วันพฤหัสบดี 27 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (17 ก.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ พล.ต.ต.พิสิฎฐ์ พิสุทธิ์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.ปิยะวัชร์ บุญยืนอนนต์ ผกก.สส.บก.น.5 พร้อมด้วยพ.ต.อ.มาโนช รัตนโชติ ผกก. สน.พระโขนง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสน.พระโขนง แถลงข่าวผลการจับกุม นางจอม (นามสมมติ) อายุ 55 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆ่าหลานชายวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม.1 เสียชีวิต ก่อนจะลากศพไปทิ้งที่บันไดหนีไฟภายในอาคารที่พัก เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมของกลางไม้ 1 ท่อน ยาวประมาณ 1 เมตร และผ้านวมห่มนอน 1 ผืน

พล.ต.ท.คำรณวิทย์กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญ ฝ่ายสืบสวนได้ควบคุมตัวยายที่อยู่กับเด็ก 2 คน ไปสอบปากคำ แต่ก็ยังให้การวกวน และปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนฆ่า ซึ่งนางจอมเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจตั้งแต่แรกแล้ว แต่สาเหตุที่ยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้เนื่องจากต้องการให้ผ่านงานศพของหลานชายไปก่อน ไม่อยากให้ครอบครัวต้องสะเทือนใจมากไปกว่านี้ หลังจากเสร็จสิ้นงานศพตำรวจได้เชิญตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ประกอบกับมีหลักฐานที่รวบรวมได้บางส่วนที่บ่งชี้ว่านางจอมเป็นคนลงมือฆ่าหลานชาย ซึ่งผู้ต้องหาก็ยอมรับสารภาพว่าใช้ไม้ที่อยู่ในห้องฟาดไปที่ศีรษะของหลานชาย 1 ครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ถึงกับเสียชีวิต จากนั้นได้ลากศพไปในจุดที่ได้พบศพ ซึ่งขณะนี้ก็รับสารภาพทั้งหมด สาหตุที่ตนยังไม่ให้ข้อมูลทันที เนื่องจากตำรวจจะฟังคำรับสารภาพจากผู้ต้องหาฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมีหลักฐานอื่นๆที่มายืนยันพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงๆ  เมื่อคืนที่ผ่านมาตำรวจทำงานทั้งคืนก็ได้ไม้ที่ใช้ตีและผ้าห่มที่คลุมศพและใช้ลากไป โดยก่อเหตุเพียงคนเดียว

จากการสอบสวนนางจอมให้การทั้งน้ำตาว่า เป็นคนลงมือฆ่าหลานชายจริง สาเหตุเกิดจากจากความกดดันที่หลานชายชอบก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น จนทำให้ต้องอับอาย เพิ่งจะเข้าเรียนที่ใหม่ได้ไม่กี่เดือน ก็ก่อเรื่องจนอาจารย์ต้องเชิญผู้ปกครองไปพบ นักเรียนตั้ง 2 พันกว่าคนแต่หลานเกเรอยู่คนเดียว หลานชายมีพฤติกรรมก้าวร้าวและเกเร เวลาว่ากล่าวตักเตือนมักจะเถียงและทุบตี ก่อนหน้านี้เคยทุบที่หน้าอกจนตนหายใจไม่ออกเป็นลมล้มพับไป แม้ตนจะพยายามตักเตือนอบรมยังไม่เชื่อฟัง ทุกครั้งที่มีปัญหาไม่เคยบอกให้แม่ของน้องเบิร์ดรู้เลย เพราะกลัวว่าจะเสียใจที่ลูกเป็นเด็กเกเร

“ก่อนเกิดเหตุหลังจากที่รู้ว่าหลานทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนก็ว่ากล่าวตักเตือน จากนั้นหลานได้ขอเงินจำนวน 500 บาท เพื่อจะไปเที่ยวแต่ก็บอกไปว่าไม่มี หลานก็เอามีดมาจี้พยายามจะทำร้าย ยายจึงบอกว่าอย่าทำยายเลย ยังไงยายก็ให้เงินอยู่แล้ว ด้วยความกลัวจึงโกหกไปว่ามีแบงค์พันเดี๋ยวช่วงหัวค่ำจะไปซื้อของเพื่อแลกเงินมาให้ แต่พอถึงเวลาแล้วไม่ได้ให้ เขาก็เตะยายไป 1 ครั้ง บอกว่าหากไม่ให้ยายตายวันนี้ ยายก็ร้องไห้เสียใจ กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. ขณะที่หลานชายนอนคว่ำหน้าดูโทรทัศน์อยู่ ได้ใช้ไม้ตีเข้าที่บริเวณท้ายทอยอย่างแรง จนหลานมีอาการชักกระตุก ก่อนจะแน่นิ่งไป ยายตกใจมากไม่คิดว่าหลานจะเสียชีวิต จากนั้นได้นำไม้ที่ใช้ตี ผ้านวมที่เปื้อนเลือดใส่ถุงพลาสติกไปทิ้งที่ลงคลอง ก่อนจะกลับมาอำพรางศพโดยลากร่างของหลานชายจากห้องที่เกิดเหตุ ไปทิ้งที่บริเวณบันไดหนีไฟ ระหว่างชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคาร” นางจอมกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเคยถูกทำร้ายอย่างไรบ้าง นางจอมกล่าวว่า บางทีเขาก็ผลัก เขาเคยชกที่หน้าอกจนสลบไปครั้งหนึ่ง แต่ยายก็ไม่เคยพูดให้แม่เขาฟัง เพราะกลัวแม่เขาจะเสียใจ ยายเลี้ยงมาตั้งแต่ 2 ขวบ เพราะพ่อเขาเสียไป ส่วนหลานชายจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้ไม่รู้

