วันพุธ 23 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สถานการณ์ความไม่สงบในซีเรีย ที่ยืดเยื้อมา 16 เดือน ตอนนี้ใกล้ถึงบทอวสาน กองกำลังความมั่นคงของรัฐบาลกับฝ่ายกบฏ สู้รบดุเดือดหวังแตกหัก คาดว่าน่าจะรู้ผลแพ้ชนะในอีกไม่นาน ส่วนใครจะชนะหรือใครเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ยังคาดเดาลำบาก

ล่าสุดฝ่ายกบฏรุกเข้าสู่เมืองหลวง กรุงดามัสกัส ดูเหมือนกำลังจะชนะ แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าฝ่ายรัฐบาลจะแพ้เช่นกันความขัดแย้งเพิ่งจะผ่านเส้นขีดเชิงสัญลักษณ์สำคัญ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ก.ค.) เมื่อ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) แห่งนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ประกาศอย่างเป็นทางการ ความขัดแย้งในซีเรียได้กลายเป็น “สงครามกลางเมือง” เต็มรูปแบบแล้ว

ซึ่งหมายถึง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ กฎแห่งสงคราม ตามอนุสัญญาเจนีวา ที่ไอซีอาร์ซีเป็นผู้พิทักษ์  จะมีผลบังคับใช้ทั่วซีเรีย ครอบคลุมคู่กรณีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกบฏหรือรัฐบาล

กฎแห่งสงครามอนุญาตให้คู่ขัดแย้งใช้กำลังได้ตามสมควร เพื่อบรรลุเป้าหมายของตน แต่ไอซีอาร์ซีจะเป็นผู้ประเมิน จะใช้กำลังได้มากน้อยแค่ไหน รวมทั้งรูปแบบของกำลังและอาวุธ นอกจากนั้นยังจะเป็นผู้ที่จะดำเนินคดีอาชญากรรมสงคราม เอาผิดกับฝ่ายที่ละเมิดกฎ โดยเฉพาะการโจมตีพลเรือน ที่ไม่มีส่วนร่วมในความขัดแย้ง หรือการทารุณกรรมหรือสังหารเชลยศึก

ความขัดแย้งตลอด 16 เดือน จากจุดเริ่มการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ตามกระแส “อาหรับ สปริง” กลายเป็นความพยายามโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด การสู้รบทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่ายกว่า 17,000 ศพ จากการนับขององค์กรอิสระ

ที่ผ่านมาการสู้รบถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ โดยกองกำลังของอัสซาดสามารถรักษาฐานที่มั่นหลัก 2 เมืองใหญ่สุดของประเทศ คือกรุงดามัสกัสและเมืองอาเลปโป ไว้ได้ นอกจากนั้น บรรดาขุนศึกนายกอง กลุ่มคนสนิทใกล้ชิดระดับหัวกะทิยังอยู่กันพร้อมหน้า

แต่ถึงเดือนที่แล้ว สถานการณ์เริ่มเปลี่ยน นายทหารระดับสูงของกองทัพ ระดับนายพันนายพล แปรพักตร์หลบหนีออกนอกประเทศกว่า 100 คน และฝ่ายการเมือง สูงสุดคือเอกอัครราชทูตซีเรียประจำอิรัก นายนาฟ ฟารีส ซึ่งแปรพักตร์เข้ากับฝ่ายกบฏเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

สัปดาห์นี้ ฝ่ายกบฏที่รวมตัวกันในนาม กองทัพปลดปล่อยซีเรีย (เอฟเอสเอ) สามารถบุกตะลุยเข้าสู่ดามัสกัสได้เป็นครั้งแรก และอัสซาดประสบความล้มเหลวครั้งใหญ่ สูญเสียคนสนิทเจ้าหน้าที่ระดับสูง 3 คนรวด พล.อ.ดาวูด ราชา รัฐมนตรีกลาโหม นายอัสเซฟ ชอว์กัต พี่เขยของอัสซาด และ พล.ท. ฮัสซัน เติร์กมานี อดีตรัฐมนตรีกลาโหม และเสนาธิการทหารบก  ถูกหน่วยองครักษ์คนใกล้ตัวสังหารด้วยระเบิด ขณะร่วมประชุมที่อาคารสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ในกรุงดามัสกัส เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 

สถานการณ์สู้รบโดยรวม ช่วง 3 เดือนล่าสุด เอฟเอสเอ และหลายกลุ่มแนวร่วมผสมโรง ดูจะมีผลงานเหนือกว่า หลังจากได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและอื่น ๆ มากขึ้น จากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และตุรกี

และมีรายงานเชื่อถือได้ระบุว่า ซีไอเอสหรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการด้วย ขณะที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษชาติตะวันตก สนับสนุนด้านการฝึกยุทธวิธีให้กบฏ

