วันพุธ 26 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ ต้อนรับศักราชใหม่ 2555 สำหรับงานระดับชาติ “บีโอไอแฟร์ 2011 (BOI Fair 2011)” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิดของงาน “รวมพลังน้ำใจ โลกสดใส ไทยยั่งยืน”

“บีโอไอแฟร์ 2011” นับเป็นงานมหกรรมแสดงนิทรรศการครั้งที่ 3 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

พิเศษสุดเหนือสิ่งอื่นใด งานบีโอไอแฟร์ 2011 ครั้งนี้ ยังได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยนอกจากจะนำเสนอนวัตกรรมความล้ำสมัยของอุตสาหกรรมไทย ที่จะทำให้ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานได้ตื่นตาตื่นใจแล้ว หน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนหลายรายยังได้ปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมรูปแบบการนำเสนอให้สอดคล้องกับแนวคิด และสถานการณ์วิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้น เปรียบเสมือนการรวมพลังน้ำใจของคนไทย เพื่อช่วยฟื้นฟูกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และกระตุ้นการจับจ่ายของผู้ร่วมชมงานอย่างจุใจอีกด้วย

เฉกเช่น กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารรายใหญ่อย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้จัดแสดงนวัตกรรมการเกษตรและอาหารใน “ศาลาเครือเจริญโภคภัณฑ์”
(CP Pavilion) ภายใต้แนวคิด “การผสมผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม” หรือ Perfect Harmony บนพื้นที่ 2,500 ตร.ม. โดยจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์ด้านการเกษตรที่ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ทั้งยังได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางจนประสบผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อีกด้วย 

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า พระราชดำรัสและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแรงบันดาลใจที่เครือเจริญโภคภัณฑ์นำมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจและคืนกำไรสู่สังคมมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลัก 3 ประโยชน์ ที่เป็นปรัชญาสำคัญที่ท่านประธานธนินท์ เจียรวนนท์ รวมถึงผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ทุกยุคทุกสมัยได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ไม่ว่าเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องทำอะไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงว่าประเทศชาติต้องได้ประโยชน์ ประชาชนต้องได้ประโยชน์ และบริษัทก็จะได้ประโยชน์ด้วย การจัดนิทรรศการในงานบีโอไอแฟร์ครั้งนี้จึงต้องการเผยแพร่พระอัจฉริยภาพและแนวคิดการผสมผสานระหว่างการเกษตร เทคโนโลยี พลังงานทดแทน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ผู้ชมงานได้นำไปปรับใช้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกอาคาร เกิดมาจากแนวคิดของการ คิดใหม่ทำใหม่ (Rethink) ที่ใช้โครงสร้างเหล็กทำเป็นทุ่งนาข้าวผสมพืชพลังงาน คือ ข้าวโพด เพื่อสื่อแนวคิดที่ว่า หากมีการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบและรู้จักใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำเกษตรกรรมแล้วจะช่วยให้ได้ผลผลิตเต็มศักยภาพ เกิดความสมดุลของอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านการจัดภูมิทัศน์ภายนอกมีการจัดแปลงสาธิตการปลูกพืชอาหาร ได้แก่ ข้าว ผัก และผลไม้ ผสมไปกับพืชพลังงาน เช่น อ้อย ยาง ปาล์ม ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ได้อย่างกลมกลืน พร้อมนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ คุณลักษณะ และคุณประโยชน์ โดยเฉพาะในแง่การนำไปใช้ผลิตพลังงานทดแทน

การตกแต่งภายในอาคาร เน้นสื่อเรื่องราวการพัฒนาตลอดระยะเวลากว่า 90 ปีของซีพีโดยผ่านสื่อมัลติมีเดียล้ำสมัยหลากหลายรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “อิ่ม อิ่มท้องด้วยอาหาร อิ่มสมองด้วยความรู้ อิ่มใจด้วยความสนุกสนาน” ซึ่งแบ่งเป็น 7 โซนหลัก โซนที่ 1 จากเมล็ดพันธุ์สู่อาหาร จากอาหารสู่ความงดงาม ซึ่งบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 ที่เริ่มก่อตั้งร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ตลอดจนปรัชญา “3 ประโยชน์” สู่สุดยอดนวัตกรรมเครือเจริญโภคภัณฑ์ อาทิ นวัตกรรมแห่งการประกันคุณภาพ นวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจร นวัตกรรมการเพิ่มผลผลิตมาตรฐานสูงสุด นวัตกรรมแห่งการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก เป็นต้น

