วันพุธ 3 กันยายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เมื่อนายเอี่ยม คัมภิรานนท์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ลุงเอี่ยม” อายุ 62 ปี ชาว ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ขอทานผู้มีร่างกายพิการเป็นโปลิโอ แขนขาลีบ ลิ้นไก่สั้น พูดไม่ชัด นำเงินที่เก็บหอมรอมริบจากการขอทาน บริจาคถวายวัดไร่ขิง พระอารามหลวง อ.สามพราน จ.นครปฐม 999,999 บาท พร้อมกับว่าจ้างวงดนตรีลูกทุ่งสาวชื่อดังมาแสดงให้ชมฟรี เมื่อคืนวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา


ลุงเอี่ยม เล่าด้วยเสียงสั่นตะกุกตะกัก แต่ใบหน้ายิ้มอิ่มบุญ พอจับใจความว่า  ทำบุญปีมาทั้งหมด 37 ปี ครั้งแรกทำ 300 บาท ครั้งที่สองทำ 600 บาท ครั้งที่สามทำ 1,000 บาท แล้วก็ทำเพิ่มมาเรื่อยๆ เพราะตนเป็นคนพิการเลยตั้งใจทำบุญ หวังขอให้ผลบุญส่งให้ตนมีร่างกายที่สมบูรณ์


โดยในปีหน้า ตั้งเป้าจะเก็บเงินให้ถึง 2,000,000 บาท เพื่อบริจาคให้วัด


ขณะที่คนในพื้นที่ ต่างระบุว่า ในความเป็นจริงแล้ว ลุงเอี่ยมไม่ใช่ขอทาน ไม่เคยขอเงินใคร  คนที่ให้เงินลุงเอี่ยมต่างให้ด้วยความเมตตา ลุงเอี่ยมไม่ได้เรียกร้องอะไร นอกเหนือจากความเมตตาแล้ว ลุงเอี่ยมยังเป็นคนที่อารมณ์ดี นิสัยดี แถมยังให้หวยแม่น เขียนหวยให้ชาวบ้านถูกหลายงวด ชาวบ้านจึงนำเงินที่ถูกหวยแบ่งให้ลุงเอี่ยมใช้บ่อยๆ เงินของลุงเอี่ยมทุกบาทที่เขาได้มา ก็จะนำเงินมาฝากไว้ที่เจ้าอาวาส พอถึงงานบุญทุกปี ลุงเอี่ยมก็จะไปขอเบิก และนำมาถวายวัด ซึ่งลุงเอี่ยมได้ทำอย่างนี้มาตลอดเป็นประจำ แต่ที่เป็นข่าวก็เนื่องจากว่า เงินในครั้งนี้มันมากถึง 1 ล้านบาทเท่านั้นเอง


เชื่อว่าเรื่องราวชีวิตของ “ลุงเอี่ยม” ชายพิการผู้ใจบุญ จะถูกกล่าวถึงอีกหลายครั้งหลายครา ในแง่ของความกตัญญู ศรัทธาและการทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา แม้ร่างกายจะพิการ แต่ใจของลุงเอี่ยมไม่เคยพิการ


อย่างไรก็ตาม หากมองเรื่องความใจบุญของลุงเอี่ยม เปรียบได้เป็นแสงสว่างเจิดจ้าที่ปลายอุโมงค์ฉันใด  เรื่องราวของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับให้เร่ร่อนขอทาน คงเปรียบได้กับความมืดที่ก้นหุบเหวลึก ฉันนั้น


ลุงเอี่ยมผู้ใจบุญที่มีร่างกายพิการ มีคนนำเงินมอบให้ด้วยความสงสารทุกครั้งที่พบเห็น ส่วนเหยื่อตัวน้อย ต้องถูกขบวนการโฉด ทุบตี บังคับให้ออกเรี่ยไรเงินให้ได้ตามยอดที่ตั้งเป้าไว้ บางครั้งต้องทำงานกว่าวันละ 12 ชม.


