วันพุธ 23 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

“การปลูกป่า ถ้าจะให้เกิดผลสำเร็จต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจกับคน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม และชาวบ้านเป็นเจ้าของดูแลเอง หลักการนี้สามารถนำไปใช้ปลูกป่าสร้างป่าในพื้นที่ไหนก็ได้” ...เป็นมุมมองของคนพื้นที่ “ดอยตุง” ที่เป็นพื้นที่ต้นแบบการสร้างป่าที่ประสบความสำเร็จ จากที่เคยเป็นเขาหัวโล้น ณ วันนี้กลายเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง และคนที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ “ปลูกคนให้ปลูกป่าอย่างยั่งยืน” ในวันนี้ ก็คือ “พงษ์ศักดิ์ อภิสวัสดิ์สุนทร” ...

พงษ์ศักดิ์ อภิสวัสดิ์สุนทร เรียนจบในระดับ ปวส. ด้านเกษตร ที่วิทยาลัยเกษตร จ.เชียงราย แล้วก็กลับมาทำงานพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธาน อบต.แม่ฟ้าหลวง และหัวหน้าส่วนพัฒนาสังคม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เขาเล่าว่า เป็นคนเผ่าลาหู่ เกิดและเติบโตมาบนดอยตุง โดยดอยตุงบ้านเกิดของเขานั้นมีชาวเขาที่อาศัยอยู่บนนี้ทั้งหมด 6 เผ่า หลัก ๆ คือ อาข่า ลาหู่ จีนยูนนาน ไทยใหญ่ ไทลื้อ ลัวะ

“เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก อายุประมาณ 10 กว่าปีนิด ๆ ผมก็พอที่จะได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากพ่อของผมเป็นผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านมีเรื่องราวอะไรก็มักจะมารวมตัวประชุมพูดคุยกันที่บ้านผม ดอยตุงเมื่อก่อนที่จะมีโครงการดอยตุงเข้ามาพัฒนาพื้นที่ บริเวณนี้จะมีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น เพราะชนเผ่าบนนี้มีมากขึ้นและขยายตัวมากขึ้น พื้นที่ทำกินของชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า เพราะชาวบ้านที่นี่ไปเปิดป่า ถางป่าจับจองเป็นพื้นที่ทำกิน ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ตอนนั้นชาวบ้านทำกันเต็มที่ แต่ไม่พอกิน แต่ด้วยความจำเป็นต้องทำ เพราะเนื่องจากพวกเราไปไหนไม่ได้ เพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ปัญหาอีกอย่างของคนบนดอยก็เป็นเรื่องยาเสพติด ที่มีอยู่เยอะในสมัยก่อน ทั้งปลูก ทั้งค้า และบางคนก็เสพ อีกทั้งยังมีชาวบ้านบางกลุ่มที่มีอาชีพค้าอาวุธเถื่อนอีกด้วย

สมัยก่อนการค้ายา ค้าอาวุธ เป็นเรื่องปกติของที่นี่ การปลูกฝิ่นเป็นอีกอาชีพหนึ่งของชาวเขา เพราะปลูกข้าวโพด ปลูกข้าว ไม่พอกิน จึงต้องปลูกฝิ่น พ่อผมก็ทำ ทั้งปลูกฝิ่นและค้าอาวุธ แต่เรื่องการปลูกฝิ่นและการค้ายาเป็นเรื่องที่แอบทำ ที่สำคัญการเดินทางไปค้ายานั้นจะต้องเสียค่าคุ้มครอง เสียส่วย จ้างหน่วยคุ้มกันอีก และยังจะต้องโดนเรียกเก็บภาษีจากชนกลุ่มน้อยอีก และก็ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หน่วยราชการอีก แต่คนบนเขาก็ต้องเสี่ยงทำเพื่อที่จะมีกิน เพราะชาวบ้านไม่รู้จะทำอะไร ลงเขาไปข้างล่างก็ไม่ได้ และก็ไม่ได้รับการยอมรับเท่าไหร่” ...พงษ์ศักดิ์ฉายภาพอดีต

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า... ส่วนใหญ่คนจะมองว่าชาวเขามักจะติดฝิ่น แต่ที่จริงแล้วพวกที่เสพติดก็มีส่วนหนึ่งที่ห้ามใจไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่ใช้ฝิ่นนั้นเพราะตอนนั้นมันจำเป็น เนื่องจากบนนี้ไม่มีสาธารณสุข ไม่มีหมอ ไม่มียารักษาโรค ต้องดูแลรักษากันเอง อย่างชาวบ้านเป็นหวัดก็สูบฝิ่นนิดหน่อยเพื่อรักษาหวัด  ถูกตะขาบกัดก็เอาฝิ่นทารอบ ๆ แผลก็หาย ปวดฟัดก็เอาฝิ่นมาอุด หรือเผาแล้วเอามากินนิดหน่อย เพื่อรักษาให้บรรเทา พวกที่ไม่สูบแบบเสพติดก็มี

