้งๆที่ ดร.สุรินทร์ จะมีคะแนนนิยมในระดับโลกมากกว่านายบัน คี มูน ก็ตาม

ระหว่างอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ มีโอกาสดีที่จะแสดงความสามารถริเริ่มงานใหม่และตัดสินใจทำงานเพื่ออาเซียนในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ด้วยตัวเอง ทั้งด้วยขีดความสามารถส่วนตัวของท่าน และด้วยโอกาสดีที่ได้จากการที่กฎบัตรอาเซียนกำหนดให้เลขาธิการอาเซียนทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้น นับแต่แรกเข้ารับตำแหน่ง ดร.สุรินทร์ นำชาติอาเซียนและประเทศอื่นในโลกเข้าช่วยพม่าในยามประสพภัยธรรมชาติจากพายุไซโคลนนากีส ยังผลให้ประเทศไทยได้ชื่อเสียงในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนและเป็นเพื่อนบ้านที่เอื้ออาทรต่อพม่ามาก เป็นการนำพม่าเข้าสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจของมิตรประเทศอาเซียนและนานาชาติอื่นในโลกด้วย

ในตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ดร.สุรินทร์ เป็นเสมือนปากเสียง หรือ “โฆษก” ของอาเซียนในเวทีโลกที่มากมายหลายหลาก ด้วยความฉะฉานในการกล่าวสุนทรพจน์ การบรรยาย ร่วมอภิปรายและเสวนาต่างๆ ด้วยพื้นฐานความรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ จากการที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และการเป็นผู้มีพื้นฐานการศึกษาทางรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ทำให้ ดร.สุรินทร์กลายเป็นบุคคลระดับนานาชาติที่ทำงานให้อาเซียนอย่างเป็นผล และเป็นชื่อเสียงหน้าตาของประเทศไทยเสมอมา แม้วันนี้จะยังไม่ทราบว่าเส้นทางการงานของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ในฐานะผู้นำระดับนานาชาติในอนาคตจะเป็นอย่างไร หรือว่าท่านจะกลับมาทำงานการเมืองจนอาจได้มาเป็นผู้นำรัฐบาลไทยในอนาคตหรือไม่อย่างไรนั้น ก็ถือเป็นเรื่องของอนาคตของท่าน แต่สำหรับอาเซียนและสังคมไทยก็ถือได้ว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ทำงานจนบรรลุศักยภาพความเป็นผู้นำระดับนานาชาติของท่านแล้ว และเป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับชาวไทยด้วย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปฏิสัมพันธ์กับนานาชาติน้อยกว่าประเทศอื่นที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ด้วยเหตุที่เราเป็นประเทศเอกราชมาตลอดช่วงเวลาประวัติศาสตร์แต่โบราณ เราจึงขาดแรงกดดันให้สร้างผู้นำไปต่อสู้กับมหาอำนาจจ้าวอาณานิคมที่ไหนๆ เพราะเราไม่เคยสูญเสียเอกราชที่จะต้องให้ต่อสู้เรียกร้องกลับคืนมาเหมือนชาติอื่นรอบอาเซียน แม้จะนับเป็นเรื่องดีของประวัติศาสตร์ชาตินิยม แต่ก็ส่งผลในการตัดทอนประสบการณ์ของการสร้างผู้นำที่คุ้นเคยกับเวทีการทำงานระดับนานาชาติไปในเวลาเดียวกัน

ถึงวันนี้ประเทศไทยจึงยังไม่มีวีระบุรุษหรือวีระสตรีในระดับสากล
ยังไม่มีผู้นำระดับโลกเหมือนเพื่อนบ้านชาติอื่นๆ
ยังไม่มีใครเลยที่ได้รับรางวัลโนเบล ไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไร

ขณะที่พม่า และติมอร์เลสเต มีผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแล้ว เรามีนักเขียนที่เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษพอเป็นที่รู้จักในตลาดหนังสือโลกอยู่สองคนคือ S.P. Somtow (สมเถา สุจริตกุล) และ Paul Adirex (ปองพล อดิเรกสาร) แต่ก็ยังไม่มีนักเขียน ระดับรางวัลโนเบล

เรายังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก
ไม่มีนัดคิดนักปรัชญาหรือนักวิชาการที่โลกอ้างถึงได้เป็นสากล

ประเทศไทยเป็นเพียงแหล่งรับความคิดที่นำเข้าจากอารยธรรมนอกราชอาณาจักร
ไม่มีโอกาสส่งออกความคิดหรือวิทยาการใดๆให้โลกได้รับประโยชน์

ประเทศไทยใช้เวลาผลิตพลเมืองระดับโลกยาวนานมากและยังไม่ประสพความสำเร็จแม้ปัจจุบัน
ทั้ง ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ และ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ แม่จะยังไม่ได้ก้าวไปถึงการเป็นผู้นำโลกในระดับที่สร้างผลกระทบสูงนัก แต่ก็ถือว่าเป็นผู้นำร่องกรุยทางไปสู่การสร้างแรงดลใจและโอกาสให้คนไทยรุ่นใหม่ได้สร้างตัวสร้างอนาคตไปสร้างโลกกันต่อไปได้

สมเกียรติ อ่อนวิมล


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 28,477 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น