กรรมวิธีเรียกความสงสาร มีตั้งแต่ให้เด็กแต่งกายซอมซ่อ อดข้าวจนผอมโซ เลวร้ายสุดถึงขั้นจับโกนหัวแต่งกายเลียนแบบเณร และบังคับให้เสพยาเพื่อตกเป็นทาสทำตามคำสั่ง


รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศไทย ปี 2554-2555 โดยมูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า การนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานยังเป็นกรณีการค้ามนุษย์ที่มีแนวโน้มของสถานการณ์ปัญหาที่เพิ่มสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ถูกนำพามาจากประเทศกัมพูชาและพม่า ตามลำดับ    ส่วนจำนวนเด็กขอทานในประเทศไทยที่แน่นอน ยังไม่มีหน่วยงานใดทำการสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการกระจายตัวออกไปในหลายพื้นที่ 


ทั้งนี้ การนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานเริ่มมีการเปลี่ยนรูปแบบจากการนำเด็กมานั่งขอทานธรรมดา  เป็นการให้เด็กขายดอกไม้ หรือสินค้า ตามสถานบริการต่างๆ ในยามค่ำคืน 

ภาพรวมของการค้ามนุษย์ โดยการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กขอทานหนึ่งคน สามารถหาเงินได้ตั้งแต่ 300 - 1,000 บาทขึ้นไป   ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ขบวนการค้ามนุษย์จะพยายามเคลื่อนย้ายเด็กเข้ามาขอทานในประเทศไทย แม้ว่าจะถูกจับกุมและส่งกลับไปประเทศต้นทางหลายครั้งก็ตาม


นอกจากนี้ ยังพบปัญหาสำคัญ คือ ครอบครัวชาวกัมพูชาที่เคยเดินทางเข้าประเทศไทยมากับขบวนการนายหน้าในครั้งแรกแล้วถูกจับกุมผลักดันกลับประเทศไป จะนำลูกหลานของตัวเองเข้ามาขอทานในประเทศไทยอีกครั้ง โดยเดินทางเข้ามาด้วยตนเอง  และเมื่อมีความชำนาญจะเริ่มชักชวนคนในชุมชนมาขอทานในประเทศไทย เป็นการผันตัวเองเป็นนายหน้านำพาเด็กมาขอทานอีกทอดหนึ่ง


ในรอบปี 2554 ถึงปัจจุบัน แม้ว่าจะมีรายงานการลักพาตัวเด็กในประเทศไทย เพื่อบังคับให้เร่ร่อนขอทาน  แต่ลักษณะการกระทำความผิด ไม่ใช่กลุ่มแก๊งเครือข่ายอาชญากรรม  ผู้กระทำความผิด มักก่อเหตุตามลำพัง การนำเด็กมาขอทานในประเทศไทย อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วย อำนวยความสะดวกในการหลบหนีเข้าเมือง  ส่วนการเรียกรับผลประโยชน์ หรือ ควบคุมแก๊งขอทานในพื้นที่  ยังไม่มีปรากฏรายงานว่ามีการกระทำเช่นนั้นเกิดขึ้น


ขณะเดียวกัน โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ระบุว่า มีเด็กขอทานที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในลักษณะดังกล่าวนี้อีกเป็นจำนวนมาก ที่ยังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2554 คาดว่าสถานการณ์เด็กขอทานในปี 2555 จะยังคงมีสภาพปัญหาที่มีความรุนแรงเช่นเดิม  ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมให้เปลี่ยนพฤติกรรมการให้เงินกับเด็กขอทาน เป็นการแจ้งเบาะแสแทน  จะเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานได้อย่างยั่งยืนที่สุด


อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา  พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ของกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ประจำปี 2554 ระบุว่าประเทศไทยยังถูกจัดอยู่ในอันดับ Tier 2 watch คือกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง หรือประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ แม้ประเทศไทยจะมีการออก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ก็ตามที


รายงานประจำปีของสหรัฐเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ได้ระบุว่า รัฐบาลไทยรายงานว่าศาลพิพากษาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ 18 คดีในปี 2553 เพิ่มจากปีก่อนหน้านั้น ซึ่งเท่าที่ทราบมีอยู่ 8 คดี จากข้อมูลที่ได้รับภายในเดือนพฤษภาคม 2554 ในจำนวน 18 คดีที่ถูกพิพากษาลงโทษ มีเพียง 5 คดีเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นคดีค้ามนุษย์ ส่วนการสอบสวนคดีบังคับใช้แรงงานต่างด้าว มีไม่กี่คดีที่มีการจับกุมนักค้ามนุษย์ และผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไม่ค่อยถูกดำเนินคดีในชั้นศาล โดยระบบยุติธรรมยังคงมีความล่าช้าในการจัดการกับคดีอาญา รวมทั้งคดีค้ามนุษย์


ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทย โดยเฉพาะการนำเด็กไทยหรือต่างด้าวมาขอทาน เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรอวันสะสาง โดยอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ร่วมติดตามและแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนต่อไป.

ขอขอบคุณข้อมูลจากมูลนิธิกระจกเงา/ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 35,074 ครั้ง