วันพุธ 3 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ช่วงเดือน มีนาคม ประมาณ 11 ปีที่แล้ว  มีคดีใหญ่ครึกโครมระดับประเทศที่น่าจะยังพอจดจำกันได้คือ คดีฆาตกรรมปริศนา นายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ อดีต ผวจ.ยโสธร ถูกสังหารโหดขณะเข้าพักโรงแรมรอยัลแปซิฟิก ถนนพระราม 9 ถือว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญในแวดวงข่าวอาชญากรรมสมัยนั้นเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากผู้ถูกลอบสังหารจะเป็นข้าราชการระดับผู้ใหญ่แล้ว ทีมเพชฌฆาตยังไม่ธรรมดา มีการวางแผนค่อนข้างแยบยลซับซ้อน แทบไม่แตกต่างจากภาพยนตร์  แต่สุดท้ายผู้ร้ายก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือกฎหมาย ตำรวจตามจับกุมนายทหารคนดังยุคนั้นซึ่งกำลังมีชื่อเสียงในวงการผู้กว้างขวางเมืองไทยเป็นอย่างมาก คือ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ เจ้าของฉายา “ผู้พันตึ๋ง” อดีตกลุ่มกระทิงแดงสมัยยุค ต.ค. 19
 
วันนี้ “เปิดแฟ้มคดีเก่า” จึงขอหยิบยกคดีอาชญากรรมดังของเมืองกรุงมานำเสนอให้ทราบ คดีนี้ย้อนกลับไป ช่วงบ่ายวันที่ 4 มี.ค. 2544 ภายหลังจากนายปรีณะ ผวจ.ยโสธร เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อมาร่วมประชุมรับนโยบายจากรัฐบาลเสร็จแล้ว เข้าพักโรงแรมรอยัล แปซิฟิก ห้องเลขที่ 4006 แต่ไม่คาดฝันว่าจะต้องกลายมาพบจุดจบในที่สุด เมื่อถูกคนร้ายฆาตกรรมสุดโหด สภาพศพของนายปรีณะ นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตอยู่ตรงประตูภายในห้องพัก นอกจากมีบาดแผลถูกเชือดลำคอ และแทงตามร่างกายแล้ว  บริเวณท้ายทอยยังถูกยิงด้วยกระสุนปืน ขนาด .22  กว่าพนักงานโรงแรมจะมาพบศพนายปรีณะ ก็ปาไปช่วงเช้าวันที่ 5 มี.ค. 

คดีนี้เล่นทำเอาตำรวจท้องที่ สน.วังทองหลาง ถึงกับกุมขมับ เมื่อมีข้าราชการระดับสูงมาถูกสังหารโหด แต่ก็ได้เบาะแสว่า มี หญิงสาวคนสนิท เข้ามาพักกับผู้ตายช่วงคืนเกิดเหตุได้สูญหายไป ในเบื้องต้นตำรวจจึงตั้งประเด็นกว้าง ๆ ไว้หลายเรื่อง ฆ่าชิงทรัพย์ ชู้สาว แต่ก็ไม่ทิ้งปมขัดแย้งโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่ จ.ยโสธร

ยุคนั้นแม่ทัพนครบาลเจ้าของฉายา “น.1” เป็นนายตำรวจมือปราบระดับพระกาฬ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ เป็น ผบช.น. ได้สั่งการเร่งด่วนให้ พล.ต.ต.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท ผบก.น.4 เข้ามาช่วยกันทำคดี เวลาผ่านไป 2 วัน  หญิงสาวคนสนิท ก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว เดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง คำสารภาพในเบื้องต้นอ้างว่า มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ตายจริง วันเกิดเหตุนัดมาเจรจาเพื่อขอยุติความสัมพันธ์แต่ไม่ได้รับการยินยอมจึงใช้มีดปอกผลไม้ที่ซื้อมาปาดคอ ก่อนใช้อาวุธปืน ขนาด .22 ที่พกมาด้วยกระหน่ำยิงซ้ำ จากนั้นได้ลักทรัพย์เงินสด 5 พันบาท และแหวนเพชรผู้ตายหลบหนีไปขายที่ร้านเพชรย่านบางกะปิ

ในตอนแรกคดีที่ดูเหมือนไม่ลึกลับซับซ้อนอะไร ? แต่ตำรวจก็ต้องรื้อคดีมาเริ่มต้นใหม่ เมื่อทีมชุดสืบสวนคลี่คลายคดี ไปขยายผลตรวจพบเงื่อนงำสำคัญ คือการเข้าพักโรงแรมดังกล่าว ของนายทหารคนดัง ในห้วงเวลาเกิดเหตุ โดยใช้ชื่อปลอม พักห้องเลขที่ 4015 และ 4017 ร่วมกับเพื่อนหญิง และลูกน้องคนสนิทอีก 2 คน ต่อมาทราบภายหลังว่านายทหาร ก็คือ “ผู้พันตึ๋ง” หรือ พ.ต.เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ ส่วนลูกน้อง คือ ส.อ.มานิตย์ ศรีสะอาด และ ส.อ.สุวัฒน์ คำเหง้า