อีกส่วนที่น่าสนใจในโซนนี้ คือ ส่วนจัดแสดง นวัตกรรมการคัดสรรสายพันธุ์ชั้นเลิศ เป็นนวัตกรรมที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานแห่งคุณภาพ โดยนำเสนอเกี่ยวกับการพัฒนา ปลาทับทิม ซึ่ง เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพได้ จนถึงปัจจุบันปลาทับทิม กลายเป็นปลาเนื้อคุณภาพเป็นที่รู้จักและนิยมบริโภค สร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกรไทย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอถึงการพัฒนาหมูสามสายพันธุ์ที่ทนโรค เลี้ยงง่าย กำไรดีไว้ในส่วนนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมี นวัตกรรมทางเลือกของสัตว์เศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมระดับโลก เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอนาคตของเกษตรกรรมไทย โดยนำเสนอเรื่องการเลี้ยงกุ้งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้านนวัตกรรมพัฒนาความคิด “อาหารสมอง” นำเสนอการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมภายใต้การดำเนินงานของ “ทรู” รวมทั้งนวัตกรรมพัฒนาคนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นมืออาชีพด้านการค้าปลีกด้วยการก่อตั้ง “โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ เทคโนธุรกิจ” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าปลีก ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการนำกระแสพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โซนที่ 2 อิ่มโอกาส จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “ประเทศไทย...ดินแดนแห่งโอกาส” พร้อมเพลงประกอบภาพยนตร์จากแอ๊ด คาราบาว โดยในภาพยนตร์จะเสนอให้ผู้เข้าชมตระหนักถึงความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สมบูรณ์ พร้อมก้าวสู่การเป็นครัวของโลก ช่วยสร้างรายได้มาพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการผลิตพลังงานทดแทนมาใช้แทนน้ำมันที่จะมีวันหมดไปในอนาคต ทั้งนี้ก็ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โซนที่ 3 อิ่มท้อง “โลกของซีพี” ต้องการให้ผู้เข้าชมงานเข้าใจถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ของซีพีที่คัดสรรมาแล้ว โดยผ่านกระบวนการผลิตและแปรรูป ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกและวิจัยสายพันธุ์ การปลูกพืชกระบวนการเลี้ยงสัตว์ กระบวนการผลิต การแปรรูป การกระจายสินค้า เพื่อพร้อมเสิร์ฟสู่ผู้บริโภค โซนที่ 4 อิ่มเอิบ “อุโมงค์เกษตร” ผู้เข้าชมจะได้สนุก สัมผัสกับบรรยากาศโดยจำลองเสมือนกับว่าเดินอยู่ในทุ่งข้าว โรงเลี้ยงไก่ ไร่ข้าวโพด โซนที่ 5 อิ่มสมอง ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้วิถีการทำเกษตรและการดำเนินชีวิตจากตัวอย่างหมู่บ้านเกษตรที่ประสบความสำเร็จ

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่ถือเป็นไฮไลต์อีกมุมหนึ่งของงานอยู่ที่ โซนที่ 6 อิ่มเอมพระบารมี ผู้เข้าชมสามารถร่วมลงนามถวายพระพร พร้อมกับชมภาพโครงการในพระราชดำรัสและพระราชดำริต่าง ๆ ที่ทางเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้น้อมถวาย ก่อนจะไปถึง โซนที่ 7 อิ่มใจ ที่ผู้ชมจะได้เพลิดเพลินกับเทคโนโลยีเสมือนจริงที่จะจำลองบรรยากาศการซื้อขายสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ซึ่งจะพลิกโฉมหน้าการซื้อขายสินค้าในอนาคต

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นอกจากผู้ชมจะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยภาคภูมิใจในฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระประมุขที่ทรงเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนคนไทยมาตลอด นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนว่าประเทศไทยมีความพร้อมจะเดินหน้าเพื่อพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายสุวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย

นับเป็นอีกหนึ่งงานยักษ์ที่คนไทยไม่ควรพลาดไปเยี่ยมชม พร้อมเพิ่มเติมความรู้ไปในตัว.

..............................

โซนเยี่ยมชมงานบีโอไอแฟร์ 2011

งาน “บีโอไอแฟร์ 2011” จะจัดแสดงในพื้นที่ภายนอกอาคารและภายในอาคาร อิมแพ็ค เมืองทองธานี รวมทั้งสิ้นประมาณ 240,000 ตารางเมตร

พื้นที่นอกอาคาร บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี ครอบคลุมเนื้อที่ 166,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศาลาศรัทธาศรม ศาลาประเทศไทย ศาลาบีโอไอ ศูนย์ประสานงานบีโอไอแฟร์ 2011 และศาลานิทรรศการกลางแจ้ง (Outdoor Pavilion) ของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 84 ศาลา โดยแต่ละศาลาจะมีพื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร เพื่อใช้จัดแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับจัดกิจกรรมบันเทิง และการแสดงต่าง ๆ

พื้นที่ในอาคาร แบ่งเป็นสองส่วน ประกอบด้วย อาคาร 9 มีพื้นที่ประมาณ 11,000 ตารางเมตร จัดสรรสำหรับการจัดประชุมใหญ่ต่างๆ ได้แก่ การประชุมที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุน (HIA Meeting) การประชุมผู้นำและนักธุรกิจจากนานาประเทศ (CEO Forum) ห้องประชุมสำหรับสัมมนาวิชาการกว่า 200 หัวข้อ รวมทั้งมีการแสดงงาน “เทคโนมาร์ท อินโนมาร์ท 2011” ซึ่งจัดโดย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 เป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการภายในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่ 60,000 ตารางเมตร ใช้สำหรับการแสดงนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เกษตร อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่นและเครื่องประดับ สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ

ทีมวาไรตี้


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 35,234 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น