วันศุกร์ 31 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ความหย่อนคล้อยของผิวเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ใครหลายคนต้องพบเจอเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น ในขณะเดียวกันนวัตกรรมด้านความงามก็มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักสวยรักงาม โดยเฉพาะด้าน การชะลอวัย ซึ่งล่าสุดที่มีการเอ่ยถึงกันมากคือ การร้อยไหมยกกระชับใบหน้า ที่กำลังเป็นที่นิยม แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วยจึงจะเรียกว่าสวยใสอ่อนวัยได้อย่างปลอดภัย
   
นายแพทย์พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการร้อยไหมยกกระชับ ศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC (Aesthetic Innovation Center) ให้ความรู้เกี่ยวกับการร้อยไหมว่า เกิดขึ้นครั้งแรกโดยศัลยแพทย์ทางด้านศัลยกรรมตกแต่งเมื่อ 5-10 ปี ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ซึ่งวิธีแรก ๆ คือ เทคนิคการร้อยไหมแบบใช้ตัวเกี่ยวผิว (Anchoring Thread) ทำโดยแพทย์ศัลย กรรมตกแต่ง การสอดเส้นไหมเย็บติดผิวและดึงขึ้นมาเกี่ยวกับหนังศีรษะ ต่อมาได้มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเส้นไหมเป็นแง่งจะได้ไม่ต้องเย็บ โดยใช้แง่งของไหมเป็นตัวเกี่ยวผิวและดึงขึ้นมาเย็บติดจุดเดียว คือที่บริเวณหนังศีรษะเลยขมับขึ้นไป จากนั้นได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นไหมชนิดโคน คือเป็นรูปโคนหรือปมหรือกรวย ลักษณะเป็นปุ่มเม็ดเล็ก ๆ เหมือนกรวย 3 เหลี่ยม ด้านหนึ่งจะเกี่ยวอีกด้านหนึ่งพุ่งผ่าน โดยใช้ด้านที่แหลมสอดเข้าไปพอดึงกลับออกมาด้านที่เป็นก้นกรวยจะเกี่ยวผิว
   
การทำเทคนิคนี้ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะจะต้องมีการเจาะบริเวณหนังศีรษะประมาณ 2 ซม. แล้วล้วงลงไป ซึ่งไหมต้องมีขนาดเส้นใหญ่ และมีการพักฟื้นนาน ผลที่ได้คือ ช่วยยกกระชับได้ดีมาก แต่ปัญหาที่เกิดตามมาคือมักจะหลุด เมื่อหลุด 1 ข้าง แต่อีกข้างไม่หลุดทำให้ใบหน้าเบี้ยว จึงต้องทำการผ่าออก หรือแง่งเกี่ยวไม่เกี่ยวพอมีการขยับหน้า ซึ่งหน้าเราเป็นอะไรที่ต้องมีการขยับตลอดเวลาเมื่อเราพูด หรือแสดงสีหน้าทำให้มีโอกาสหลุดสูงบวกกับตัวแง่งไม่แน่นเพราะไม่ได้มีการเย็บติดกับผิวหนัง จึงไม่แปลกที่ช่วงแรกไม่มีคนรู้จัก เพราะไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากมีปัญหามาก
   
แต่ปัจจุบันเรามีวิธีการร้อยไหมเทคนิคใหม่เข้ามาในประเทศไทยเรียกว่า “การใช้ไหมลอย” (Floating Thread) จากการที่ตนมีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลี หมอที่ทำด้านนี้มีการคิดค้นเทคนิคใหม่นี้ขึ้นมาโดยการใช้ไหมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นไหมธรรมดาไม่มีแง่ง ไม่มีการเกี่ยว ไม่มีปม ไม่มีโคน สามารถละลายได้และมีขนาดเส้นเล็กมาก ต่างจากประเภทแรก โดยได้มีการศึกษาวิจัยร่วมกันจนได้ผลดีมาก และเริ่มมีการเปิดตัวในประเทศไทยช่วงเดือน พ.ค. 2547 ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ จัดโดยสมาคมศัลยแพทย์เกาหลี หลังจากนั้นเป็นที่นิยมมาก เพราะทำง่าย คนไข้ไม่เจ็บตัวไม่ต้องพักฟื้น เห็นผลดี และแทบจะไม่มีผลข้างเคียงเลย
   