ส่วนในเรื่องของป่าบนดอยตุง พงษ์ศักดิ์บอกว่า... ในอดีตก็มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาพยายามปลูกป่าให้เกิดขึ้น มาใหม่อยู่เรื่อย ๆ แต่ในช่วงแรก ๆ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ “ปัญหาในตอนนั้น ที่ป่าไม้ปลูกป่าไม่สำเร็จก็เพราะไม่ได้สร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ไม่เห็นหัวชาวบ้านอยู่ในสายตา”

“สมัยก่อนนั้นก็มีกรมป่าไม้เข้ามาปลูกป่าในพื้นที่นี้ ชาวบ้านที่นี่ก็มีการต่อต้าน เพราะการที่เข้ามาปลูกป่านั้นเข้ามาปลูกทับบนพื้นที่ทำกินของชาวบ้านด้วย ตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปลูกชาวบ้านก็ยอมให้เข้ามาปลูก ไม่ได้ต่อต้าน แต่หลังจากที่เจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว ชาวบ้านจะเข้าทำลายต้นไม้ที่ปลูก โดยวิธีกระตุกต้นไม้ที่ปลูกในพื้นที่ทำกินให้ตาย หรือใช้ไฟเผาก็มี แต่ถ้าเป็นที่นอกพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเขาก็ไม่ทำ ที่ชาวบ้านทำอย่างนั้นก็เนื่องจากเห็นว่ามาทับที่ทำกิน มองว่ามาเบียดพื้นที่ทำกินของเขา ที่สำคัญตอนที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปลูกป่าก็ไปเหยียบย่ำพืชผลของชาวบ้านที่ปลูกกันมา เป็นการทำร้ายน้ำใจ ชาวบ้านเขาก็ทนกันไม่ได้”

จากนั้นช่วงประมาณปี 2530 ก็มี โครงการพัฒนาดอยตุง เข้ามา ซึ่งในช่วงแรก ๆ ชาวบ้านก็มีการต่อต้านกัน เนื่องจากชาวบ้านกังวลและกลัวที่จะถูกขับไล่ให้ออกจากพื้นที่และผลักดันให้ไปอยู่ฝั่งพม่า เพราะชาวบ้านบนนี้ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน อีกอย่างหนึ่งก็เรื่องที่ทำกิน ถ้าเข้ามายึดที่ทำกินชาวบ้านไปหมดแล้วพวกเขาจะทำยังไง นี่คือสิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวลและคุยกันในกลุ่มชาวบ้าน และอีกมุมหนึ่งที่ชาวบ้านคิดก็คือว่าหน่วยงานจะมาอ้างเรื่องที่ สมเด็จย่า จะมาประทับอยู่ที่นี่ ซึ่งตอนแรกชาวบ้านไม่คิดว่าสมเด็จย่าจะทรงมาจริง นึกว่าหน่วยงานมาหลอก เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานที่เข้ามาไม่ทำจริงจังและเอาเปรียบชาวบ้านเยอะ ทำให้ชาวบ้านมองในภาพที่ไม่ดี

“ตอนนั้นถึงกับจะมีการรวมตัวกันประท้วง โดยพ่อผมแหละตัวดี เป็นตัวตั้งตัวตี เนื่องจากพ่อผมพูดได้หลายภาษา ชวนพวกชาวบ้านเผ่าอื่น ๆ ที่อยู่บนนี้มารวมกันประท้วง ปลุกระดมชาวบ้าน ว่าเขาจะมายึดที่ทำกินเรา ถ้าอยู่อย่างนี้ไม่มีที่ทำกิน ตายแน่ แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไร เพราะทางโครงการดอยตุงใช้วิธีการทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่อยู่บนนี้ ด้วยการใช้คนในท้องถิ่นที่สามารถสื่อภาษากับชาวบ้านได้มาเป็นสื่อกลาง เป็นสะพานเชื่อมทำความเข้าใจกับชาวบ้าน ว่าโครงการจะทำอะไรบ้าง ทำให้ผู้นำชาวบ้านของกลุ่มต่าง ๆ ก็เริ่มเข้าใจ จึงเลิกต่อต้าน”

นอกจากนั้น โครงการดอยตุงก็นำหน่วยสาธารณสุขเข้ามาและแจกยาฟรี ชาวบ้านก็ดีใจ เจ็บป่วยก็มีคนมาแจกยา มีหมอมาดูแล เพราะก่อนหน้านี้ชาวบ้านไม่มียา เป็นอะไรทีก็ต้องลงไปโรงพยาบาลที่ไกลมาก ต้องเสียเงิน ที่สำคัญกลัวตำรวจอีกเพราะไม่มีบัตร ก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มมองว่าเขามาช่วย ไม่ได้มาทำร้าย ชาวบ้านก็เริ่มเชื่อ เห็นด้วยกับโครงการ

