วันอังคาร 21 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

“คือผู้ที่ออกแบบวางแผน ในการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่างานสถาปัตยกรรม เป็นผู้ที่ต้องเข้าใจในมาตรฐานการก่อสร้าง เข้าใจถึงหน้าที่ใช้สอยของสิ่งก่อสร้าง รวมถึงวัสดุที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของสิ่งก่อสร้าง ต้องศึกษามาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ และต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจึงจะสามารถทำงานในวิชาชีพนี้ได้” ...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการให้คำนิยาม ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กับกลุ่มคนกลุ่มชีวิตที่มีการเรียกขานกันว่า “สถาปนิก” ซึ่งจากงานสถาปนิก 56 จากการจัดแสดง “โครงการนวัตกรรมบ้านโซลาร์เซลล์เพื่ออนาคต” ของ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ที่ได้รับความร่วมมือจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ คณาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 12 สถาบัน ทางทีม “วิถีชีวิต” ได้ต่อยอดเกี่ยวกับ “ชีวิตและงานของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบัน” มาให้ลองพิจารณากัน...

“ต้องทำตามโจทย์ให้ได้งานตามความต้องการของผู้ที่ว่าจ้าง และนอกจากโจทย์ที่จะต้องทำให้ได้แล้ว เรื่องของการประหยัดพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อม ก็จะต้องใส่เพิ่มเข้าไป การใช้พื้นที่ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด ซึ่งการเลือกใช้วัสดุก็จำเป็น” ...นี่เป็นการระบุของ อ.ยุทธนา ทองท้วม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ “ชีวิตและงานของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบัน”

อ.ยุทธนา สะท้อนต่อไปว่า... สำหรับผู้ที่เป็น “สถาปนิก” ในยุคนี้ จะต้องทำตามโจทย์ให้ได้ดังที่ว่ามา การคิดออกแบบอาคารบ้านเรือนของสถาปนิกยุคนี้จะต้องคิดในหลาย ๆ ด้าน และก็ต้องคิดเผื่ออนาคตด้วย ซึ่งการออกแบบของสถาปนิกนั้นไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องทำงานร่วมกับหลาย ๆ ฝ่าย อย่างเช่น ถ้าจะออกแบบโรงแรม ก็จะต้องเอาเงื่อนไขของหลาย ๆ ฝ่ายมาตอบโจทย์ แล้วจึงออกแบบออกมา เพราะการออกแบบต้องคำนึงถึงหลาย ๆ เรื่อง และการออกแบบก็อาจจะต้องมีการคำนึงถึงเรื่องของการตลาดและการโฆษณาด้วย อีกทั้งการออกแบบตัวอาคาร กรณีโรงแรมก็จะต้องให้ได้ออกมาในรูปแบบที่กำลังเป็นที่นิยม รูปแบบการดีไซน์ห้องพักก็จะต้องอยู่ในเทรนด์ปัจจุบันที่กำลังเป็นที่นิยม

“ปัจจุบัน เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีปัญหาทั้งเรื่องภาวะโลกร้อน ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ปัญหาพลังงาน ทำให้สถาปนิกต้องปรับตัวในการออกแบบอาคารบ้านเรือนมากขึ้น ต้องศึกษาหาความรู้ด้านวิศวกรรมเพิ่มเติม เมื่อก่อนการออกแบบบ้านจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องแผ่นดินไหวมาก แต่ปัจจุบันจะต้องเรียนรู้เรื่องวิศวกรรมเพิ่มเพื่อที่จะมาออกแบบฐานรากให้สามารถรับแผ่นดินไหวได้” ...แต่นี่ก็ยังเป็นแค่แนวคิด “เชิงรับ”

ถ้าเป็นแนวคิด “เชิงรุก” ของสถาปนิก อ.ยุทธนา ระบุว่า... สถาปนิกจะต้องมีการหาความรู้ ต้องคิดงานการออกแบบกันข้ามปี เช่น ต้องดูว่าปีไหนรูปแบบอาคารลักษณะไหนหรือว่าห้องแบบไหนน่าจะมาแรงและเป็นที่นิยม เรื่องของวัสดุที่จะนำมาใช้ก่อสร้างก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ จะต้องติดตามสถานการณ์ ต้องเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับงานออกแบบ และที่สำคัญคือเหมาะกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในไทย ซึ่งเทคโนโลยีไปเร็ว วัสดุใหม่ ๆ ก็มีอออกมาเยอะ

