วันพุธ 3 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งดำเนินการมาเป็นเวลา 1 ปี ทำให้เม็ดเงินหายไปจากกระเป๋าเจ้าของโรงสีข้าวและบริษัทผู้ส่งออกข้าว ประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลครบ 4 ปี เม็ดเงินจะหายไปกว่า 2 แสนล้านบาท แทนที่จะไหลเข้ากระเป๋าเจ้าของโรงสีข้าวและบริษัทผู้ส่งออกข้าว กลับไปเข้ากระเป๋าของพี่น้องชาวนาทั่วประเทศ

นี่เป็นคำบอกเล่าจากปากของผู้ประกอบการส่งออกข้าวรายหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งโรงสีข้าวและบริษัทผู้ส่งออกข้าว ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากโครงการรับจำนำข้าว เสียหายเพราะกำไรที่เคยได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วง 2 ปี ในยุครัฐบาลที่แล้ว ต้องสูญหายไปต่อหน้าต่อตา

เนื่องจากช่วง 2 ปีก่อนที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้โครงการประกันรายได้ ราคาข้าวเปลือกเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 10,000 บาทเท่านั้น ถ้าเป็นฤดูการเก็บเกี่ยวเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม โรงสีจะออกไปซื้อข้าวจากชาวนาตันละ 9,000-10,000 บาท ส่วนฤดูการเก็บเกี่ยวเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน และข้าวเปลือกมีความชื้นสูง บรรดาโรงสีจะกดราคารับซื้อข้าวเหลือตันละ 6,000-7,000 บาท เท่านั้น และรัฐบาลยุคนั้นจะจ่ายเงินประกันรายได้ให้ชาวนาอีกตันละ 2,000 บาท ซึ่งเงิน  2,000 บาทนี้ อาจจะไปเข้ากระเป๋าเจ้าของที่นา แต่ไม่ได้ทำนาเองเพราะให้คนอื่นเช่า

แต่เมื่อรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ เปลี่ยนมาใช้โครงการรับจำนำข้าว ส่งผลทำให้ต้นทุนการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาพุ่งสูงขึ้นตันละ 4,000-5,000 บาท ถ้าคิดจากปริมาณข้าวเปลือกในแต่ละปีประมาณ 15 ล้านตัน จึงถือว่าต้นทุนราคาข้าวเปลือกในประเทศสูงขึ้นเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านบาท

ผู้ส่งออกข้าวยังบอกด้วยว่า โครงการประกันรายได้ในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ชาวนาไม่มีช่องทางอื่นนอกเหนือจากการขายข้าวให้กับโรงสี แล้วถูกโกงความชื้นและโดนกดราคาจนกลายเป็นเรื่องปกติ  แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้โครงการรับจำข้าว ชาวนามีทางเลือกว่าจะขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำของรัฐบาล หรือจะไม่เข้าโครงการรับจำนำ แต่ขายให้โรงสีก็ได้ ไม่มีใครบังคับ        

ผลผลิตข้าวเปลือกช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูฝนมีความชื้นสูงกว่า 15% แต่ชาวนายังขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้ตันละ 12,000-14,000 บาท ในขณะเดียวกันมีชาวนาจำนวนไม่น้อยที่เดือดร้อนเงิน เพราะถ้าขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำของรัฐบาลจะได้เงินช้าเป็นเดือน ๆ จึงหันไปขายข้าวให้โรงสีก็ยังได้ราคาตันละ 10,000-11,000 บาท สูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในยุคก่อน ๆ ที่ถูกกดราคารับซื้อเพียงตันละ 6,000-7,000 บาท เท่านั้น

มีการประเมินตัวเลขพบว่า ชาวนาที่ขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำมีรายได้สูงขึ้นตันละ 3,000-5,000 บาท (ขึ้นอยู่กับความชื้นและคุณภาพข้าวเปลือก) และมีชาวนาที่เดือดร้อนเรื่องเงินส่วนหนึ่งประมาณ 10% ไม่ได้ขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำ แต่นำไปขายให้โรงสีเพราะได้เงินเร็วกว่า ก็สามารถขายข้าวได้ในราคาสูงกว่าช่วงเดียวกันของสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วตันละ 4,000-5,000 บาท

จำนวน 10% ที่ชาวนาขายข้าวให้โรงสี คิดคำนวณจากผลผลิตข้าวเปลือก 15 ล้านตันต่อปี แสดงว่ามีข้าวเปลือกที่ไม่เข้าสู่โครงการรับจำนำ 1,500,000 ตัน (หรืออาจจะมากกว่านี้) คิดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของโรงสีที่ต้องจ่ายให้ชาวนาตันละ 4,000-5,000 บาท จึงเป็นต้นทุนทั้งระบบของโรงสีทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้นมา 6,000-7,500 ล้านบาท กับจำนวนข้าวเปลือกแค่ 1,500,000 ตัน (10% ของผลผลิต) ที่ไม่เข้าโครงการรับจำนำ

