วันจันทร์ 21 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ถ้อยคำที่นักเขียนเรืองนามจาก 8 ประเทศที่กล่าวแสดงความเห็นในวันประทานรางวัลวรรณกรรมสภาสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนนั้นเป็นภาษาที่หลากหลายกับหลายภาษา ซึ่งก็เป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแต่ละประเทศของนักเขียนทั้ง 8 ท่าน ประเทศเหล่านี้คือประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่บัดนี้มีอยู่ 10 ประเทศนั่นเอง โดยนักเขียนแต่ละท่านได้เลือกแต่งตัวด้วยเครื่องแต่งตัวตามแบบชาติของตนหรือแบบสากลคละกันไป

เริ่มต้นจากนักเขียนของประเทศบรูไน นายโมฮัมเหม็ดซาฟรี อารีฟ ผู้ที่เป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนบทละคร กวี นักแสดง และเป็นผู้อำนวยการโทรทัศน์และวิทยุ งานละครชื่อ Rapat ได้รับรางวัล Mastera เมื่อ พ.ศ. 2540

ตามด้วยนายดี. ซาวาวี อิมรอน กวีผู้มีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย งานรวมบทกวีของเขาชื่อ Kelenjar Laut หรือในภาคภาษาอังกฤษคือ The Glands of the Sea ได้รับการตัดสินจากคณะกรรมการของอินโดนีเซียให้ได้รับรางวัลซีไรต์ เราจึงได้เห็นกวีลูกชาวนาที่เป็นครูอยู่ในชนบทมาร่วมงานนี้

ต่อมาเป็นคำกล่าวที่ผู้มาร่วมงานชาวไทยฟังได้เข้าใจของนายบุนทะนอง ชมไชผล นักเขียนลาว เจ้าของนามปากกา “สหายไฟ” ผู้นำเสนองานเขียนทั้งบทกวี เรื่องสั้น และนวนิยายในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว งานที่ส่งให้ บุนทะนอง ชมไชผล มารับรางวัลซีไรต์ปีนี้เป็นเรื่องสั้นชื่อ “American Bone”

นักเขียนคนที่สี่เป็นคนมาเลเซียที่มีฝีมือในการเขียนทั้งเรื่องสั้น บทกวี และบทความทางด้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ด้วย และยังทำงานให้แก่นักเขียนด้วยกัน คือเป็นเลขาธิการสมาคมนักเขียนแห่งชาติมาเลเซีย เขาคือ นายโมฮัมเม็ด ซากีร์ ไซยิด บิน ไซยิด ออสมัน

จากนั้นนายโรมูโล พี. บากิรัน จูเนียร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้เป็นกวีของฟิลิปปินส์ ได้ขึ้นมาพูดเป็นภาษาตากาล็อกของฟิลิปปินส์ ทำให้เป็นที่แปลกใจกันบ้าง เพราะโดยทั่วไปคนฟิลิปปินส์มักจะพูดกันในที่ประชุมนานาชาติเป็นภาษาอังกฤษ มีคนกระซิบว่าเขาอยากกล่าวเป็นภาษาตากาล็อก และครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการเดินทางออกมานอกประเทศเป็นครั้งแรกของเขา

ต่อจากนักเขียนฟิลิปปินส์เป็นนักเขียนชาวสิงคโปร์ คือนายรอเบิร์ต เหยา เฉิงชวน ซึ่งเป็นผู้ทำงานวรรณกรรมหลายด้าน เขียนทั้งบทกวีและนวนิยาย แถมเป็นบรรณาธิการและสอนวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยอีกด้วย รอเบิร์ต เหยา กล่าวเป็นภาษาอังกฤษทำให้ผู้แทนสถานทูตและแขกต่างประเทศฟังสบาย

ลำดับที่เจ็ดเป็นนักเขียนไทย นามปากกา จเด็จ กำจรเดช ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องสั้นฝีมือดี รวมเรื่องสั้ันชื่อ “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” นำเขามารับรางวัลซีไรต์ เพราะเป็นปีที่แข่งขันกันที่เรื่องสั้นของนักเขียนไทย จเด็จ กำจรเดช กล่าวเป็นภาษาไทย ทำให้ผู้ที่มาร่วมชุมนุมที่เป็นคนไทยและคนลาวฟังได้สบาย ในบรรดานักเขียนที่มาร่วมรับรางวัล จเด็จ กำจรเดช ดูจะมีอายุน้อยที่สุด

