วันอาทิตย์ 21 ธันวาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้วางแผนพัฒนาการใช้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังแทนการเผา เพราะเชื้อจุลินทรีย์จะช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย ไถพรวนได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีถึง 50% ช่วยประหยัดต้นทุนและมีผลกำไรเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับโครงการนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า เกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่พยายามให้เกษตรกรลด ละ เลิกการเผาตอซัง เพราะการเผาตอซังข้าวหลังการเก็บเกี่ยว จะทำลายระบบนิเวศทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ทั้งด้านสังคม ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และได้มอบหมายให้ทุกส่วนช่วยกันรณรงค์ รวมทั้งร่วมกันบริหารจัดการ

ในอดีต หลังฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาจะใช้วิธีการไถกลบ เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ตามธรรมชาติย่อยสลายตอซังข้าวในระยะเวลาประมาณ 40-60 วัน แต่ทุกวันนี้ ชาวนาปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ วิธีไถกลบอาจล่าช้าเกินไป เพราะเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติจะไม่สามารถย่อยสลายตอซังได้ในระยะเวลาอันสั้น หากไถกลบและปลูกข้าวต่อทันที โดยไม่รอให้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังจนหมด แก๊สมีเทนที่เกิดในนาข้าวในระยะเวลาดังกล่าว จะทำให้ต้นข้าวเหลือง ไม่โต แคระแกร็น เรียกว่าอาการข้าวเมาตอซังได้

ปัจจุบัน ชาวนาส่วนใหญ่นิยมเผาตอซังเพราะไม่รู้จะทำลายฟางข้าวอย่างไรให้ได้ผลเร็วที่สุด ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา กรมวิชาการเกษตรพยายามศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว จนได้ข้อสรุปว่า หากนำจุลินทรีย์หลายชนิดที่มีความเข้มข้นสูงมาใช้ทำงานร่วมกัน จะสามารถย่อยสลายตอซังข้าวได้ในระยะเวลา 7-14 วัน

กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านวิจัยและพัฒนาพืช แม้ว่าจะไม่ได้รับผิดชอบในเรื่องการทำนาโดยตรง ก็เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ โดยเมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ถวายรายงานเรื่องการใช้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังในระบบการปลูกพืชหลังนาแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ทรงสนพระทัย และมีพระราชดำริให้ขยายการศึกษาทดลองต่อไป

ความจริง กรมวิชาการเกษตรมีหน่วยงานภายในคือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ดูแลธนาคารเชื้อพันธุ์ โดยรวบรวมเชื้อพันธุ์พืชและเชื้อจุลินทรีย์มากที่สุดในโลก อยู่ที่ปทุมธานี ขณะนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษา “การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังโดยไม่เผา” เป็นโครงการเร่งด่วนแล้ว โดยมอบให้ทีมนักวิจัยนำข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดมาประมวล แล้วคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์ต้นแบบมาทดสอบเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับเชื้อจุลินทรีย์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ผลการศึกษาพบว่า มีทั้งเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มเดียวกัน และเชื้อจุลินทรีย์กลุ่มใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในลักษณะทำงานร่วมกันหลาย ๆ ชนิดในสัดส่วนที่เหมาะสม จะได้ผลดีที่สุด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเล่าว่า ทีมนักวิจัยได้นำเชื้อจุลินทรีย์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดไปทดสอบในแปลงนาที่จังหวัดพิษณุโลกประมาณ 3-4 รอบ ปรากฏว่า สามารถ ย่อยสลายตอซังได้หมดภายใน 7 วันและสามารถปักดำหรือหว่านข้าวได้ต่อทันที โดยไม่ต้องไถ ช่วยประหยัดต้นทุนค่าไถนาได้มากถึงไร่ละ 400-500 บาททีเดียว

นอกจากนี้ การใช้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวในนา เท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่ดินในลักษณะปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยหมักจากฟางข้าวในท้องนาเหล่านี้ มีธาตุอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงต้นข้าวได้

ปัจจุบันภาคเกษตรของไทยใช้ปุ๋ยเคมีเป็นมูลค่าสูงถึงปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยนาข้าว เมืองไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 60 ล้านไร่ หากนำเชื้อจุลินทรีย์มาย่อยสลายตอซังข้าวในท้องนาทั่วประเทศ จะได้ปุ๋ยหมักจากฟางข้าวเป็นมูลค่า 3-4 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญ การเผาตอซังไม่ได้ทำลายฟางข้าวเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการทำลายดิน หรือฆ่าดินโดยตรง เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย นับตั้งแต่จุลินทรีย์ แมลง ไส้เดือนรวมทั้งโครงสร้างดินจะถูกทำลายหมดสิ้น นั่นคือการทำลายระบบนิเวศในท้องนาอย่างรุนแรง ทำให้ศัตรูพืชระบาดมากขึ้นทุกปีดังที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา.


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

แสดงความคิดเห็น