วันเสาร์ 30 สิงหาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

สังคมไทยเริ่มคุ้นกับคำว่า "สื่อสาธารณะ" ตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ในนามสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ชื่อ 'ทีวีไทย'  หรือปัจจุบันคือสถานีโทรทัศน์ 'ไทยพีบีเอส' การรายงานสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วมอย่างลุ่มลึกและรอบด้านของสถานีไทยพีบีเอส ยิ่งช่วยให้ประชาชนไทยมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่และประโยชน์ของ “สื่อสาธารณะ” มากขึ้น

ในบทความเรื่อง "สื่อสาธารณะไม่ใช่เพียงสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเท่านั้น" คุณสมชัย สุวรรณบรรณ กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ผู้มีประสบการณ์กับสื่อสาธารณะมากว่า ๒๐ ปี ระบุว่า “สิ่งที่บ่งบอกถึงสาระความเป็นสื่อสาธารณะคือการทำงานตามคตินิยมและมาตรฐานและวินัยของสื่อฯที่มีผลประโยชน์สาธารณะ เป็นธงนำ และที่สำคัญคือต้องเป็นอิสระจากอำนาจรัฐและกลไกตลาด โดยเนื้อหาสาระและรูปแบบที่ปรากฎหน้าจอก็แสดงให้เห็นความแตกต่างที่เป็นลักษณะของความเป็นสื่อสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ทำหน้าที่สื่อสาร พึงระวังมิให้อัตตาหรือตัวตนคนส่งสาร (messenger) บดบังเนื้อหาสาระ(message) ที่ตนกำลังสื่อสาร...” และ “สื่อสาธารณะไม่ใช่ (แค่) สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ... แต่ต้องมีอะไรมากกว่าเป็นแค่สถานีโทรทัศน์อีกแห่งหนึ่ง”

ตามหลักการวารสารศาสตร์ "สื่อสาธารณะ" มีบทบาทหน้าที่ไม่แตกต่างจากสื่อมวลชนทั่วไป แต่เป็นสื่อที่ธำรงไว้ซึ่งหน้าที่ บทบาท และความรับผิดรับชอบ(accountability)ต่อสาธารณะอย่างเคร่งครัด ตามพันธกิจของสื่อมวลชนคุณภาพที่พึงปฏิบัติเพื่อจรรโลงความเป็นสังคมประชาธิปไตยให้มั่นคง นั่นคือ

• รายงานความเป็นไปในสังคมด้วยการเสนอ 'ข่าว' 'สาร' 'ข้อมูล' 'ข้อเท็จจริง' อย่างรอบด้าน
• ให้ความคิดเห็นด้วยการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถใช้เป็นเวทีกลางการแสดงออกอย่างเสมอภาค
• นำเสนอเนื้อหาสาระที่ให้ความเพลิดเพลิน ความผ่อนคลาย ความพอใจในสาระที่ได้รับใน ความบันเทิงแบบ enjoyment + edutainment
• อาจหารายได้จากพื้นที่โฆษณาเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพื่อคงความเป็นอิสระ ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจให้หมุนเวียน โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของสาธารณะกับผลประโยชน์ธุรกิจ ซึ่งเป็นมาตรวัดจริยธรรมตัวหนึ่งของสื่อมวลชนคุณภาพ 

ในกรณี “สื่อสาธารณะ” ที่มีการบริหารจัดการจากภาษีของประชาชนซึ่งไม่จำเป็นต้องพึ่งรายได้จากโฆษณาแต่อย่างใด จึงต้องรักษาความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์ที่สาธารณะพึงได้รับโดยนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีคุณภาพ ตระหนักถึงสถานะความเป็น“พลเมือง”ของประชาชน ไม่ใช่ “ลูกค้า” ที่เป็นเป้าหมายการแสวงกำไร

เป้าหมายเดียวของสื่อสาธารณะ คือ ส่งเสริมสิทธิและคุณภาพพลเมือง มิใช่กระตุ้นพฤติกรรมบริโภค (empower citizenship not consumerism)

น่าเสียดายที่หลักการสื่อมวลชนต้นแบบถูกบิดเบือนไปตามประโยชน์ทางธุรกิจ และถูกทำให้ลางเลือนด้วยกลยุทธ์การตลาดทุนนิยมจนกลายเป็นการเสพด้วยความเคยชิน ศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนต้นแบบถูกลดมาตรฐานทางวิชาชีพเมื่อมุ่งผลิต “สินค้า” ตามความชอบของ”ลูกค้า” มากกว่าการสร้างสรรค์ ตรวจสอบ และพัฒนาคุณภาพสังคม 

ความเป็นสื่อสาธารณะจึงมีพันธกิจไม่ต่างจากสื่อมวลชนต้นแบบ เคร่งครัดต่อจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อตอบสนองสิทธิทางข่าวสารของประชาชนระบอบประชาธิปไตย ยึดมั่นความเป็นอิสระ นำไปสู่เสรีภาพทางข้อมูลข่าวสารที่สร้างสรรค์ เป็นกลาง เป็นธรรม และรอบด้าน

ดังตัวอย่างการเกาะติดรายงานวิกฤติน้ำท่วมสอย่างต่อเนื่องทุกแง่มุมของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในเวลานี้ ... แล้ว...พันธกิจ (commitment) ของสื่อสาธารณะ‘ไทยพีบีเอส’ในฐานะสื่อมวลชนต้นแบบ ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษากลั่นกรองมาตรฐานสากลของสื่อสาธารณะที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ผ่านการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของวัฒนธรรมในสังคมไทย กำหนดให้สื่อสาธารณะมีพันธกิจ

o สนับสนุนพัฒนาสังคมที่มีคุณภาพและคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทย
o ผลิตรายการทางข่าวสาร สาระประโยชน์ทางการศึกษา และสาระบันเทิงให้มีคุณภาพสูงในสัดส่วนที่เหมาะสม
o เน้นความหลากหลายในมิติต่าง ๆ
o ให้ความรู้แก่ประชาชนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
o ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน 
o สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม 
o คำนึงถึงการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมของประชาชน

ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นพันธกิจของสื่อมวลชนที่เป็นต้นแบบการทำหน้าที่เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพพลเมืองในสังคมไทยโดยมีพันธะหน้าที่หลัก คือ ให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ และให้ความบันเทิง ทั้งนี้ คุณสมชัยได้ย้ำความเป็นสื่อต้นแบบในบทบาทสื่อสาธารณะว่า “บทบาทที่มากขึ้นของสื่อสาธารณะก็คือ จะต้องทำหน้าที่ทั้งสามนี้ในการเสริมสร้างค่านิยมสาธารณะ(public value) สี่ประการหลักให้แก่สังคมไทย ได้แก่

๑. เสริมสร้างค่านิยมประชาธิปไตยที่รู้เท่าทัน ด้วยการปรับความคิดของประชาชนให้เป็น พลเมืองคุณภาพ ให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ โดยทำภารกิจให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ที่รอบด้าน หลากหลาย ลุ่มลึกเชื่อมโยง และสมดุล เพื่อให้ประชาชนมีข้อสรุปที่สมเหตุสมผลในการตัดสินใจ... 

๒.  เสริมสร้างค่านิยมสังคมอุดมปัญญาและการเรียนรู้ ด้วยการให้บริการหลากหลายรูปแบบ ทางด้านความรู้ (knowledge) และทักษะ (skills) ทั้งในระบบ นอกระบบ ทุกระดับอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ชายขอบ ผู้ขาดโอกาส หรือกลุ่มคนที่สังคมไม่เหลียวแล สื่อสาธารณะมีหน้าที่ต้องพยายามกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวเรียนรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

๓.  เสริมสร้างค่านิยมทางวัฒนธรรมและพลังสร้างสรรค์ ด้วยการสนับสนุนคนทำงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ ให้สร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ ยกระดับสุนทรียะและความรู้สึกดีๆ (uplifting) ให้แก่ผู้ชมผู้ฟังและผู้ใช้สื่อหลากหลาย สื่อสาธารณะต้องมีความกล้าหาญกล้าเสี่ยงที่จะสร้างสรรค์รายการแหวกแนว แปลกใหม่ (ground breaking) มีความเป็นคนต้นแบบ (originality) สร้างความแตกต่าง เป็นโรงบ่มจินตนาการ และเป็นบ่อเพาะเลี้ยงศิลปินรุ่นใหม่ๆ กระตุ้นเตือนให้ประชาชนเข้าใจคุณค่าและรักษามรดกทางศิลปะ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ความเป็นไทย เก็บรักษาเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป

๔.   เสริมสร้างค่านิยมสังคมชุมชน ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติและ นานาชาติ ด้วยการทำหน้าที่สื่อสารสร้างความเข้าใจ สร้างการมีส่วนร่วมในหมู่คนกลุ่มต่าง ๆ ของสังคม ที่อาจจะมีทั้งจุดร่วมและความแตกต่างหลากหลาย โดยใช้พื้นฐานของความอดกลั้น (tolerance) ที่จะรับฟังทัศนะที่แตกต่างไม่ว่าจะด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองศาสนา เศรษฐกิจ หรือระดับการศึกษา...ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น ระดับชาติและนานาชาติ 

สื่อใดๆที่มีบทบาทหน้าที่อันอาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ทางบวกหรือทางลบก็ตาม ย่อมจำเป็นต้องยึดหลักการสื่อมวลชนต้นแบบในระดับที่สังคมยอมรับได้ 

ประสิทธิภาพการทำหน้าที่ คือ เครื่องพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสื่อมวลชนต้นแบบในสังคมประชาธิปไตย

ความสำเร็จของสื่อสาธารณะมิได้วัดจากจำนวนผู้ชม (rating) แต่ประเมินจากคุณภาพเนื้อหารายการที่ให้ความรู้ ส่งเสริมสิทธิการเข้าถึงข่าวสาร เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเพิ่มพลัง

พลเมือง(people empowerment) ให้มีคุณภาพ ทั้งความคิดวิเคราะห์ คุณภาพชีวิต รวมถึงสิทธิพลเมืองที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  

เป็นที่ยอมรับกันในสังคมโลกว่า “สื่อสาธารณะ” คือตัวบ่งชี้ระดับความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งหลายประเทศหวงแหนความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะให้ปลอดจากอำนาจรัฐและพลังเศรษฐกิจ เพื่อเป็นดุล สร้างพลังความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนด้วยข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้ ในขณะที่อีกหลายประเทศมีความพยายามผลักดันให้เกิดสื่อสาธารณะที่เป็นสื่อมวลชนต้นแบบให้ได้เช่นกัน

“สื่อสาธารณะ” จึงมิใช่สื่อประเภทใหม่ที่แปลกแยกแตกต่าง แต่เป็นสื่อที่มีบทบาทในการตอกย้ำความเป็นมืออาชีพของสื่อมวลชนต้นแบบ เป็นสื่อมวลชนคุณภาพที่มีคุณค่ายิ่งสำหรับสังคมที่เรียกหา

“ประชาธิปไตย” อย่างแท้จริง

มาลี  บุญศิริพันธ์


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 51,061 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น