คนสุดท้ายนั้นเป็นนักเขียนที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม คือมีอายุถึง 82 ปี เป็นนักเขียนเวียดนาม ชื่อ เหงียน จี๋ ตรุง (ชื่อที่เขียนอย่างนี้เอามาจากในสูจิบัตร) เขาทำงานหนังสือพิมพ์และเป็นบรรณาธิการนิตยสารทางด้านศิลปะและวรรณกรรม คำกล่าวเป็นภาษาเวียดนามนั้นฟังไพเราะดี

เชื่อได้ว่าผู้คนที่มาร่วมงานฟังภาษาที่นักเขียนทั้งหลายกล่าวได้ไม่รู้เรื่องทั้งหมด เพราะนักเขียนได้กล่าวเป็นภาษาที่ใช้อยู่ในบ้านเมืองของตน แต่ผู้คนก็อยากฟัง การชุมนุมนักเขียนระดับมือรางวัลในงานรางวัลซีไรต์ที่จัดมากว่า 30 ปี ได้บ่งบอกถึงความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนเป็นอย่างดี

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือที่เรียกกันติดปากจากชื่อภาษาอังกฤษว่า ซีไรต์ (S.E.A. Write Award) นี้เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เป็นการริเริ่มที่กล่าวได้ว่า ทางราชการไม่ได้เกี่ยวด้วยเลย เป็นเรื่องของผู้คนที่รักในงานวรรณกรรม ที่มีโรงแรมหรูหราอย่างโรงแรมโอเรียนเต็ล กับบริษัทการบินไทยเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยและสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สององค์กรของคนวรรณกรรมในเมืองไทยได้เข้าร่วมด้วย

ปัญหาและอุปสรรคนั้นมีแน่ในตอนต้น ๆ ได้แก้ไขกันมาจนรางวัลซีไรต์ที่เอกชนเป็นเจ้ากี้เจ้าการนี้ติดตลาด จะเป็นเพราะการตลาดของโรงแรมกับบริษัทการบินทำได้ดี หรือเพราะงานวรรณกรรมนั้นเป็นตัวหลักที่เรียกความร่วมมือกันได้มากก็ไม่ทราบได้ แต่รางวัลซีไรต์ก็เป็นที่รู้จักกันค่อนข้างแพร่หลายในประเทศกลุ่มอาเซียน น่าเสียดายที่ปีนี้ขาดนักเขียนจากประเทศพม่าและประเทศกัมพูชา

ความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่เอกชนจัดยั่งยืนมากว่า 30 ปี ในขณะที่ทางการโดยรัฐบาลของประเทศอาเซียนเคยทำโดยร่วมมือกันให้รางวัลแก่นักเขียนมาเหมือนกัน ปรากฏว่าทำกันได้สักปีสองปีก็เงียบหาย คงจะเลิกกันไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีนักเขียนไทยได้รางวัลนี้กันมาแล้ว

ปีสองปีนี้ได้พูดกันมากเรื่องประชาคมอาเซียน และดูจะเน้นเรื่องเศรษฐกิจกันมาก ที่จริงงานทางด้านวัฒนธรรมนั้นจะเป็นตัวนำไปสู่ความร่วมมือกันได้ดีกว่าแข่งขันกัน การเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน ได้รู้จักได้เข้าใจกันมากขึ้นก็จะลดความเป็น “คนอื่น” ได้มากทีเดียว

ที่จริงผู้ที่เป็นต้นคิดเรื่องรางวัลซีไรต์ที่ดังและอยู่ยืนยงมาถึงวันนี้ เป็นอดีตอาจารย์ เป็นอดีตข้าราชการ เป็นเอกอัครราชทูตเก่าของกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมีสายตายาวไกล คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร นั่นเอง

ปีนี้มีข้อสังเกตว่าผู้จัดงานได้ตัวนักเขียนของอาเซียนเอามาเป็นนักเขียนเกียรติยศมาปาฐกถา เขาคือ ศาสตราจารย์ ดร.เอ็ดวิน ทัมบู ที่สำคัญก็คือเขาเป็นนักเขียนหรือที่จริงกวีของสิงคโปร์คนแรกที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีแรกคือ เมื่อ พ.ศ. 2522 ด้วย.

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 30,632 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น