วันพฤหัสบดี 23 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

กรณี ’ปัญหาข่มขืน-ภัยข่มขืน“ ในเมืองไทยนับวันสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายขึ้นเรื่อย ๆ ยุคนี้ไม่เฉพาะผู้หญิงวัยสาวหรือวัยรุ่น กับวัยเด็ก เด็กเล็ก ๆ แค่ขวบสองขวบ วัยกลางคน วัยชรา มีโอกาสตกเป็นเหยื่อข่มขืนได้ทั้งนั้น และไม่เฉพาะผู้หญิง แม้แต่กับผู้ชาย ในยุคนี้ก็เริ่มมีกรณีถูกข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งมีข่าว
   
กับผู้ที่กระทำการข่มขืน ยุคนี้ก็มิใช่มีเพียงคนไม่รู้จักมักจี่กับผู้เป็นเหยื่อ คนคุ้นหน้า คนรู้จัก ไม่ว่าจะมีสถานะอะไรกับเหยื่อ แม้แต่กับญาติ หรือแม้แต่พ่อแท้ ๆ ก็มีโอกาสจะเป็นผู้กระทำ ดังที่คงจะทราบ ๆ กันจากข่าว
   
ภัยข่มขืนในเมืองไทยดูจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

สังคมไทยจะยังคงชาชินแบบนี้ต่อไปหรือ??
   
ทั้งนี้ กับกรณีปัญหาข่มขืน-ภัยข่มขืน สมัยก่อนเมื่อเกิดเหตุครึกโครมขึ้น ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงกฎหมาย บางคนก็ว่า “เพราะกฎหมายไม่แรง” อย่างไรก็ตาม เสียงจากหลาย ๆ ฝ่ายที่เคยสะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ไว้ ก็มีการชี้ไว้ว่าไม่น่าจะเพราะเรื่องความแรงของกฎหมาย อย่างบางฝ่ายก็เคยมีการระบุไว้ว่า...
   
“ปัญหาไม่ใช่มาจากตัวกฎหมาย กฎหมายรุนแรงอยู่แล้ว ปัญหามาจากการไม่กลัวกฎหมาย การไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และเพราะขาดความเอาจริงเอาจังต่อเนื่อง เกิดเหตุรุนแรงทีก็ขยับตัวกันที”
   
และกับเรื่องกฎหมายนี้ก็ยังมีอีกหลายฝ่ายพูดถึง เช่น... กฎหมายเกี่ยวกับคดีข่มขืนในเมืองไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็แรงพออยู่แล้ว เพียงแต่ “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” ยังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้เต็มที่มากกว่าเดิม มิฉะนั้นผู้ที่คิดจะก่อเหตุก็จะไม่ค่อยยำเกรงกฎหมาย ซึ่งเมื่อคนมีค่านิยมผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศมาก มีแรงจูงใจทางสังคมในเรื่องเพศที่ผิด ๆ สูง หากการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ก็จะทำให้คนยับยั้งชั่งใจได้
   
“ข่มขืน ปัญหาไม่ได้เกิดจากช่องว่างของกฎหมาย แต่ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นได้จากกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นปัญหา” “น่าจะมีการพัฒนาระบบการใช้กฎหมายที่มีอยู่ และรัฐควรเปิดเผยตัวเลขสถิติคดีข่มขืนให้ชัดเจน เพื่อให้คนในสังคมได้ตระหนักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”
   
“กฎหมายควรต้องจริงจังกับคดีข่มขืนให้มาก ๆ จริง ๆ เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้เกิดคดีแบบนี้ซ้ำ ๆ ส่วนผู้ที่กระทำผิดไปแล้ว อยู่ในเรือนจำแล้ว รัฐก็ต้องให้ความสำคัญกับการบำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาก ๆ เพื่อที่ว่าพ้นโทษออกมาแล้วจะได้ไม่ก่อคดีซ้ำอย่างที่มีข่าวอยู่บ่อย ๆ”
   
นี่ว่ากันถึง “กฎหมาย” กับ “ภัยข่มขืน”
   
แต่ก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย
   
กับการ ’แก้ไขและป้องกันปัญหาข่มขืน-ภัยข่มขืน“ บางฝ่ายสะท้อนผ่าน “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ไว้ว่า...ปัจจัยที่ก่อให้เกิดคดีข่มขืนแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณี ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ชุมชน โรงเรียน รวมถึงสื่อต่าง ๆ ต้องช่วยกันรณรงค์ต่อต้านการกระทำที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง ’ภัยข่มขืน“ เป็นภัยที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องใส่ใจ!!
   
สถาบันการศึกษาก็สำคัญ ก็สามารถที่จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขและป้องกันปัญหาข่มขืนได้ ซึ่งสถาบันการศึกษาควรต้องช่วยแก้ปัญหา โดยสอนให้นักเรียนเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ และสอนให้เด็กผู้หญิงรู้เท่าทันปัญหาในปัจจุบัน สอนวิธีป้องกันที่เหมาะสม รวมถึงสอนวิธีปฏิบัติตัวหากปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
   
“การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่สามารถช่วยทำให้ปัญหาข่มขืนลดลงได้ โดยการให้ความรู้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง สามารถแทรกในหลักสูตร และต้องมีการสอน ควรมีการชี้ให้เด็ก ๆ ได้เห็นถึงผลร้ายจากการกระทำผิดแบบนี้ สอนให้รู้ผิดชอบชั่วดี ดีกว่าปล่อยให้เด็ก ๆ รู้แค่จากข่าว แล้วปล่อยผ่าน”
   
...นี่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่น่าพิจารณา
   
ขณะเดียวกัน บางฝ่ายก็สะท้อนว่า...การแก้ไขและป้องกันปัญหาข่มขืนนั้น ที่ผ่านมามาตรการทางสังคมดูจะอ่อนด้อย จนเกิดความอ่อนแอ การสกัดกั้น มาตรการในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการป้องกันปัญหา ก็ยังอ่อนแอมาก ซึ่งควรจะมองไปที่ต้นตอการเกิดของปัญหาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร การแก้ปัญหาควรจะต้องลงไปที่ระดับฐานรากจริง ๆ ต้องทำให้ชุมชนและคนในสังคมรับรู้ว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมแล้ว เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องช่วยกันแก้ ที่สำคัญจะต้องไม่ดำเนินกิจกรรมที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบ ’ฉาบฉวย“ แบบ ’คลื่นกระทบฝั่ง“ และรวมถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแล้วก็ต้องได้รับการปกป้องฟื้นฟูที่ดีจากชุมชนจากสังคมด้วย
   
“ภาครัฐ รัฐบาล ต้องจริงจังกับปัญหา และใส่ใจแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ การเมืองต้องไม่อ่อนแอไม่อ่อนแรงในการขับเคลื่อนข้าราชการ และต้องทำให้คนในสังคมเกิดความตระหนักว่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้สังคมได้รับรู้อันตรายตรงนี้”...นี่ก็เป็นเสียงสะท้อนที่น่าคิด
   
’ภัยข่มขืน“ หากชาชินกัน...มันก็จะยิ่ง ’ชุกชุม“
   
นี่ ’เป็นภัยสังคมที่รุนแรง“...นับวันยิ่งเลวร้าย
   
ทุกฝ่ายในสังคมไทย...’ไม่ตื่นตัวไม่ได้แล้ว!!“.
 


Tags:

บทความที่เกี่ยวข้อง


แบ่งปัน

จำนวนคนดู 9,497 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น