“เมื่อก่อนยังไม่มีปัญหาเรื่องโลกร้อน พลังงานก็ยังมีให้ใช้เยอะ ราคาไม่แพงมาก การออกแบบสร้างอาคารบ้านเรือนในบ้านเรายุคก่อนหน้านี้จึงออกแบบกันเป็นสไตล์ออกทางตะวันตกมาก ไม่ได้คิดถึงการระบายอากาศในบ้าน ร้อนก็เปิดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งบ้านเราเป็นเมืองร้อน และยิ่งปัจจุบันร้อนมากขึ้น วิธีคิดก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ เช่น การออกแบบต้องคำนึงถึงเรื่องการระบายอากาศ การกันความร้อน วัสดุที่จะนำมาใช้สร้างนั้นต้องคำนึงถึง ต้องเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเรา” …เป็นอีกส่วนหนึ่งจากการระบุกับทีม “วิถีชีวิต” ของ อ.ยุทธนา

ขณะที่ทางด้าน ดร.สัทธา ปัญญาแก้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็สะท้อนถึง “ชีวิตและงานของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบัน” ว่า... ปัจจุบันในประเทศไทยเราจะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปมาก มีผลกระทบเกิดจากปัญหาโลกร้อนมาก ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม มีให้เห็นกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะมาเขียนแบบบ้านหรืออาคารแบบเดิม ๆ ก็ไม่ได้แล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการเขียนโครงสร้าง ฐานล่าง ให้สามารถรองรับกับภัยธรรมชาติเพิ่มเข้าไปในแบบด้วย ซึ่งการเรียนรู้เรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วยจึงสำคัญ

การเรียนรู้เรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วยสำหรับการเรียนสถาปนิกในปัจจุบัน ที่มีความสำคัญก็เพราะความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สามารถนำมาต่อยอดเรื่องการเขียนแบบ เพื่อให้สิ่งก่อสร้างมีความทนทานต่อภัยธรรมชาติต่าง ๆ ได้

“ที่ผ่านมาการเรียนเป็นสถาปนิกในบ้านเรานั้น ยังเน้นไปที่การเรียนศิลปะมากกว่าเรียนวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นที่จะต้องเน้นเรื่องวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น สถาปนิกจำเป็นจะต้องมีความรู้เรื่องของวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดในการเขียนแบบ และปัจจุบันการออกแบบสร้างอาคารบ้านเรือนก็ไม่ควรที่จะมองตัวเราเป็นศูนย์กลาง การออกแบบสร้างอาคารบ้านเรือนแต่ละที่จะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น ๆ เป็นหลัก สร้างอาคารแล้วทั้งตัวอาคารและสิ่งแวดล้อมจะต้องอยู่ด้วยกันได้อย่างไม่ส่งผลกระทบต่อกัน”

ดร.สัทธา ยังได้สะท้อนต่อไปกับอีกมุมมองกับเรื่องการปรับตัวของสถาปนิกไทย ในยุคที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยระบุว่า...

เมื่อมีการเปิดเออีซีแล้ว บริษัทต่างชาติก็จะเข้ามาในประเทศไทยมาก และก็จะมีสถาปนิกจากต่างชาติเข้ามาในไทยด้วย ซึ่งก็มีเรื่องที่สถาปนิกไทยต้องปรับปรุงเพื่อรองรับ ไล่ตั้งแต่เรื่องของ “การแต่งกาย” ให้สุภาพ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เพื่อที่จะทำให้ดูน่าเชื่อถือ เรื่องของ “ภาษา” คนที่เป็นสถาปนิกจะต้องเป็นผู้ที่ติดต่อกับหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งวิศวกร ผู้รับเหมา และอื่น ๆ ดังนั้น เรื่องของภาษาจึงต้องได้ และอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นเรื่อง “เวลา” การทำงานร่วมกับชาวต่างชาตินั้น เรื่องการตรงต่อเวลา การรักษาเวลา ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เช่นเดียวกับความละเอียดของงานที่ทำก็สำคัญ ซึ่งแบบอาคารบ้านเรือนที่เขียนหรือออกแบบในไทยมักใช้หน่วยเป็นเซนติเมตร แต่ของต่างชาติมักใช้หน่วยเป็นมิลลิเมตร