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คือ มีการแพร่กระจายของการร้อยไหมไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมได้ เพราะมีทั้งแพทย์ผิวหนังและแพทย์ด้านอื่นรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ก็หันมาทำการร้อยไหมด้วย ความจริงแล้วการรักษาด้วยไหมยกกระชับต้องฝึกอบรม เรียนทฤษฎี และฝึกปฏิบัติ จนกระทั่งเข้าใจจึงทดลองทำกับคนไข้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีการข้ามขั้นไปลองทำกับคนไข้โดยที่ไม่ได้มีการฝึกอบรมที่ถูกต้องและใช้แรงจูงใจทางด้านราคาเป็นหลัก คือราคาถูก ทำให้มีปัญหาตามมา คือไม่ได้ผล บางคนมีผลข้างเคียง เช่น เกิดเป็นพังผืดใต้ผิว เกิดก้อน ปม ร่องรอยขรุขระใต้ผิวตามแนวเส้นไหม จึงเกิดกระแสข่าวที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการร้อยไหมขึ้นมา แต่ความจริงแล้วเทคนิคแบบนี้ไม่มีแง่งเกี่ยวและไหมที่ใช้ก็เป็นไหมเส้นเล็กมากขนาดเท่าเส้นผม ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร อยู่ในเข็มฉีดยาธรรมดาสอดเข้าไปใต้ผิว ถ้าทำไม่ถูกต้องตามหลักจะไม่ได้ผล
   
เทคนิคการใช้ไหมลอย (Floating Thread) มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับเทคนิคอื่น ๆ โดยเทคนิคนี้มีการทด ลองในสัตว์แล้วว่าเวลาวางไหมแบบนี้และมีการตัดชิ้นเนื้อมาดูว่ามีการหดตัวและยกกระชับจริงหรือไม่ ปรากฏว่าทำได้จริง แต่ต้องวางถูกต้องเท่านั้น เนื่อง จากมันไม่ได้เกี่ยวกับผิว แรงยกจึงไม่มาก ทำให้มีการวางไหมจำนวนมากเป็นเครือข่าย เพราะแต่ละเส้นจะมีแรงยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน เมื่อวางเรียงต่อกันเป็นจำนวนมากในรูปแบบที่ถูกต้องจะทำให้เกิดการยก
   
หลักการของการทำไหมลอย คือการใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากร้อยเป็นเครือข่าย ในแต่ละเส้นจะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวทำให้มีการกระตุ้นผิว ระหว่างที่มันสลายตัวจะกระตุ้นผิวให้มีคอลลาเจนมาเกาะ เมื่อมีคอลลาเจนมาเกาะที่รอบตัวมันจะเกิดเป็นแรงดึง ผิวมีการหดตัว ถ้าใช้ไหมเส้นใหญ่เกินไปจะไม่ใช่มีแค่คอลลาเจนอย่างเดียว แต่จะมีพังผืดเกิดขึ้นด้วย เพราะเกิดจากการที่ผิวหนังมีบาดแผลที่ใหญ่เกินไปและซ่อมแซมตัวเองไม่ได้ เช่น สังเกตถ้าเรามีแผลเล็ก ๆ จะไม่มีแผลเป็น แต่ถ้าเรามีบาดแผลใหญ่ ๆ จะเกิดแผลเป็น เช่นเดียวกันถ้าเราใช้ไหมเส้นใหญ่หรือเข็มใหญ่เกินไปก็จะทำให้เกิดแผลเป็นใต้ผิวลักษณะเป็นพังผืด
   
นอกจากนี้ระหว่างที่ไหมละลายตัวและมีการกระตุ้นให้มีการก่อคอลลาเจนรอบผิวหนังจะช่วยให้มีการไหลเวียนเลือดมาเลี้ยงบริเวณหนังชั้นบนเพิ่มขึ้นด้วย จึงไม่แปลกที่หลังจากคนไข้ทำไปแล้วจะมีผิวหน้าที่นุ่มเนียนขึ้น ริ้วรอยลดลง หน้าใสขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นการร้อยต้องอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง คือไม่ลึกหรือตื้นจนเกินไป ทั้งนี้ ตามทฤษฎีระบุว่าเทคนิคไหมลอยนี้จะสามารถอยู่ได้นาน 1-1 ปีครึ่ง หลังจากนี้ต้องมาร้อยใหม่ อย่างไรก็ตามเราแก่ลงทุกปีผิวหย่อนคล้อยลงตลอด จึงขึ้นอยู่กับความเสื่อมโทรมของสภาพผิว ถ้าเราดูแลดี ๆ เช่น ไม่สูบบุหรี่จัดและไม่โดนแสงแดดนาน ๆ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ก็จะช่วยได้
   
