วันอาทิตย์ 20 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

“สิ่งที่ได้จากการเป็นพลร่มคือ เราสามารถตัดสินใจทำอะไรด้วยความรวดเร็ว และรอบคอบ บนความสูงจากพื้นดิน 4,000 ฟุต นักโดดร่มจึงต้องจัดระเบียบร่างกาย เช็กระดับความสูง กระทั่งดึงร่มให้กาง”
 
จ่าสิบตำรวจหญิง วัชรี ทิพยานนท์ ผบ.หมู่ กก.4 บก.สอ.บช.ตชด. หรือ “จ่าโอ” พลร่มหญิง วัย 34 ปี แห่งค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บอกเล่าถึงงานที่ทำอย่างภาคภูมิใจว่า กว่าจะมาเป็น “พลร่มหญิง” และนักกีฬาโดดร่มของ สตช.ในทุกวันนี้จะต้องฝ่าด่านมาตั้งแต่ทำข้อสอบและทดสอบร่างกายกับผู้สมัครมากมาย จนเหลือเพียง 10 คนเท่านั้น

“รู้ว่าตัวเองเป็นคนห้าว ๆ ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนผู้หญิงทำกัน จึงคิดว่าอาชีพตำรวจ ทหารนี่แหละน่าจะเหมาะกับตัวเองที่สุด จึงชวนเพื่อน ๆ พากันไปซื้อใบสมัครเป็นตำรวจ แต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเป็นพลร่มหญิงที่ฝึกหนักแบบนี้ คิดว่าไปเป็นตำรวจหญิงประจำอยู่สถานีตำรวจ เพราะตำแหน่งที่เขียนย่อในใบสมัคร จำได้ว่า สอ.ตชด. นึกว่า สิบเอก สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน แต่มารู้ตอนหลังว่าหมายถึงการสนับสนุนทางอากาศ”

ห้วงเวลาของการฝึกฝนที่ผ่านมา 1 ปีแรกจ่าโอต้องเรียนรู้วิชาชีพตำรวจ และปรับพื้นฐานเป็นตำรวจตระเวนชายแดน โดยใช้ชีวิตอยู่ในป่า 3 เดือน เดินตั้งแต่ป่าละอูไปป่าแก่งกระจาน แล้วก็เข้าสู่หลักสูตรโดดร่มที่จ่าโอเน้นเสียงว่า “ฝึกหนักมากกกกก”

จ่าโอต้องเรียนรู้การฝึกภาคพื้นดิน 3 สัปดาห์ และภาคอากาศอีก 2 สัปดาห์ “ครูฝึกให้ออกกายบริหารกลางแดดเปรี้ยง ๆ ช่วงเที่ยง ทุกวัน เพราะการโดดร่มต้องมีร่างกายแข็งแรง ทั้งดันพื้น ลุกนั่งหลาย ๆ ยก เรียกว่าฝึกหนักมาก เพราะสภาพร่างกายของผู้หญิงแกร่งน้อยกว่าผู้ชาย แต่ต้องทำทุกอย่างเท่ากับผู้ชาย”
 
“หลักสูตรโดดร่ม ยังเป็นหลักสูตรที่ตำรวจที่ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้สมัครใจเข้ามาฝึก เพราะมีผลกับกระบวนการคิด กระบวนการตัดสินใจในภาวะกดดัน เพราะเมื่อเราอยู่บนอากาศ ต้องเผชิญกับความกดดัน ความกลัว และสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติ มันทำให้เราฝึกทำอะไรตามขั้นตอน การเอาชนะความกลัว และการตัดสินใจในเสี้ยววินาที อาชีพพลร่มต้องใช้ใจเยอะ ใจสำคัญมาก” จ่าโอกล่าว
      
บก.สอ.บช.ตชด. ค่ายนเรศวร จะต้องสามารถสนับสนุนทุกภารกิจของ สตช.ที่ร้องขอเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการอารักขาบุคคลสำคัญ การเข้าไปดูแลผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ การทำงานมวลชนที่ชายแดนภาคใต้ หรือแม้แต่กรณีก๊อดอาร์มี่ ที่ จ.ราชบุรีเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

ภารกิจของพลร่มสมัยก่อน ที่มีการสู้รบแบบเต็มรูปแบบนั้น จะถูกส่งไปโดดร่มลงหลังแนวข้าศึก เพื่อส่งเสบียง หรือแทรกซึม แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ภารกิจการโดดร่มจึงไปทางการกีฬา ซึ่งตอนนี้ได้บรรจุเป็นกีฬาแห่งชาติแล้ว แต่ก็ยังมีนักโดดร่มน้อยอยู่ โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งกีฬาเหล่าทัพเมื่อปี 2554 เธอได้ที่ 2 ประเภททีม และได้ที่ 3 ประเภทบุคคล ในถ้วย ข.
 
ว่ากันว่าภารกิจที่เธอภาคภูมิใจนั้น จ่าโอบอกว่า “ภูมิใจที่สุดในชีวิตคือการถวายอารักขาสมเด็จพระเทพฯ รองมา คือการเป็นบอดี้การ์ดอารักขาผู้พิพากษาหญิง ที่ จ.นราธิวาส เมื่อปี 2547 ซึ่งช่วงนั้นผู้พิพากษาตกเป็นเป้าสังหาร ไม่คิดเลยว่าชีวิตช่วงนั้นจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะมันเหมือนในหนังมาก ได้ยินเสียงระเบิดบ่อย ๆ เดินทางไปไหนก็ต้องระแวดระวัง และเมื่ออายุงานมากขึ้น ก็ไปเป็นครูฝึกให้กับพลร่มรุ่นใหม่ ๆ รวมทั้งนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเพิ่งมีเพียง 3 รุ่น ก็เข้ามารับการฝึกหลักสูตรโดดร่มที่นี่” จ่าโอกล่าว

แม้ทุกวันนี้จะไม่มีสงครามสู้รบแบบเต็มรูปแบบ ที่ต้องส่งพลร่มออกไปร่วมทำศึก แต่พลร่มหญิงแห่งค่ายนเรศวรอย่างพวกเธอก็ยังมีภารกิจด้านอื่น ๆ เพื่อชาติ แบบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพลร่มชาย ซึ่งพวกเขาและเธอทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติทุกวินาที.

จ๊อบแมน

job_man28@yahoo.co.th

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 26,620 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น