วันศุกร์ 24 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

 

วันนี้ ( 1 ม.ค.) นายธนวีร์  ประวัติ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบิน  จ.ราชบุรี  กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของนายสุเทพ  จ้อยศรีเกตุ ผู้คุมที่ถูกผู้ต้องขังจับเป็นตัวประกันก่อนลงมือใช้มีดทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตว่า   ได้หารือกับญาติผู้เสียชีวิตแล้วว่าจะตั้งสวดอภิธรรมศพนายสุเทพที่วัดหนองนางแพรวทุกวัน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 ม.ค.นี้ ซึ่งจะมีการขอพระราชทานเพลิงศพในเวลา 16.00 น.  เพื่อเป็นเกียรติให้กับครอบครัว  ทั้งนี้ เรือนจำพยายามดำเนินการให้ความช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่ โดยตนจะเปิดบัญชีเพื่อระดมเงินช่วยเหลือเป็นกองทุนให้กับครอบครัวนายสุเทพ  พร้อมกันนี้ยังเตรียมทำหนังสือเวียนไปยังผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศที่ต้องการสมทบเงินช่วยเหลือด้วย  ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายในวันพรุ่งนี้(2 ม.ค.)ได้ขอให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูลการปฏิบัติการทั้งหมดตลอดจนหารือถึงแนวทางการเยียวยาให้เป็นไปตามระเบียบ  เบื้องต้นทางญาติไม่ได้เรียกร้องความช่วยเหลืออื่นใดเพิ่มเติม
 

ผบ.เรือนจำกลางเขาบิน กล่าวต่อว่า  หลังเกิดเหตุการณ์เป็นธรรมดาที่ผู้คุมคนอื่นต้องรู้สึกหวั่นไหวบ้าง แต่ทุกคนก็ยังทำงานตามปกติเช่นทุกวัน  ส่วนนช.สุทธิรักษ์  แสงอาทิตย์ 1 ในผู้ต้องขังที่ร่วมก่อเหตุได้แยกไปคุมขังในแดนอื่นก่อนที่จะมีการพิจารณาโทษทางวินัยและกฎหมายต่อไป   สำหรับผู้ต้องขังที่ก่อเหตุทั้ง 3 รายล้วนเป็นผู้ต้องขังคดีฆ่าคนตาย โดย 1 รายที่ถูกวิสามัญเป็นผู้ต้องขังที่ได้รับอภัยโทษมาแล้ว 2 ครั้ง  จากโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือโทษเพียง 40 ปี ไม่มีใครคาดคิดว่าจะร่วมก่อเหตุร้าย  โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 3 ราย ไม่มีพฤติกรรมเป็นหัวโจกหรือมีบทบาทสำคัญจนถูกขึ้นบัญชีดำ  อย่างไรก็ตาม  ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดวิพากษ์วิจารณ์ถึงปฏิบัติการที่นำไปสู่ความสูญเสีย และให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน เพราะทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ภายใต้สถานการณ์ที่ยากต่อการประเมิน  ที่ผ่านมาตนยอมรับไม่คาดคิดว่าจะมีการจับตัวประกัน  แต่ประเมินถึงการก่อหวอดและได้ป้องกันด้วยการตรวจค้นอาวุธช่วงอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับอาวุธที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธที่มีการดัดแปลงงเป็นมีดและเหล็กแหลม ส่วนในเป้ที่พบว่าผู้ต้องขังสะพายอยู่นั้นตนไม่ทราบว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ รวมถึงกรณีที่มีการระบุว่าพบอาวุธปืนในตัวผู้ต้องขังเพราะมีเพียงตำรวจที่เข้าปฏิบัติการและเคลียพื้นที่ ดังนั้น ต้องให้เป็นหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว
 

ผบ.เรือนจำกลางเขาบิน กล่าวอีกว่า ที่เรือนจำมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา แต่จุดอ่อนสำคัญคือจำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อยมากประมาณ 120-130 คนเท่านั้น โดยเฉลี่ยแดนใหญ่ที่มีผู้ต้องขังประมาณ 900-1,000 คน จะมีผู้คุมแดนละ 10 คนในวันธรรมดา และ5-6 คนในช่วงวันหยุด  ขณะที่ต่างประเทศการควบคุมผู้ต้องขังจะมีสัดส่วนผู้ต้อง 5 คน ต่อผู้คุม 1 คน ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือการสนับสนุนบุคลากรให้เหมาะสม  ควบคู่กับการลดปริมาณผู้ต้องขังที่ถูกนำตัวเข้าเรือนจำให้มีเฉพาะผู้ที่สมควรถูกต้องขังจริง ๆ บางรายที่สามารถลงโทษด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกอื่นก็ไม่ควรส่งเข้าเรือนจำ  นอกจากนี้เรือนจำควรมีหลายแดนเพื่อไม่ให้แออัดและยากต่อการดูแล  ควรมีผู้ต้องขังแดนละไม่เกิน 300 คน 
 

“ตนขอให้ความสูญเสียลูกน้องครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทุกฝ่ายควรหันมามองปัญหาอย่างเป็นระบบ  โดยเฉพาะรัฐบาลควรเข้ามาดูว่าราชทัณฑ์ยังขาดสิ่งใด และเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง  อย่าให้เหมือนที่ผ่านมาพอเกิดปัญหาก็ค่อยพูดถึงแล้วก็เงียบหาย  ข้อจำกัดด้านจำนวนคนทำงานเป็นเรื่องสำคัญที่วันนี้ต้องมาพูดกันให้ชัด การทำงานเรือนจำคนทำงานทุกคนเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่การควบคุมผู้ต้องขังเปรียบเหมือนการจับโคลนเหลวๆ  ถ้าปล่อยมือก็เละ หากบีบโคลนก็เล็ดรอดตามซอกนิ้ว ดังนั้นผู้คุมต้องหาวิธีทำอย่างไรให้สามารถประคองโคลนให้อยู่ในมือได้  ถือเป็นเรื่องยากมาก  ผู้คุมทำงานกับคนไม่ใช่เครื่องจักร จึงไม่มีโอกาสรู้ถึงความคิดคนเหล่านี้ได้เลย” ผบ.เรือนจำกลางเขาบิน กล่าว
 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 9,738 ครั้ง