วันเสาร์ 30 สิงหาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ที่ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่มีการทดลองเลี้ยงปูนาในบ่อซีเมนต์ทั้งบ่อกลมและบ่อสี่เหลี่ยมโดยเกษตรกร เลี้ยงประมาณ 10 เดือน พบว่าปูได้ขนาดที่ต้องการและเลี้ยงง่าย กินอาหารง่าย สามารถแพร่พันธุ์ได้ และขั้นตอนในการเลี้ยงไม่ยุ่งยากไม่ต้องดูแลอะไรมากมายนัก

ปูนาเลี้ยงได้เช่นเดียวกับปูทะเลหรือปูม้า เทคนิคการเลี้ยงก็เรียบง่าย บ่อที่ใช้เลี้ยงปูนา จะเป็นบ่อดิน หรือบ่อซีเมนต์ ก็ได้ ถ้าเป็นบ่อดินควรมีอวนมุ้งตาถี่ล้อมรอบบ่อเพื่อป้องกันปูหนี ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์ก็สะดวกต่อการดูแลรักษาและการจัดการ บ่อเลี้ยงปูนาไม่ต้องสูงมาก เพื่อความสะดวกในการทำงานควรสูงไม่เกิน 60 ซม. ส่วนความกว้างยาวนั้นแล้วแต่ความเหมาะสม ข้อสำคัญของบ่อเลี้ยงปูนาคือ ประมาณ 3/4 ของพื้นที่บ่อควรเป็นดินสูงประมาณ 30 ซม. เพื่อให้ปูได้ขุดรูอยู่อาศัย ส่วนที่เป็นดินนี้จะลาดเข้าหา อีกส่วนหนึ่งที่เป็นน้ำ

การเลี้ยงเริ่มตั้งแต่นำลูกปูมาใส่บ่อเลี้ยงให้อาหารโดยลูกปูที่มีอายุในช่วง 15 วันแรก ควรให้ ไรแดง หนอนแดง เทา หรือไข่ตุ๋น กินเป็นอาหาร หลังจากนั้นให้ปลาหรือกุ้งสับอาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยงลูกปลาดุก เมื่อมีอายุประมาณ 30 วันก็นำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์เพื่อให้มีขนาดโตเต็มวัยโดยปล่อยเลี้ยงในปริมาณ 10,000 ตัวต่อเนื้อที่ 1 ตารางเมตร

ปูนาเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่มีกระดองแข็งหุ้มลำตัว กระดองมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีน้ำตาลดำหรือน้ำตาลม่วง กระดองด้านหน้าจะโค้งมนกลมและกระดองตอนหน้าระหว่างขอบตาแคบและขอบบนมีหนามงอกออกมา ปูนามีตา 2 ตา สามารถยกขึ้นลงไปมาในหลุมเบ้าตาและเหนือเบ้าตามีปุ่มเล็ก ๆ ข้างละปุ่ม มีปากอยู่ระหว่างตาทั้ง 2 ข้าง
        
มีขา 5 คู่ โดยขาคู่แรกนั้นมีขนาดใหญ่เรียกว่าก้ามหนีบใช้สำหรับจับสัตว์ที่มีขนาดเล็ก เป็นอาหาร ก้ามของปูตัวผู้จะใหญ่กว่าก้ามของตัวเมีย ก้ามซ้ายและก้ามขวาจะใหญ่ไม่เท่ากันและมักจะใหญ่สลับข้างกัน ตัวปูประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง ส่วนท้องมีลักษณะคล้ายแผ่นกระเบื้องเรียงต่อกันอยู่ 7 แผ่น เรียกว่า จับปิ้ง จับปิ้งของปูตัวผู้มีขนาดเล็กแต่จับปิ้งของตัวเมียมีลักษณะกลมและกว้าง ใช้สำหรับเก็บไข่และลูกปูไว้ ส่วนปลาย ของจับปิ้งจะใช้เป็นช่องเพื่อการขับถ่าย

ปูนาชอบขุดรูในทุ่งนา คันนา คันคูหรือคันคลองใกล้บริเวณแหล่งน้ำและแหล่งอาหาร ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ตำแหน่งและลักษณะของรูปูนานั้นจะมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ปูขุดรูบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง รูปูจะเอียงเล็กน้อยและปากรูจะอยู่เหนือน้ำหรือต่ำกว่าน้ำเล็กน้อยเพื่อความสะดวกในการเข้าออก จะเอียงทำมุมประมาณ 30-60 องศากับแนวระดับ ส่วนใหญ่รูปูจะตรงไม่คดเคี้ยว ในบริเวณที่มีความชื้นสูงหรือบริเวณที่น้ำตื้นมากรูปูจะอยู่ไม่ลึกและจะขนานไปกับพื้นดิน

การผสมพันธุ์จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน คือ ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม โดยปูตัวเมียจะหงายส่วนท้องขึ้นและเปิดจับปิ้งออกและตัวผู้จะสอดขาเข้าไปในส่วนท้องของเพศเมีย เพื่อปล่อยน้ำเชื้อไปเก็บไว้บริเวณถุงเก็บน้ำเชื้อที่อยู่ระหว่างจับปิ้งกับอวัยวะช่วยผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงและปูตัวเมียสามารถเก็บน้ำเชื้อตัวผู้ที่มีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 3 ถึง 4 เดือน ปูมีไข่ในท้องประมาณ 700 ฟอง การจับคู่ของปูจะดำเนินต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2-3 วัน และปูตัวผู้จะคงเกาะบนหลังของปูตัวเมียเพื่อให้ความคุ้มครองจนกว่าปูตัวเมีย จะแข็งแรงและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติ

เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมเป็นช่วงฤดูจำศีลของปู ปูจะลงรูและไม่กินอาหารและไม่เคลื่อนไหวถ้าไม่จำเป็นเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ปูจะขึ้นจากรูออกมาหากินอีกครั้งเมื่อมีอาหารอุดมสมบูรณ์ และจะเริ่มกลับมาผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝน

ปัจจุบันแหล่งที่อยู่ของปูถูกทำลายจากการใช้ยากำจัดหอยและปูในนาข้าว ส่งผลให้จำนวนปูในธรรมชาติลดลง ปูที่มีอยู่ก็อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีซึ่งจะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภค ในอดีตมีปูจำนวนมากตามท้องทุ่งนาชาวบ้านจะออกไปจับเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร ไว้รับประทาน เช่น ทำลาบปู อ่องปู แกงปูนา ปูดอง ปูนึ่ง หรือหากเก็บปูได้จำนวนมาก ๆ ก็จะนำไปทำน้ำปูเพื่อเก็บไว้รับประทานเป็นแรมปี แต่ในปัจจุบันการจับปูไม่ได้ง่ายเหมือนในอดีตเพราะมีจำนวนน้อยลง  ราคาปูนาในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ 10-15 บาท ต่อกิโลกรัม บางพื้นที่สูงถึงกิโลกรัมละ 35 บาท ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขายได้ในราคาตัวละ 1 บาท โดยเฉพาะในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ปูขาดแคลน จะมีราคาถึงกิโลกรัมละ 50 บาท.
 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 98,931 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น