วันพฤหัสบดี 23 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการสูงสุด   ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวในงานแถลงข่าวครบรอบ 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ว่า อัยการเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  และขอยืนยันว่า อัยการเป็นกลางในการสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่เป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องมีอิสระในการทำงาน ทำทุกอย่างทำไปตามหลักของเหตุผลและตามหลักนิติธรรม ไม่สั่งคดีไปตามกระแส ไม่มีระบบ 2 มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความไว้วางใจ และหากใครสงสัยในการทำงานของอัยการก็สามารถตรวจสอบได้

“ ตลอดระยะเวลาที่ตนรับตำแหน่งอัยการสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่กว่า 3 ปี  ขอยืนยันว่าอัยการทำคดีโดยเที่ยงธรรม เป็นกลาง สร้างสามัคคี โปร่งใสในหน้าที่ และภักดีต่อแผ่นดิน  ไม่เข้าข้างพรรคการเมืองใดและไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อให้ประชาชนเกิดไว้วางใจมากที่สุด ” อัยการสูงสุดกล่าว

นายจุลสิงห์  ยังกล่าวถึงโครงการติดกำไลข้อมือควบคุมนักโทษของกรมราชทัณฑ์ด้วยว่า โดยหลักการแล้วตนเห็นด้วยซึ่งต่างประเทศทำกันมานานแล้ว นอกจากประหยัดงบประมาณ ในแง่ของการควบคุมตัวด้วยกำไลก็ดีเพราะหากตัวผู้ที่ถูกใส่กำไลออกนอกพื้นที่ที่กำหนดก็จะมีเสียงดัง ขณะที่แม้จะใส่กำไลควบคุมตัวแต่หากจะออกไปพื้นที่ใดก็ต้องแจ้งหรือรายงานตัว ในต่างประเทศเขาจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกันตัวไว้ด้วยว่า หากผู้ที่ใส่กำไลโดยไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ แต่ออกไปอยู่ที่บ้านแล้ว ห้ามออกนอกพื้นที่จากที่กำหนดไว้ และห้ามพูดคุยกับบุคคลอื่น หากจะไปไหน หรือพูดคุยกับบุคคลใดก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน เหมือนตัวอย่าง กรณีของนายราเกซ สักเสนา จำเลยคดีการเงินที่อัยการเคยขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ตัวอยู่แคนาดาแล้วได้รับการประกันตัวแต่ต้องอยู่ในการควบคุมจะพบบุคคลได้เพียงแค่แพทย์ และทนายความ

ดังนั้น เมื่อควบคุมตัวผู้ต้องหาด้วยการใส่กำไล ข้อดีจะไม่สามารถไปรบกวนพยานหลักฐาน โดยถ้ามีการร้องเรียนว่าผู้ที่ใส่กำไลข้อมือไปคุกคามใคร หรือข่มขู่พยานก็จะถอนประกัน ขณะที่เมื่อใส่กำไลแล้วจะถอดออกเองไม่ได้และถ้าอยู่นอกเขตที่เจ้าหน้าที่กำหนดเสียงก็จะดังเตือน แล้วก็จะถูกติดตามตัวจนเจอ กำไลข้อมือจึงน่าจะเป็นเรื่องดี เพียงแต่ต้องกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การห้ามพบบุคคลอื่น หรือพบใครได้เฉพาะที่ระบุยืนยันตัวบุคคลไว้เหมือนที่ต่างประเทศทำ เราจะได้มั่นใจว่าผู้ที่กระทำความผิดแล้วถูกสวมกำไลข้อมือจะอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ และหากละเมิดแม้แต่ครั้งเดียวผู้ต้องหานั้นต้องถูกถอนประกัน หรือจำเลย –นักโทษนั้นถูกส่งกลับเข้าเรือนจำทันที อย่างไรก็ตามโทษจำคุกยังคงต้องมีอยู่

ทั้งนี้นายจุลสิงห์ ยังตอบคำถามการติดตามตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องโทษจำคุก 2 ปีตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษกว่า โดยปกติอัยการก็มีหน้าที่ต้องติดตามผู้กระทำผิดส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมา แต่ในการขอส่งตัวแต่ละประเทศมีเอกสิทธิ์ที่จะพิจารณาว่าจะส่งตัวกลับมาหรือไม่ แต่ปฏิเสธที่จะตอบว่า สามารถติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาให้ทันก่อนคดีจะหมดอายุความ 10 ปี หรือไม่