หลังจากคดีเริ่มมีเงื่อนงำสลับซับซ้อนไม่ธรรมดา พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบ.ตร. สมัยนั้น จึงสั่งโอนคดีมาที่กองปราบปราม มี พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง ผบก.ป. (ยศตำแหน่งสมัยนั้น) เป็นผู้นำหน่วยทำให้ต้องระดมทั้งนักสืบมือดีมาร่วมคลี่คลาย ประสานทีมงานกองพิสูจน์หลักฐาน นำเอานิติวิทยาศาสตร์มาช่วยเหลือในการควานหาพยานหลักฐานด้วย จนนำไปสู่การพบเบาะแสสำคัญ เมื่อพบ “คราบเลือด” ค้างอยู่ที่ท่อน้ำในห้องพักของผู้พันตึ๋ง รวมทั้งคราบเลือดติดอยู่กับ รองเท้าผ้าใบ ส.อ.สุวัฒน์ และที่ แป้นเบรกรถยนต์ นอกจากนี้ยังพบ แผนผัง ห้องพักภายในโรงแรม ซึ่งเป็นลายมือของผู้พันตึ๋งอีกด้วย จึงนำทั้งหมดมาตรวจสอบทางขั้นตอนนิติวิทยาศาสตร์ กระทั่งสามารถยืนยันว่า คราบเลือด ที่พบมีดีเอ็นเอตรงกับนายปรีณะ

ขณะเดียวกันเพื่อนสาวของผู้ตาย ได้กลับคำให้การเปิดปากสารภาพอย่างละเอียดยิบว่า “ผู้พันตึ๋ง” พร้อมลูกน้องบุกเข้ามาในห้อง ข่มขู่ให้ตนนั่งก้มหน้า จากนั้นนายทหารคนดังและสมุนลงมือเชือดคอเหยื่อแล้วใช้ปืนยิงซ้ำ ส่วนเหตุที่ต้องให้การเท็จในครั้งแรก เนื่องจากถูกบังคับหากไม่ทำตามจะฆ่าปิดปาก เมื่อทุกอย่างลงตัวจึงนำไปสู่ขั้นตอนรวบรวมหลักฐานขออำนาจศาลเพื่อออกหมายจับ “ผู้พันตึ๋ง” พร้อมลูกน้อง หัวหน้าชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง รอง ผกก. 2 ป. (ยศตำแหน่งสมัยนั้น) นำกำลังคอมมานโดกองปราบฯ พร้อมหมายศาลเข้าจับกุม พ.ต.เฉลิมชัย ในค่ายมวยย่านเหม่งจ๋าย  การบุกจู่โจมเข้าจับกุมครั้งนี้สร้างความฮือฮาอย่างมาก มีสื่อมวลชนเกาะติดทำข่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งพ.ต.เฉลิมชัย ไม่คิดฝันจะถูกจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ

ตำรวจกองปราบฯ ทำสำนวนอย่างแน่นหนาส่งอัยการ กระทั่งปลายปี พ.ศ. 2544 พนักงานอัยการยื่นฟ้อง 1. น.ส.อังคนางค์ สุนทรวิภาค เพื่อนสาวคนสนิทผู้ตาย 2. พ.ต.
เฉลิมชัย 3. ส.อ.มานิตย์ และ 4. ส.อ.สุวัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โดยการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น พ.ต.เฉลิมชัย เบิกความว่า ถูกกลั่นแกล้งจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง พร้อมอ้างเหตุผลที่ไปโรงแรมเพราะได้รับมอบหมายให้ไปหาข่าวยาเสพติดจนไปพบหลักฐานสำคัญ คือรูปถ่ายภรรยานายตำรวจผู้ใหญ่กับภรรยาราชายาเสพติด จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งทำให้ถูกกลั่นแกล้งสร้างหลักฐานเล่นงาน

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริง ตัดสินให้ประหารชีวิต พ.ต.เฉลิมชัย ส่วน น.ส.อังคนางค์ จำคุก 3 ปี 8 เดือน  ขณะที่ลูกน้องคนสนิทอีก 2 คน ให้ยกฟ้อง  ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่พิพากษาแก้ให้ประหารชีวิต ส.อ.มานิตย์ และ ส.อ.สุวัฒน์ ด้วย กระทั่งปี พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาประหารจึงใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของนักโทษประหาร ในการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ กระทั่งวันที่ 9 ธ.ค. 2550  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ลดโทษประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต  ปัจจุบัน “ผู้พันตึ๋ง” ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง

ผาณิต นิลนคร


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 240,683 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น