วันพฤหัสบดี 17 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเชื้อไวรัสเอชพีวีเป็นอย่างดี เพราะเชื้อดังกล่าวสามารถทำให้พวกเธอเป็นมะเร็งปากมดลูกและหูดที่อวัยวะเพศหญิงได้ โดยเชื้อนี้ติดมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับชายคนรัก หรือกล่าวคือ ฝ่ายชายนั้นล่ะ ที่เป็นฝ่ายนำพาตัวการก่อโรคร้ายมาให้ แต่ตนเอง(ผู้ชาย)มักไม่ได้รับผลร้ายจากเชื้อดังกล่าว!

ที่ผ่านมา เชื้อเอชพีวีสร้างความกังวลให้ผู้หญิงได้ไม่น้อย คำแนะนำทางการแพทย์จึงชี้ให้ผู้หญิงป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน และถ้าผ่านประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์หรือแต่งงานแล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือแปปสเมียร์ (Pap Smear) เป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังมะเร็งปากมดลูก

สู่สังคมปัจจุบัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บ้านเราไม่ค่อยปิดกั้นกันแล้ว สำหรับสัมพันธ์รักระหว่างชายกับชาย หรือ Men having Sex with Men อาจเรียกสั้นๆ ว่า MSM หมายถึง ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ขณะที่คนในกลุ่ม MSM ยอมรับความต้องการของตนเองมากขึ้น ทางการแพทย์ก็พบ ชายกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นโรคมะเร็งปากทวารหนักเยอะขึ้นเช่นกัน

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ รองหัวหน้าหน่วยวิจัย SEARCH ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย และ รศ.นพ. มงคล เบญจาภิบาล ภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันเผยว่า สืบเนื่องจากการประชุมภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์โรคมะเร็งปากทวารหนักของกลุ่ม MSM ที่พบเพิ่มขึ้น จึงจัดแถลงข่าวให้ความรู้เรื่อง ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย เสี่ยงเป็นมะเร็งปากทวารหนัก

ต้นตอของมะเร็งปากทวารหนักนั้น พญ.นิตยา เล่าว่า ก็มาจากเชื้อไวรัสเอชพีวีเหมือนกับที่ผู้หญิงต้องเผชิญ โดยเชื้อนี้มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดหูดขึ้นตามอวัยวะที่ติดเชื้อ ในจำนวนนี้มี 13-14 สายพันธุ์เป็นชนิดความเสี่ยงสูง ถ้าติดเชื้อเรื้อรัง จะทำให้เนื้อบริเวณนั้นเพี้ยนและกลายเป็นมะเร็งได้ ทั้งนี้ยังจะมีอยู่ 4 สายพันธุ์ที่ก่อโรคเกี่ยวกับอวัยวะเพศและทวารหนัก

ปกติแล้ว เชื้อเอชพีวีมักอยู่ที่องคชาติและถุงอัณฑะของผู้ชาย เมื่อมีการสอดใส่ เชื้อเอชพีวีก็จะเข้าไปเกาะอยู่ภายใน โดยเฉพาะบริเวณที่เข้าง่ายและบาง อาจเรียกง่ายๆ ว่า โซนเปลี่ยนผ่าน หากเป็นกรณีการสอดใส่ผู้หญิง โซนเปลี่ยนผ่านก็คือ เยื่อบุผิวมดลูก และช่องคลอด ส่วนกรณีสอดใส่ระหว่างชายกับชาย คือ ด้านในของปากทวารหนัก บริเวณรอยต่อระหว่างเนื้อเยื่อใกล้ปากทวารหนักกับส่วนปลายของลำไส้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกครั้งที่เชื้อเอชพีวีจะเข้าไปก่อโรคได้ เนื่องจากร่างกายของคนเรามีระบบต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ถ้าสู้ชนะ เชื้อพวกนั้นก็จะถูกทำลายและหายไป หากแต่บางราย โชคร้าย ที่ติดเชื้อแล้วร่างกายกำจัดไม่ได้ ก็เสี่ยงกลายเป็นมะเร็ง

เพื่อป้องกันมะเร็งปากทวารหนัก กลุ่ม MSM จึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง หรือทำแปปสเมียร์ อย่างที่ผู้หญิงไปตรวจกัน โดยก่อนจะไปเข้ารับการตรวจนั้น ห้ามสวนล้างทวารหนัก เพราะจะให้เซลล์ที่ต้องเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์เหลือน้อย จนอาจไม่เพียงพอต่อการเก็บไปตรวจ และควรงดการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก่อนมาตรวจราว 3 วันด้วย

การตรวจแปปสเมียร์ทางก้นในผู้ชาย ผู้เชี่ยวชาญจะสอดไม้พันสำลีเข้าไปภายในลึก 2-3 นิ้ว เพื่อเก็บตัวอย่างเซลล์ส่งตรวจห้องแล็ป รู้ผลภายใน 3 วัน กรณีผลตรวจชี้ว่ามีความผิดปกติ แพทย์จะส่งตรวจด้วยกล้องส่องทางทวารหนัก เพื่อตรวจให้ละเอียดขึ้น ถ้าพบบริเวณเนื้อเยื่อเป็นสีขาวขุ่น แสดงว่ามีความผิดปติ ต้องใช้สีในการตรวจย้อมลงไปที่เนื้อเยื่อ ถ้าเนื้อเยื่อจุดที่ต้องสงสัยไม่ติดสี ยิ่งมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูง

ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งปากทวารหนัก การรักษานิยมใช้เลเซอร์จี้ออก ซึ่งถือเป็นการใช้ความร้อนทำลายเซลล์ร้าย หากทำแล้วไม่ต้องเย็บแผล โดยจะหายได้ใน 1 สัปดาห์ แต่ในช่วงแรกๆ อาจถ่ายอุจจาระมีเลือดปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ เมื่อผ่านการรักษาไปแล้ว แพทย์จะมีการนัดมาตรวจคัดกรองเพื่อเฝ้าระวังโรคเป็นระยะ

ด้าน รศ.นพ.มงคล เสริมว่า อีกทางในการป้องกันมะเร็งปากทวารหนักก็คือ การได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ที่มีทั้งหมด 3 เข็ม โดยพบว่า การฉีดวัคซีนดังกล่าวในผู้ชาย ลดอัตราการติดเชื้อเอชพีวีได้ เนื่องจากผู้ชายเป็นพาหะของเชื้อ อีกทั้งการศึกษาในชายวัยหนุ่มชี้ให้เห็นว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งทวารปากหนักสูงถึงร้อยละ 78 การฉีดวัคซีนเอชพีวีมีความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงถึงร้อยละ 91ซึ่งองค์การอาหารและยาของไทยรับรองให้ใช้ในผู้ชายได้

กล่าวมาถึงขนาดนี้ แสดงว่า วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ไม่ได้จำเป็นแค่ในผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นชายรักหญิง หรือชายในกลุ่ม MSM ก็ควรได้รับวัคซีนเอชพีวี ตัวอย่างมีให้เห็นจากออสเตรเลีย เด็กผู้ชายกว่า 280,000 คน กำลังจะได้รับการฉีดวัคซีนนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้ถึง 1 ใน 4 ป้องกันเด็กผู้ชายจากโรคมะเร็งและหูดที่อวัยวะเพศ และช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 92,536 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น