วันอาทิตย์ 26 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

 ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) วันนี้( 3 ก.ค.) พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. นายสงกรานต์อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธีรพงษ์ ดุลยวิจารณ์ ผอ.ข่าวกรองทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ร่วมกันแถลงข่าวกรณี หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก หรือพระวิรพล สุขผล อายุ 34 ปี ประธานสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ มีการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อพระธรรมวินัยและเป็นความผิดคดีอาญา ในหลายประเด็น โดยมีการร้องเรียนให้ทางบก.ป.ได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ โดยนำเอกสารหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องมอบไว้ประกอบการพิจารณา               

พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า หลังจากทางพนักงานสอบสวนบก.ป.ได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปปง.แล้วพบข้อมูลที่เข้าข่ายการกระทำความผิดเกิดขึ้นโดยเฉพาะกรณีเงินบริจาคที่เงินในบัญชีธนาคารหมุนเวียนเป็นจำนวนกว่า200 ล้านบาท และกรณีการสร้างพระแก้วมรกตจำลององค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยนายสงกรานต์ จึงประสงค์ที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษในวันเดียวกันนี้               

ขณะที่ นายสงกรานต์กล่าวว่า ตามที่ตนได้เคยร้องเรียนให้ทาง บก.ป.ได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำต่างๆของพระวิรพล กับพวก ซึ่งมีการประสานข้อมูลกับทาง ปปง.แล้ว ก็มีข้อมูลเบาะแสเพิ่มเติมว่าการทำบุญและบริจาคเงินในความเป็นจริงของชาวบ้านในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ นั้น ไม่มีกำลังพอที่จะบริจาคได้ในจำนวนมากจึงเป็นที่สงสัยว่ารายได้จำนวนมากมายมหาศาลมาจากที่ใด สอดคล้องกับการตรวจสอบของปปง.ที่พบว่ามีเงินเข้าออกในบัญชีธนาคารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดระยะเวลา 2 ปี มีกว่า200 ล้านบาท              

นายสงกรานต์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมายังมีข้อสังเกตุอีกว่า เหตุใดทางสำนักสงฆ์ป่าขันติธรรม จึงไม่ขอจดทะเบียนเป็นวัดและมีบริษัท ขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินต่างๆก็น่าจะเป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบนั่นเอง               

“หลังจากที่ผมเปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อรับแจ้งเบาะแสกรณีของหลวงปู่เณรคำ ก็มีข้อมูลเข้ามาเป็นจำนวนมากการทำบุญบริจาคปรากฏตามข้อเท็จจริงว่า ประชาชนในพื้นที่ อ.กันทรารมณ์ จ.ศรีสะเกษไม่น่าจะมีเงินทำบุญได้มากนัก อย่างมากก็หลักพันบาทอาจจะมีบ้างที่มีรายใหญ่ที่เป็นเจ้าของบริษัท ดังนั้นจึงน่าสงสัยว่านายวีรพล มีรายได้ต่างๆมาจากทางใดสอดคล้องกับทาง ปปง.ที่ตรวจสอบสถานะการเงินเข้าออกหมุนเวียนถึง 200 ล้านบาทที่เป็นเหตุผลว่าทำไมนายวีรพลและพวกถึงตั้งสำนักปฏิบัติธรรมไม่ยอมจดทะเบียนเป็นวัด” นายสงกรานต์ กล่าว               

นายสงกรานต์ กล่าวอีกว่าเงินที่มีในบัญชีธนาคารของพระวิรพล ทำให้เห็นว่า การจัดงานกฐิน ผ้าป่ารายได้จากบุญกุศล พระวิรพล ได้อาศัยความเชื่อของพุทธศาสนิกชน รวมทั้งการออกหนังสือเผยแพร่คลิปในยูทูบ ส่วนรูปภาพที่ถ่ายกับหญิงสาว ที่อ้างว่าเป็นภาพตัดต่อล้วนปรากฏในเฟซบุ๊กของพระวิรพล ทั้งนั้น ขณะที่กรณีของ รพ.ร้อยเอ็ด เคยให้คณะกรรมการขอสอบยอดบัญชีพระวิรพลที่นำมายื่น ก็ปรากฎว่า มียอดเงินไม่ถึง 4 แสนบาท จึงต้องตั้งคำถามว่าเงินบริจาคที่มีนับร้อยล้านบาทมาจากไหน นอกจากนี้กรณีของทองคำที่พระวิรพลอ้างว่ามีอยู่ถึง 8,000 กิโลกรัม นั้น ทางร้านทองซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินแล้วว่าคิดเป็นเงินกว่า 9,000 ล้านบาท หากเป็นเช่นนั้น ก็ต้องถามอีกว่าพระวิรพล มีธุรกิจอะไร และลูกศิษย์ บริวารที่เกี่ยวข้อง มีการทำกิจกรรมอะไรบ้าง               

