วันพฤหัสบดี 24 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

วันนี้ (9 ก.พ.) จากการสั่งการของ พ.ต.ท.สายสิน ศรวิชัย ผบ.ร้อย ตชด.214 นำโดย ร.ต.อ.มนัส ทองปน รอง ผบ.ร้อย ตชด.214 พร้อมกำลัง เจ้าหน้าที่ ตชด.214, ตชด.2143, เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร.2332 และ จนท.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ และพระทองมูล ปิยะธรรมโม พระลูกวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต.จรัสฯ รวม  8 นาย ได้สนธิกำลังกันร่วมลาดตระเวณเพื่อป้องกันปราบปราบกาลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่เขตอนุรักษ์พันสัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  ก่อนจะได้ยินเสียงการโค่นต้นไม้และถากไม้พะยูงกลางป่าที่บริเวณป่าทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ต.จรัสฯซึงอยู่ห่างจากวัดประมาณ 3 กิโลเมตร 
 

จากนั้นจึงวิทยุขอกำลังสนับสนุนรวม 8 นายเพื่อทำการดักซุ่มและวางแผนล้อมจับปฏิบัติการดังกล่าวสามารถจับกุม ผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวกัมพูชา 2 ราย ทราบชื่อคือ นายเพี๊ยะ  ซา  และนายเพี๊ยะ  ไปร  2 พี่น้องชาวกัมพูชา อยู่บ้านตระเปียงตาว อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย  พร้อมของกลางไม้พยูงกลม 2 ท่อน เส้นผ่าศูนย์กลาง 73 ซ.ม.ยาว 1 เมตรและเส้นผ่าศูนย์กลาง 77 ซ.ม.ความยาว 1.20 เมตร และขวาน 1 เล่ม เลื่อยอีก 1 ปืน ผู้ต้องหาชาวกัมพูชาสารภาพว่าได้ลักลอบเข้ามาตัดไม้ในป่าฝั่งไทยพร้อมกับเพื่อนชาวกัมพูชาทั้งหมด 12 คน  ส่วนที่เหลือ 10 คนวิ่งหนีรอดไปได้ ส่วนค่าจ้างที่ได้รับต่อท่อนหากสามารถแบกกลับไปส่งถึงนายทุนในฝั่งกัมพูชาที่มารอรับซื้อได้ ราคาอยู่ที่ 2,000-2,500 บาท ต่อท่อนเหลี่ยมแล้วแต่ขนาดของไม้

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่พบต้นไม้พยูงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซ.ม.อีก 2 ต้นที่ถูกโค่นแล้วแต่ยังไม่ทันจะเลื่อยซอยเป้นท่อนเพื่อขนกลับไปขายในฝั่งกัมพูชา กลับถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมได้เสียก่อน  แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำต้นไม้ของกลางกลับออกมาได้เนื่องจากอยู่ในป่าลึก ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.บัวเชดฯเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
 

โดยเจ้าหน้าที่ไทย ระบุว่าในระยะนี้พบชาวกัมพูข้ามพื้นที่เข้ามาลักลอบตัดไม้พะยูงในป่าเขตไทยถี่มากขึ้นในลักษณะกระจายตัดแบบกองทัพมด เนื่องจากมีราคาสูง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สภาพป่าสมบูรณ์และถือว่าเป็นป่าที่มีไม้พะยูงอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทำให้เป็นเป้าหมายของนายทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ต้องการไม้พะยูงส่งไปขายในต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงมากกว่านี้หลายเท่าตัว และบริเวณดังกล่าวถือว่าเป็นสุญญากาศที่ล่อแหลมต่อการลักลอบตัดไม้ หากรัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญและหาวิธีแก้ปัญหา ไม้พะยูงก็อาจค่อยๆหมดไปได้ในอนาคต จากทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ที่ไม่เพียงพอและงบประมาณสนับสนุนรวมทั้งการเอาจริงเอาจังต่างๆจากหน่วยงานระดับภาครัฐบาล

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 9,555 ครั้ง