สรุปภาพรวมในช่วง 1 ปี ของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ประกาศใช้โครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้ต้นทุนของโรงสีที่ออกไปซื้อข้าวเปลือกแข่งกับโครงการรับจำนำข้าว สูงขึ้น 6,000-7,500 ล้านบาทต่อปี และเป็นตัวเลขที่ประเมินให้ต่ำสุดแล้ว ยังไม่รวมกับผลกระทบของผู้ส่งออกข้าวที่ได้ขายข้าวแบบล่วงหน้าให้ลูกค้าไปแล้วในราคายุคประกันราคา คือ ซื้อข้าวได้ในราคาต่ำกว่า 10,000 บาทต่อตัน แต่กว่าจะถึงเวลาส่งมอบให้ลูกค้า ไม่สามารถหาข้าวในราคาที่ตกลงกับลูกค้าได้ เนื่องจากเจอนโยบายจำนำข้าวที่ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 15,000 บาทต่อตัน (ความชื้นไม่เกิน 15%)  ผู้ส่งออกจึงกระอักเลือด เพราะถ้ามีออร์เดอร์ล่วงหน้า 1 ล้านตัน จะขาดทุนทันทีตันละหลายพันบาท

จากผลกระทบเหล่านี้ทั้งโรงสีและผู้ส่งออกข้าวจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ บางกลุ่มจึงออกมาเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลล้มโครงการรับจำนำข้าวด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น ปัญหาการทุจริตในขั้นตอนการรับจำนำ ปัญหาการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว และการเสียโอกาสในการแข่งขันกับตลาดส่งออก เนื่องจากราคาข้าวเปลือกในประเทศสูงขึ้น ถึงขนาดพยายามจุดประเด็นว่าประเทศไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้กับประเทศเวียดนาม และประเทศอินเดีย

นอกเหนือจากโรงสีและผู้ส่งออกข้าวที่ออกมาโวยวายเรื่องโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ยังมีนักวิชาการจากสถาบันต่าง ๆ รวมทั้งนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงออกมาช่วยถล่มโครงการรับจำนำข้าว นอกจากนี้ยังมีคณะอาจารย์บางกลุ่มจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)ออกมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าว

แต่เสียงโวยวายเหล่านี้น่าจะเอาไม่อยู่ เพราะแว่วว่ามีเสียงจากคนแดนไกลออกมาย้ำหัวตะปูว่า “รัฐบาลไทยควรยืดเวลาโครงการรับจำนำข้าวต่อไปอีกหลายปี นโยบายนี้รัฐบาลรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงกว่าอัตราในตลาด จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าต้นทุนของโครงการนี้ ราว 3 เท่า ถ้าจัดการกับกระบวนการนี้ใน 2-3 ปี ทุกอย่างจะเดินไปตามวิถีของมันและราคาข้าวในตลาดโลก กำลังสูงขึ้น”

ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังยืนยันหนักแน่นว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เนื่องจากผลประโยชน์ของโครงการนี้ตกอยู่กับชาวนา 15 ล้านคน ทั่วประเทศให้มีกำลังซื้อขึ้นมา ดังนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 55 จึงมีมติอนุมัติหลักการกรอบโครงการรับจำนำข้าวนาปี ฤดูกาลผลิตปี 55/56 จำนวน 26 ล้านตัน ด้วยวงเงินหมุนเวียน 2.4 แสนล้านบาท เฉพาะในส่วนของข้าวนาปีจำนวน 15 ล้านตัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 55 สิ้นสุดวันที่ 15 ก.ย. 56 ส่วนข้าวนาปรัง ยังไม่ได้มีการพิจารณาเนื่องจากผลผลิตรอบใหม่จะเริ่มตั้งแต่เดือน มี.ค. ไปแล้ว ซึ่งยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 6 เดือนจึงค่อย
พิจารณา

ฝุ่นที่ตลบอบอวลกับ “โครงการรับจำนำข้าว” ในเวลานี้ เพราะชาวนา 15 ล้านคน ทั่วประเทศได้รับประโยชน์ ในขณะที่ผู้ส่งออก-โรงสีทั่วประเทศได้รับความเสียหาย เนื่องจากเงินหายไปจากกระเป๋าปีละ 50,000-60,000 ล้านบาท คือ ย้ายจากกระเป๋าผู้ส่งออก-โรงสี ไปเข้ากระเป๋าชาวนา แล้วถ้ารัฐบาลอยู่ครบเทอม 4 ปี ผู้ส่งออก-โรงสี คงแทบกระอักเลือด นอกจากนี้ยังมีคนอีกกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวนา-ผู้ส่งออก-โรงสี ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นกัน เพราะกลัวชาวนาลืมตาอ้าปาก.

พยักฆ์น้อย
 


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 36,818 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น