นายสงกรานต์ กล่าวว่านอกจากนี้ยังขอตั้งข้อสงสัยเพิ่มเติมว่า ทางลูกศิษย์เณรคำ มักจะใช้คำว่ากรรมการบริหารรวมทั้งโฆษกฝ่ายประชาสัมพันธ์ ซึ่งคนที่เป็นคณะกรรมการในการจัดทำบุญ เขาไม่ใช้กันแต่จะใช้เรียกกันว่า กรรมการวัด หรือคณะกรรมการจัดงาน ฯลฯ และเมื่อตรวจสอบไปยังสำนักพัฒนาธุรกิจการค้าก็พบว่าบริษัท ขันติธรรมก้าวหน้า จำกัด ได้จดทะเบียนเมื่อปี 2555แต่ไม่มีการส่งงบการเงิน ตรงกับที่นางลอน มนัสเจ้าของที่ดินบอกว่านายวีรพลเจตนาตั้งแต่ต้นที่จะไม่จัดตั้งวัดเพื่อจะได้ไม่ต้องถูกตรวจสอบ               

“พระแก้วมรกตจำลอง ที่พระวิรพล กล่าวอ้างว่าทำมาจากหยก นั้น ผมได้ประสานผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากรร่วมพิจารณาแล้ว พบว่าน่าจะทำด้วยเรซิ่นผสมกับผงหินไม่ใช่หยก ซึ่งจะมีมูลค่าไม่น่าจะเกิน30 ล้านบาท จึงต้องแจ้งความดำเนินคดีกับ พระวิรพล ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน” นายสงกรานต์กล่าว               

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในระหว่างการแถลงข่าวนายสงกรานต์ ได้นำองค์พระแก้วมรกต ที่มีการจัดสร้างไว้เมื่อการฉลองปีกึ่งพุทธกาลหรือเมื่อ พ.ศ.2500 ที่มีการขออนุญาตจัดสร้างจากสำนักพระราชวัง อย่างถูกต้อง มีตราประทับด้านหลังองค์พระขึ้นมาแสดงต่อสื่อมวลชน เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีที่เกิดขึ้น               

นายสงกรานต์ กล่าวว่า สำหรับสถานะททางสงฆ์ของพระวิรพลก็ต้องขาดจากความเป็นพระสงฆ์แล้วด้วย ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และหากพิสูจน์ได้ด้วยว่า มีสีกาเป็นภรรยาและมีบุตรจริง ก็ต้องถือว่าขณะนี้ได้แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และมีการกระทำความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ รวมทั้งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร               

ด้าน พ.ต.ท.ธีรพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของ ปปง.ก็จะติดตามตรวจสอบเส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นพบว่ามีอยู่ 16 บัญชี ซึ่งจะดูตั้งแต่ต้นทางและปลายทางที่มีการนำเงินเข้าออกมียอดเงินเท่าไหร่จากนั้นก็จะประสานข้อมูลกับทาง บก.ป.เพื่อดำเนินคดีต่อไป               

ทั้งนี้ พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวเสริมว่าภายหลังได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วทางพนักงานสอบสวนก็จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเนื่องจากมีเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากมีผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องเรียกตัวมาสอบปากคำ โดยทุกขั้นตอนต้องดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุม จากนั้นจึงจะออกหมายเรียก พระวิรพล ต่อไปและหากมีความคืบหน้าทางคดีก็พร้อมจะแจ้งต่อสื่อมวลชนต่อไปเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 7,721 ครั้ง