วันจันทร์ 21 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เป็นที่ถกเถียงกันมากว่าปัจจุบันประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้านปิโตรเลียมของชาติอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้วหรือยัง

คำว่าน่าพอใจหมายถึงประเทศชาติต้องได้รับส่วนแบ่งจากการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าวขึ้นมาใช้อย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงแหล่งทรัพยากรที่เรามีอยู่ว่ามีมากหรือน้อย การลงทุนนำเอาทรัพยากรขึ้นมาใช้ ต้องลงทุนมากน้อยขนาดไหน ความเสี่ยงเป็นอย่งไร ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงนั้น และข้อสำคัญต้องเปรียบเทียบกับประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เพื่อดูว่าเราได้ส่วนแบ่งน้อยกว่าประเทศเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การเรียกเก็บผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งในอัตราสูงๆอย่างที่เราได้ยินกันว่าบางประเทศเรียกเก็บลูงถึง 70-80% นั้น ไม่ใช่ว่าจะเรียกเก็บกันแบบนี้ได้ทุกประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับแหล่งทรัพยากรของประเทศนั้นๆว่าเป็นอย่างไร มีแหล่งสำรองที่พิสูจน์แล้ว (proved reserve) ว่ามากมายขนาดไหน ถ้ามีมากจริง ก็สามารถตั้งเงื่อนไขเรียกร้องขอส่วนแบ่งสูงๆได้ อย่างเช่นประเทศเวเนซูเอล่าเป็นต้น ที่มีแหล่งสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วว่ามีปริมาณสูงที่สุดในโลก

โดยทั่วไประบบการจัดเก็บรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติด้านปิโตรเลียมของประเทศต่างๆในโลกนี้จะแบ่งออกได้เป็นสองระบบคือ

1. ระบบสัมปทาน (Concession System) ซึ่งประกอบไปด้วยค่าภาคหลวง (Royalty) + ภาษี

2. ระบบสัญญา (Contractual System) คือจ้างผลิต โดยจ่ายค่าจ้างเป็นเงินหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ขุดได้ ถ้าจ่ายเป็นเงินเรียกว่า Service Contracts ถ้าจ่ายเป็นผลิตภัณฑ์เรียกว่า สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) โดยแบ่งจากผลผลิตที่ผลิตได้ หรือแบ่งจากผลกำไรที่ได้จากการขายผลผลิตนั้นๆ

ดังนั้นเวลาเราจะเปรียบเทียบตัวเลขว่าประเทศไหนได้ส่วนแบ่งมากหรือน้อย เราต้องรู้ก่อนว่าประเทศนั้นๆใช้ระบบไหนในการจัดเก็บและแบ่งปันผลประโยชน์จากการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้านปิโตรเลียมของตน

โดยประเทศที่ใช้ระบบสัมปทานจะมี สหรัฐฯ แคนาดา อาร์เจนตินา โคลัมเบีย นอรเวย์ อิตาลี อังกฤษ เนปาล บรูไน เกาหลี และไทย

ส่วนประเทศที่ใช้ระบบสัญญามี แอลจีเรีย ซูดาน ตุรกี โปแลนด์ รัสเซีย อิรัก อิหร่าน อินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียตนาม และพม่า เป็นต้น

ถ้าถามว่าระบบไหนดีกว่ากัน ก็ต้องตอบว่าแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละประเทศซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ระบบสัมปทานนั้นเป็นระบบที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรไม่ต้องลงทุนและไม่มีความเสี่ยง เพราะผู้รับสัมปทานจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมดและรับความเสี่ยงไปแต่เพียงผู้เดียว  ดังนั้นผู้ลงทุนจะต้องมั่นใจว่าลงทุนไปแล้ว ถ้าเจอแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ก็จะคุ้มค่า แต่ถ้าเจอแต่แหล่งเล็กๆ หรือขุดยากๆ โดยขุดหลุมสำรวจและหลุมผลิตมาก แต่ต้องเสียค่าสัมปทานสูง ก็จะไม่คุ้ม ดังนั้นค่าสัมปทานจะสูงหรือต่ำจึงมีความเกี่ยวพันกับปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว และศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในแต่ละประเทศค่อนข้างมากครับ

ส่วนระบบจ้างผลิตนั้น แม้อาจจะไม่ต้องจ่ายเป็นตัวเงิน แต่ก็ต้องจ่ายเป็นส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์ หรือกำไรจากการขายผลิตภัณฑ์ที่ต้องหักค่าใช้จ่ายในการผลิตให้กับผู้รับจ้างผลิตอยู่ดี ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเป็นแหล่งสำรองขนาดเล็ก ก็ไม่จูงใจผู้ผลิตให้เข้ามารับจ้างผลิตเพราะผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ยกเว้นบริษัทรับจ้างขุดเจาะปิโตรเลียมขนาดเล็กที่สนใจเฉพาะการรับจ้างขุดเจาะอย่างเดียวเท่านั้น เจอน้ำมันหรือไม่เขาไม่รับผิดชอบด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นความเสี่ยงก็จะตกอยู่กับประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรเอง

สรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นระบบใดก็ตาม การแบ่งปันผลประโยชน์จะได้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับขนาดและศักยภาพของแหล่งสำรองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นเป็นสำคัญ เพราะเราจะตั้งเงื่อนไขขอแบ่งปันผลประโยชน์สูงอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีผู้สนใจมาลงทุน เงื่อนไขนั้นก็เสียเปล่า

คราวนี้มาดูกันว่าปัจจุบันประเทศไทยเก็บค่าสัมปทานปิโตรเลียมเทียบกับประเทศอื่นเป็นอย่างไรกันบ้าง

ตัวเลขจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ที่ให้บริบัทที่ปรึกษา Daniel Johnston ทำการสำรวจพบว่า ประเทศที่ทำการจัดเก็บรายได้จากยอดการผลิตสูงที่สุดคือ เวเนซูเอล่า โดยจัดเก็บอยู่ที่ 30% โดยประเทศไทยอยู่ในระดับปานกลางคือ 12.5% ในระบบ Thailand 1 และ 5-15% ในระบบ Thailand 3 ส่วนมาเลเซีย (ที่หลายคนชอบอ้างว่าเก็บค่าสัมปทานสูงกว่าไทย) เก็บอยู่ระหว่าง 10-12.5%  กัมพูชา (ซึ่งอ้างว่าเก็บกันถึง 80%) เก็บ 12.5%และอินโดนีเซียเก็บ 10%

ส่วนอัตราภาษีเงินได้ปิโตรเลียมก็เช่นกัน ประเทศเวเนซูเอล่าเก็บสูงที่สุดถึง 85% ประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มค่อนข้างสูง คือเก็บถึง 50% มาเลเซีย 38% และอินโดนีเซีย 30%

ดังนั้นถ้าดูจากตัวเลขดังกล่าว จะเห็นได้ว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่มีการเก็บผลประโยชน์จากการให้สัมปทานปิโตรเลียมในระดับปานกลาง คือถ้าเป็นกลุ่มผู้รับสัมปทานในระบบ Thailand 1 รัฐจะได้รับส่วนแบ่งกำไรคิดเป็นร้อยละ 55 แต่ถ้าเป็นในระบบ Thailand 3 รัฐจะได้รับส่วนแบ่งกำไรคิดเป็นร้อยละ 74 แต่ถ้าคิดถัวเฉลี่ยทั้งสองระบบรัฐจะได้รับส่วนแบ่งกำไรคิดเป็นร้อยละ 60

ผมจึงไม่เข้าใจจริงๆว่าที่ออกมาเรียกร้องกันปาวๆทุกวันนี้ว่า ประเทศไทยเสียเปรียบบริษัทต่างชาติ โดยให้สัมปทานขุดเจาะปิโตรเลียมกันไปถูกๆนั้น ท่านได้ศึกษาข้อมูลจริงๆกันบ้างแล้วหรือยัง หรือสักแต่ว่าฟังเขาพูดกันมาก็เชื่อแล้วก็พูดต่อๆ กันไป

ข้อสำคัญตัวเองจะเชื่อก็เชื่อไปไม่มีใครว่า แต่พอมีใครมาเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ไม่ตรงกับที่ตัวเองเชื่อ ก็ออกมา “เม้นท์” กันใหญ่ บางคนถึงกับใช้คำพูดหยาบคาย ก้าวร้าว รุนแรง เช่น “ขายชาติบ้าง เป็นคนไทยหรือเปล่าบ้าง หรือทาสนายทุนบ้าง ฯลฯ”

บางคนสกุลรุนชาติก็ดี เกิดในตระกูลสูง แต่เวลาพูดอภิปรายในเวทีเสวนา ติดนิสัยนักการเมืองเลวๆ ชอบใช้วาจาก้าวร้าว รุนแรง ข่มขู่ และใช้นิ้วชี้หน้าวิทยากรบนเวที ทำให้ผมสงสัยว่า เกิดมาในตระกูลสูงเสียเปล่า ทำไมไม่รู้จักสมบัติผู้ดี หรือไม่ได้รับการอบรมที่ดีมาตั้งแต่เด็ก

หรือกลัวว่าถ้าพูดดีๆแล้วมันจะไม่ดัง !!!

 

มนูญ ศิริวรรณ

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 6,876 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น