“จุดแข็งของสถาปนิกไทยก็มี อย่างเช่นเราจะรู้รายละเอียดเรื่องสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ดีกว่าต่างชาติ ทำให้สามารถออกแบบได้เหมาะกับประเทศไทย หรือเรื่องการเลือกวัสดุที่เหมาะในการนำมาใช้ก่อสร้างเราก็เชี่ยวชาญกว่า เรื่องของสถาปัตยกรรม อย่างพวกบ้านทรงไทย เราก็ได้เปรียบ” ...ดร.สัทธา ระบุ       

ทั้งนี้ กับ “ชีวิตและงานของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบัน” นั้น มีขอบเขตขอบข่ายงานที่ขยายจากเดิมในหลาย ๆ ด้าน อาจต้องมีภารกิจทั้งด้านออกแบบ ด้านการบริหารโครงการ ด้านบริหารจัดการอาคาร ด้านการตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัย หรืออาจรวมถึงด้านการอนุรักษ์ และที่สำคัญมากขึ้นทุกขณะสำหรับภารกิจของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบันคือ ด้านการบริหารการใช้พลังงาน ซึ่งกับ “โครงการนวัตกรรมบ้านโซลาร์เซลล์เพื่ออนาคต” ของทาง บมจ.บางจากปิโตรเลียม ก็ฉายภาพความจำเป็นเกี่ยวกับการบริหารการใช้พลังงานโดยที่มี “สถาปนิก” เป็นตัวจักรที่สำคัญ

โลกเปลี่ยนไทยเปลี่ยน...ภารกิจต้องปรับ

“ชีวิตสถาปนิก” ยุคนี้...

ก็น่าสนใจไม่น้อย.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ รายงาน

...............................................................................................

จากกระดาษถึงคอมพิวเตอร์

“จะต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องตามให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น” ...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการระบุของนักวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ร่วม “โครงการนวัตกรรมบ้านโซลาร์เซลล์เพื่ออนาคต” ซึ่งนักวิชาการรายนี้ก็ยกตัวอย่างไว้บางช่วงบางตอนว่า... สังคมบ้านเราตอนนี้มีผู้สูงอายุมากขึ้น การออกแบบอาคารต่าง ๆ ของ “สถาปนิก” ก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย หรือกับการที่ปัจจุบันต้องให้ความสำคัญเรื่องการประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลังงาน ลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม การออกแบบก็จะต้องคำนึงถึงเรื่องทิศทางลม ทิศทางแดด เพื่อให้บ้านหรืออาคารนั้น ๆ ลดใช้พลังงานได้อย่างการออกแบบบ้านที่ใช้แผงโซลาร์เซลล์ในการผลิตไฟฟ้านี่ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง

สถาปนิกจำเป็นต้องมีความรู้ที่รอบด้านหลากหลาย ถึงไม่รู้ลึกแต่ต้องรู้ สถาปนิกต้องเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ ให้มากขึ้น อย่างปัจจุบันวัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีความทันสมัยและมีอยู่หลากหลาย สถาปนิกก็จะต้องรู้เพื่อที่จะเลือกใช้ได้เหมาะสม

“เมื่อก่อนสถาปนิกจะใช้วิธีออกแบบและเขียนลงบนกระดาษไข แล้วพิมพ์เป็นพิมพ์เขียว แต่ปัจจุบันใช้วิธีออกแบบปรับแก้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วถึงพรินต์เป็นกระดาษออกมาเป็นแบบ” ...นี่ก็เป็นอีกส่วนจากการระบุของนักวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งก็ฉายภาพชีวิตและงานของสถาปนิกไทยในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไป.


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 15,516 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น