ผลตามที่เห็น ทหารรัฐบาลเสียชีวิตหรือบาดเจ็บ เฉลี่ยวันละ 150 นายในช่วงหลัง

การรุกคืบขยายแนวรบ และการให้ความช่วยเหลือแบบเปิดเผยมากขึ้นของต่างชาติ ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ท้ายที่สุดชัยชนะจะตกเป็นของฝ่ายกบฏ

แต่กว่าจะถึงจุดนั้น คงต้องนองเลือดกันอีกหลายยก เพราะนโยบายของอัสซาดไม่มีคำว่ารอมชอม ไม่มีทางสละหรือคิดจะแบ่งสรรอำนาจ แตกหักสถานเดียว

เมื่อใกล้ถึงจุดคับขัน สิ่งที่หลายฝ่ายหวาดวิตกอาจเกิดขึ้น นั่นคือ อัสซาดอาจงัดเอาอาวุธทำลายล้างสูง อย่างอาวุธเคมีขึ้นมาใช้ ประเด็นนี้มีความเป็นไปได้สูง

เรื่องนี้ยืนยันจากปากของนายฟารีส อดีตเอกอัครราชทูตซีเรียประจำอิรัก ที่เพิ่งแปรพักตร์ และให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ ที่กาตาร์เมื่อวันก่อน ซึ่งฟารีสบอกว่า คนอย่างอัสซาดจะไม่รีรอใช้อาวุธเคมีต่อกรศัตรู หากตกอยู่ในภาวะจนตรอก

และจากรายงานข่าวที่ไม่มีการยืนยันบ่งชี้ว่า อัสซาดอาจจะใช้อาวุธมหันตภัยนี้ไปบ้างแล้วก็ได้ ในการสู้รบที่เมืองฮอมส์ ทางภาคกลางของประเทศ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของฝ่ายกบฏ  

เป็นที่ทราบกันในแวดวงข่าวกรองและกลาโหมว่า ซีเรีย เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอาวุธเคมีในสต๊อกเป็นจำนวนมาก แต่จะมากน้อยแค่ไหนไม่มีใครรู้แน่ชัด นอกจากอัสซาดและกลุ่มคนใกล้ชิดที่รับผิดชอบในด้านนี้ เนื่องจากซีเรียก็ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรป้องกันอาวุธเคมี (โอพีซีดับเบิลยู) ซึ่งกำหนดให้รัฐสมาชิกโปร่งใส และทำลายอาวุธชนิดนี้ในครอบครอง

ความลับเกี่ยวกับอาวุธเคมีของซีเรีย อิสราเอลเพื่อนบ้าน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเป้าหมายหลัก น่าจะรู้ดีและใกล้เคียงความจริงมากที่สุด พล.ต.ยาอีร์ นาเวห์ รองเสนาธิการทหารบกอิสราเอล พูดเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ซีเรียมีอาวุธเคมีในครอบครองมากที่สุดในโลก 

แถมจรวดและขีปนาวุธซีเรีย (ติดอาวุธเคมี) สามารถยิงถล่มเป้าหมายได้ทั่วทุกพื้นที่ในอิสราเอล

ที่ผ่านมา ซีเรียยังไม่เคยใช้     อาวุธชนิดนี้โจมตีอิสราเอล แม้ในระหว่างเกิดสงครามสู้รบกัน ที่เรียกกันว่า สงครามเลบานอน เมื่อปี พ.ศ. 2525

จากข้อมูลของ แดเนียล ไบแมน แห่งสถาบันบรูคกิง ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา อาวุธเคมีในสต๊อกของซีเรีย มีทั้งแก๊สซาริน ไซยาไนด์ และมัสตาร์ด ผ่านการพัฒนามายาวนานกว่า 40 ปี โดยความช่วยเหลือของโซเวียตในตอนแรก และอิหร่านในช่วงหลัง เพื่อไว้ใช้เป็นอาวุธทีเด็ด สำหรับต่อกรกับอิสราเอล

นักวิเคราะห์กลุ่มที่เชื่อว่ากบฏจะเป็นฝ่ายชนะ มองคาดเดา สถานการณ์ตอนอวสาน โดยเฉพาะประเด็นชะตากรรมของบาชาร์       อัล-อัสซาด จะหนีรอดลี้ภัยออกนอกประเทศ หรือลงเอยแบบเดียวกันกับ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำลิเบีย หรือ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำอิรัก

ข่าวล่าสุดบอกว่า อัสซาดปักหลักบัญชาการรบอยู่ที่เมืองลาทาเกีย เมืองท่าริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันตกสุดของประเทศ กรณีนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณ อัสซาดพร้อมจะหนีออกนอกประเทศ เมื่อจุดจบของรัฐบาลมาถึง.

สุพจน์ อุ้ยนอก

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 41,938 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น