“หลังจากที่โครงการดอยตุงเข้ามา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ดีขึ้นเป็นลำดับ รายได้ต่อเดือนเพิ่มมากขึ้น จากพัน มาเป็นหมื่น ตอนนั้นเราทำงานเฉพาะก่อนหน้าฝน แต่หลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเราก็ไม่ทำอะไรเลย กินข้าวที่ทำ หากินจากของป่าไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้ทำงานได้ทั้งปี” …พงษ์ศักดิ์กล่าว

ในมุมมองของพงษ์ศักดิ์ เขาตอกย้ำอีกครั้งว่า... ไม่ว่าจะไปปลูกป่าหรือสร้างป่าในพื้นที่ไหน ถ้าจะให้เกิดผลสำเร็จต้องเริ่มจากการ “สร้างความเข้าใจกับคนในพื้นที่” ก่อนเป็นอันดับแรก สำคัญที่สุดคือการ “รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน” ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม ชาวบ้านเป็นเจ้าของและดูแลเองก็จะทำให้ป่านั้นอยู่อย่างยั่งยืน

“บนดอยตุงนี้ป่ายังสมบูรณ์ ก็เพราะชาวบ้านนั้นเป็นเจ้าของดูแลกันเอง แต่ละหมู่บ้านจะมีเขตปกครองดูแลกันเองอยู่ ไม่ให้ใครเข้าไปตัดทำลาย ถ้าหน่วยงานเป็นพระเอก ก็จบ แต่ถ้าชาวบ้านเป็นพระเอก...

ก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน...”

คนอยู่ได้...ป่าก็อยู่ได้

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงการปลูกป่าที่ถูกต้องและยั่งยืนว่า... วิธีการคือการ “เอาคนเป็นตัวตั้ง ถ้าคนอยู่ได้ ป่าก็อยู่ได้” นี่เป็นแนวคิดฟื้นฟูป่าที่ได้ผล เป็นหัวใจหลักและเป็นกุญแจตัวใหญ่เลย ต้องมีการทำความเข้าใจกับชุมชนและคนก่อน ถ้าทำไม่สำเร็จก็เจ๊งหมด

วันนี้การปลูกป่าส่วนใหญ่ยังไม่คิดถึงตัวนี้เป็นตัวตั้ง ยังคิดเรื่องป่า คิดเรื่องกฎหมาย เป็นตัวตั้ง

“ป่าเราไม่ต้องไปพูดถึง เราพูดถึงคนอย่างเดียว โลกเราจะดีจะเลวต่าง ๆ นานา มันอยู่ที่การกระทำของคนทั้งนั้น ดังนั้นถ้าจะปลูกป่า ทำเรื่องป่า คุณต้องทำเรื่องคนก่อน คนคือศูนย์กลางของความเสียหายทุกอย่าง” ...ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว พร้อมทั้งบอกต่อไปว่า... ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 321 ล้านไร่ พื้นที่ป่าตอนนี้มีอยู่ 33% หรือประมาณ 100 ล้านไร่ ซึ่ง ณ วันนี้ที่เขาปลูกป่ากันก็ประมาณ 50,000 ไร่ต่อปี แต่ป่าสูญหายไปปีหนึ่งประมาณ 100,000 ไร่ ยิ่งปลูกยิ่งหาย มีใครเคยถามไหมว่าทำไม ถ้าถามว่าทำไม ก็กลับไปที่ “คน” ถามว่าคนบุกรุกป่าเพราะอะไร เพราะเขาไม่มีกินเขาก็ไปถางป่าทำเป็นพื้นที่ทำกิน ป่าที่มันหายไปก็เพราะคน เราต้องเข้าใจจุดนี้ก่อน ดังนั้นเราต้องแก้ให้ถูกที่ เกาให้ถูกที่คัน โดยแก้ที่คน ถ้าเราสามารถทำให้คนใช้ที่น้อยลง แต่ได้รายได้มากขึ้น เขาก็ไม่ไปรุกป่า

“อย่างที่ดอยตุง ชาวบ้านต้องทำกิน 100 ไร่ ถึงจะอยู่ได้ทั้งปี แต่ถ้าเราช่วยให้เขาทำนาในพื้นที่ 10 ไร่ แล้วได้ผลผลิตมากกว่าทำ 100 ไร่ ชาวบ้านเขาก็จะใช้พื้นที่ทำกินแค่ 10 ไร่ เหลืออีก 90 ไร่ เขาก็ไม่ทำแล้ว เราก็นำมาทำเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 60% ห้ามบุกรุกห้ามตัดไม้ ส่วนอีก 30% ทำเป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ปลูกพืชผลที่ชาวบ้านได้ประโยชน์จากป่า ให้เขามีรายได้เพิ่ม เขาก็ไม่ต้องไปรุกป่า”…เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุ.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ รายงาน

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 13,898 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น