เมื่อถามถึงคดีพิพาทที่ บริษัทวอเตอร์ บราวน์ (Walter Bau AG) ผู้รับเหมาจากประเทศเยอรมนี ผู้ถือหุ้นบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้รับสัมปทานโครงการโทลล์เวย์ วงเงิน 29 ล้านยูโร หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท ยื่นฟ้องศาลนิวยอร์ค บังคับให้ไทย จ่ายค่าเสียหายทำตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ จากกรณีกล่าวหารัฐบาลไทยไม่ปฏิบัติตามสัญญา มีการย้ายสนามบินดอนเมือง สร้างทางแข่งขันบนถนนวิภาวดีรังสิต แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นิวยอร์ค จะยืนยันให้ทางการไทยจ่ายตามคำวินิจฉัยอนุญาตโตตุลาการ แต่ยังมีคดีที่การฟ้องในเขตอำนาจศาลเบอร์ลิน ประเทศเยอรมันด้วย ศาลชั้นต้นของเยอรมันก็สั่งให้ทางการไทยต้องจ่ายเงินเช่นกัน แต่ล่าสุดอัยการได้อุทธรณ์ต่อศาลสูงเยอรมัน โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลสูงมีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นไปสืบพยานใหม่ตามที่ทางการไทย เคยร้องขอไป

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อเริ่มกระบวนการสืบพยานของไทยใหม่ โดยอัยการไทยจะส่งทีมไปสืบพยานแต่ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดนัดสืบพยาน ซึ่งคาดว่าศาลจะพิจารณาโดยเร็วโดยอัยการไทยจะทำคำร้องเร่งการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ดีที่ผ่านมาที่ได้วางหนังสือค้ำประกันเป็นเงินประกันประมาณ 40 ล้านยูโรไว้ในชั้นพิจารณานั้น ก็กำลังจะขอคืนมาเพราะได้สืบพยานใหม่แล้ว ทั้งนี้ครั้งแรกยอมรับเมื่อศาลให้ทางการไทยต้องจ่ายเราในฐานะคนที่ทำคดีก็ใจแป้ว แต่อัยการมั่นใจว่าทางการไทยดำเนินอย่างถูกต้อง ซึ่งในการอุทธรณ์อัยการก็เห็นว่า บริษัทที่เป็นโจทก์ฟ้องไม่ควรมีสิทธิ์เหนือรัฐบาลไทยในเรื่องพยานที่ยังไม่ได้สืบ 

เมื่อถามถึงการทำงานของอัยการเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายจุลสิงห์ กล่าวว่า ในทางการทำสำนวนคดี วันนี้ตนได้เสนอโครงการต่อคณะกรรมการอัยการ ( ก.อ.) พิจารณาจัดตั้งสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายความมั่นคง  เพื่อดูแลคดีเกี่ยวกับความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้   ร่วมกับ ศอบต.โดยมีอัยการชั้นผู้ใหญ่ที่มีความอาวุโสและมีประสบการณ์ในการสั่งคดี ควบคุมดูแลรับผิดชอบคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย

โดยขอยืนยันว่าไม่ใช่เพื่อให้ฝ่ายรัฐชนะทุกคดี แต่เพื่อต้องการพิสูจน์ความจริงและให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย เช่น การจับแพะ หรือการจับผิดตัว เพื่อทำงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล คาดว่าหาก ก.อ.เห็นชอบภายใน 1 ปี น่าจะดำเนินการได้ ส่วนอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อยู่แล้วนั้น ยืนยันว่าจะให้ความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสวัสดิการต่างๆได้อย่างเต็มที่ 

ด้านนายสมชาย คูวิจิตรสุวรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงการตั้งอัยการดูแลคดีฝ่ายความมั่นคงเป็นการเฉพาะว่า  สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายความมั่นคงที่ตั้งขึ้นนี้ จะดูแลรับผิดชอบคดีเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ในอำนาจอัยการเขตพื้นที่ภาค 9โดยอยู่ใต้บังคับบัญชาของอธิบดีอัยการภาค 9 ขณะที่คุณสมบัติของอัยการจะต้องเป็นอัยการที่มีระดับความอาวุโส ตั้งแต่อัยการพิเศษฝ่ายหรือระดับ 5 ขึ้นไป  ส่วนคณะทำงานจะต้องไม่น้อยกว่า 3-4 คน  เพื่อดูแลคดีเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่  ดูแลการสืบสวนสอบสวนด้านคดีและการคุ้มครองพยาน  เพื่อสอดรับนโยบายรัฐบาล. 

 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 7,244 ครั้ง