ด้านพล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวอีกว่า เหตุผลที่ไม่ได้ซักถามมากแต่ต้น เนื่องจากอยากให้งานศพผ่านไปเรียบร้อยก่อน เพราะญาติพี่น้อง และคุณแม่เขาก็กำลังเสียใจอยู่ โดยในส่วนของนางจอมนั้น ปี 2536 มีประวัติยิงสามีตนเองตาย พื้นที่ สน.บางนา และสู้จนหลุดคดี ก่อนมาก่อเหตุฆ่าหลานชายในครั้งนี้  คำให้การของยายนั้นมีพิรุธมาตั้งแต่ต้น ขัดแย้งกับพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งรอยลากศพ รอยเลือดที่ขั้นบันได และภาพจากกล้องวงจรปิด คดีนี้ถ้าเรารีบทำไปศพเด็กก็ยังไม่ได้เผาเขาก็จะเสียใจกันมากยิ่งขึ้น เราถึงคอยให้มีการเผาศพก่อนถึงนำตัวยายมาสอบสวนทราบว่า หลังจากหลานทะเลาะกับยายแล้วหลานก็นอนคว่ำหน้าดูทีวีอยู่ ยายก็ฉวยโอกาสใช้ไม้ตีเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรง 1 ที ซึ่งบาดแผลก็ตรงกับผลพิสูจน์ของแพทย์ และได้หลักฐานไม้ที่ใช้ตีศีรษะ ยืนยันว่า ยายเป็นผู้ต้องหาจริงๆ แม่ของเด็กก็เสียใจหลังจากทราบเรื่องพนักงานสอบสวนจะต้องสอบปากคำแม่ของเด็กเพิ่มเติม

เมื่อถามว่าข้อพิรุธที่พบก่อนจับกุมมีอะไรบ้าง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวว่า มีภาพวงจรปิด คำให้การของยาย หลักฐานในที่เกิดเหตุ และพยานคนที่พักอยู่ที่เกิดเหตุ แต่ที่ยังไม่ได้ดำเนินการจับกุมยายเพราะติดเรื่องงานศพอยู่ และอาจจะต้องส่งตัวไปตรวจอาการทางจิตด้วย เพราะผู้ต้องหาเคยก่อเหตุยิงสามีตายเมื่อปี 36 ท้องที่สน.บางนา หลังก่อเหตุติดคุกอยู่ 12 วัน จากนั้นประกันตัวออกมาสู้คดีแล้วศาลก็ยกฟ้อง กระทั่งมาก่อเหตุฆ่าหลานตัวเองอีก ยายอ้างว่าหลานเคยทำร้ายร่างกายก็ไม่ทราบว่าเป็นข้อกล่าวอ้างหรือไม่ เพราะไม่มีใครเห็นว่ามีการทำร้ายร่างกายกัน

เมื่อถามว่า นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก หรือไม่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ตอบว่า การนำเสนอข่าวจึงให้มีการปิดหน้า และให้ผู้ต้องหาพูดตามที่เขาต้องการจะพูด ผู้ต้องหาเองก็ยินยอมเต็มใจอยากจะพูดกับสื่อมวลชนและอยากอธิบายให้เข้าใจโดยผู้ต้องหาก็จะไม่พูดถึงหลานในทางเสียหาย และไม่เป็นการซ้ำเติมหลาน รวมทั้งจะไม่นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และนำส่งพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ดำเนินคดี โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะทำแผนกระกอบคำรับสารภาพ เองจากเป็นคดีเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว

จากนั้นตำรวจนำตัวยายฆ่าหลานไปสอบเพิ่มเติมที่ สน.พระโขนง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้นแม่ของเด็กหรือลูกสาวของยายกับญาติมารอผู้ต้องหาที่โรงพักด้วย พอผู้ต้องหามาถึงแม่ของเด็กได้วิ่งไปสวมกอดและร้องไห้ด้วยความเสียใจ และเข้าใจสิ่งที่แม่ของตัวเองทำลงไป โดยผู้ต้องหาได้ปลอบโยนให้ลูกสาวอย่าคิดมาก เพราะสิ่งที่ทำลงไปด้วยความอดทนอดกลั้นมาเป็นเวลายาวนานจึงได้ก่อเหตุดังกล่าว ระหว่างนั้นยายมีอาการปวดศีรษะเหมือนจะเป็นไข้ พนักงานสอบสวนจึงพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ก่อนนำตัวกลับมาที่โรงพักตามเดิม.


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 32,360 ครั้ง