การร้อยไหมแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 39-50 ปี และผู้ที่มีปัญหาการบกพร่องของผิวโดยที่ไม่มีเนื้อยุบตัวมากเกินไป ถ้าอายุมากและผิวหย่อนคล้อยบวกกับมีการยุบตัวของผิวในตำแหน่งนั้น เช่น ใต้ตาลึกเป็นร่องและเหี่ยวย่น ลักษณะแบบนี้ร้อยไหมอย่างเดียวช่วยไม่ได้ต้องใช้อย่างอื่นร่วมด้วย โดยการแก้เรื่องของการยุบตัวเพื่อปรับให้ร่องเต็มขึ้นมาก่อนแล้วจึงค่อยร้อยไหมเข้าไป ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผล สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยยังไม่พบการหย่อนคล้อยจะได้ผลในแง่ของการปรับรูปหน้ามากกว่า แต่ถ้าไม่ทำจะดีกว่า โดยเฉพาะคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปีลงไปไม่ควรทำเพราะไม่คุ้มค่าเงินที่เสียไป
   
เทคนิคการใช้ไหมลอย จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรักษายกกระชับใบหน้าแบบไม่ต้องผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดมีข้อจำกัดมากไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องของอายุ การใช้ยาสลบ รวมถึงระยะเวลาในการพักฟื้นที่ยาวนาน.

..........................................

เคล็ดลับสุขภาพดี - แนะวิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายช่วงหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกาย คือ การที่ระบบอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน และเกิดความไม่สมดุลของร่างกายขึ้น จึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด มีน้ำมูก ผื่นแพ้ที่ผิวหนังอีกทั้งอุณหภูมิและสภาพอากาศในช่วงหน้าฝนนี้ เหมาะแก่การเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดีอีกด้วย วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดี จึงมีวิธีดูแล และวิธีการคืนความสมดุลให้กับร่างกายมาฝากกันค่ะ
   
โดย นายแพทย์พลวิช กล้าหาญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับสมดุลสุขภาพและความงาม จาก ALIVE Wellness Solutions ให้ความรู้เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนว่า ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้ความสมดุลของร่างกายคงที่ช่วยทำให้โอกาสในการติดเชื้อลดลง ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หากนอนหลับยากให้ลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน เพราะกล้วยหอมมีสารทริปโตเฟนที่จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น
   
ในช่วงหน้าฝน อากาศชื้นเรามักไม่ค่อยเสียเหงื่อ จึงควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสียออกจากร่างกายบ้างเพื่อเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกวิธีหนึ่งด้วย สำหรับการรับประทานอาหารควรรับประทานอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เพื่อเป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะเป็นอาหารที่จะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนักและย่อยยาก
   
ที่สำคัญควรอยู่ในที่อากาศแห้ง ถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัด เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และควรล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไรก็ตามในช่วงหน้าฝนนี้อากาศไม่ปลอดโปร่ง อาจทำให้จิตใจหดหู่ได้ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย และเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยการรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500-1,000 มิลลิกรัมและเลือกแต่งกายด้วยการใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเพิ่มเติมพลังงานให้กับจิตใจเพราะเมื่อร่างกายเตรียมความพร้อมแล้วเราควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำให้จิตใจสงบนิ่งเพื่อสามารถรับมือกับทุกสภาวะที่จะเกิดขึ้น
   
ทราบเคล็ดลับง่าย ๆ ในการดูแลร่างกายให้สมดุลในช่วงหน้าฝนแล้ว ลองปฏิบัติตามดูเพื่อจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่ายในช่วงหน้าฝนค่ะ.

..........................................

สรรหามาบอก

-โรงพยาบาลนครธน ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมฟังเสวนาสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในหัวข้อ ’ทางหนีมะเร็ง ด้วยการแพทย์ทางเลือก“ ใน วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2555 เวลา 14.30-16.00 น. ณ ไทยเมดิคอลสปา ชั้น 12 โรงพยาบาลนครธน สำรองที่นั่งได้ที่โทร. 0-2450-9999
   
-นักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับยศยาคลินิก ขอเชิญผู้สนใจร่วมฟังสัมมนาเรื่อง ’การตลาด สวยสั่งได้ : เจาะกลเม็ดเด็ด ผ่าธุรกิจศัลยกรรม“ ใน วันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2555 เวลา 13.00-16.00 น. ณ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล สอบถามและสำรองที่นั่งฟรีได้ที่โทร.08-9796-3406
   
-เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ขอเชิญแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมวิชาการร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ประจำปีพุทธศักราช 2555 ในหัวข้อ ’Advances in Medicine Meet with Compassionate Care“ และเชิญร่วมรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดพร้อมฟังการบรรยายทางวิชาการแลกเปลี่ยนความรู้ที่น่าสนใจ ในระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2555 เวลา 08.00-17.00 น. ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ปาร์ค สนใจสอบถามและลงทะเบียนภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ได้ที่โทร.0-2310-3433 หรือลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.bangkokhospital.com/symposium2012

ทีมวาไรตี้


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 78,602 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น