วันพุธ 22 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

มีการคาดการณ์กันว่า ในอีก 6 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2562 เศรษฐกิจจีนจะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกในอีก 6 ปีข้างหน้า แซงสหรัฐอเมริกาที่ขณะนี้ยังซวนเซและยังอยู่ในอาการ “ลูกผีลูกคน” กับการรักษาสภาพเศรษฐกิจของตัวเองให้เป็นผู้นำของโลก แต่ดูเหมือนว่าการรักษาแชมป์ครั้งนี้คงจะเป็นไปได้ยากเต็มที ขณะที่ชาติตะวันออกกำลังจะก้าวเข้ามาแทนที่ต่อไป

นอกจากนี้การที่รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมให้นักธุรกิจของจีนเองออกไปทำการค้าขาย ลงทุน หรือแม้แต่เดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศ  โดยมองเห็นไทยเป็นมากกว่าเพื่อนบ้านแต่เป็น “ญาติสนิท” ยิ่งเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสเพิ่มขุมทองให้กับไทยมากยิ่งขึ้นด้วยความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศที่มีกันอย่างยาวนาน

“ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร” รองประธานสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน กล่าวไว้ในรายการเศรษฐกิจติดจอ  ทางเดลินิวส์ทีวี เมื่อวันที่ 6 ก.พ. เกี่ยวกับโอกาสการค้าการลงทุนของไทย-จีนว่า ขณะนี้เป็นโอกาสที่การท่องเที่ยว การค้า การลงทุนไทย-จีน จะขยายตัวได้เพิ่ม เนื่องจากรัฐบาลจีนได้ประกาศแผนของชาติ ที่จะบุกไปลงทุนต่างประเทศ ที่เรียกกันว่า “แผนมหาสมุทร” ที่เน้นนโยบายส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งผ่านน่านน้ำทางทะเลจีนใต้ และทางบก ขณะเดียวกันด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมานานจึงทำให้ไทยกลายเป็นมิตรที่ดีที่สุดของจีนโดยเฉพาะในชาติอาเซียนทั้ง 10 ชาติ จีนมองว่าไทยเป็นมิตรที่สุดแล้ว

ทั้งนี้จีนได้เข้ามาลงทุนในไทยในหลายธุรกิจใกล้เคียงกับนักลงทุนญี่ปุ่นที่กำลังถอยหนีจากการสู้ค่าแรงไม่ไหว โดยเวลานี้ไทยกับจีนมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว  ถึง 14 ฉบับแล้ว สำหรับการลงทุนของจีนในไทยจะเน้นต่อยอดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร ซึ่งเร็ว ๆ นี้ จีนจะลงทุนผลิตยางรถยนต์ขนาดใหญ่ ที่มาบตาพุด จ.ระยอง จึงช่วยแก้ปัญหายางพาราล้นตลาด และทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น แต่ในส่วนของข้าว กับมันสำปะหลังอาจขยายการค้าได้ช้าอยู่ เพราะรัฐบาลไทยได้แทรกแซงราคาทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิด สูงกว่าราคาตลาดโลก

“ตอนนี้รัฐบาลจีนมีเงินอยู่จำนวนมาก จึงต้องการส่งเสริมการลงทุนไปต่างประเทศเพิ่ม โดยไทยถือเป็นประเทศที่ศักยภาพ และมีความสัมพันธ์กับจีนมาอย่างแน่นแฟ้น จึงถือเป็นจังหวะที่ไทยน่าจะได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาลงทุนนี้ โดยเฉพาะการลงทุนกับจีนที่ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเกิน 15% และขณะนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนจีนที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยอยู่มาก โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์”

ไม่เพียงเรื่องของการลงทุนเท่านั้น แต่ในเรื่องของการท่องเที่ยวก็ไม่แพ้กันที่จำนวนนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นสูงมากโดยอาจเป็นเพราะอานิสงส์จากการที่จีนทะเลาะกับญี่ปุ่น จึงทำให้คนจีนหันมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่คนญี่ปุ่นก็เข้ามาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน และเชื่อกันว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้จะมีคนจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว

ด้วยโอกาสและด้วยจังหวะที่มีอยู่เช่นนี้ จึงกลายเป็นโอกาสที่ดีของไทยอย่างมากที่จะฉกฉวยไว้เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจีนจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ขณะเดียวกันไม่ใช่เพียงแค่การฉกฉวยผลประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของจีนเท่านั้น แต่ที่เมืองจีนเองก็เป็นโอกาสที่นักธุรกิจไทยสามารถแสวงหาโอกาสได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า นักธุรกิจไทยเองบางรายที่อาจจะยังมีใจไม่กล้าพอที่จะก้าวออกไปลงทุนที่จีนทั้งที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบ่อเงินบ่อทองที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของธุรกิจประเภทบันเทิง โดยเฉพาะ ละครไทย ที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นที่ฮิตติดตลาดอย่างมาก หากไทยฉวยจังหวะในเรื่องนี้เชื่อได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

ส่วนความขัดแย้งของรัฐบาลจีนกับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ในการขยายกำลังทางทหารในน่านน้ำทะเลจีนใต้เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อไทย เพราะไทยไม่มีน่านน้ำเชื่อมต่อกับจีน มิหนำซ้ำยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและการค้าของไทยด้วย

“ดร.เชียรช่วง” ได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจจีนอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดฟองสบู่อยู่บ้าง เพราะเริ่มมีสัญญาณฟองสบู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนปัญหาเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป จึงอาจทำให้นักลงทุนหรือผู้ที่จะเข้าไปลงทุนอาจสบายใจขึ้นได้บ้างและมีกำลังใจที่จะเดินหน้าคว้าโอกาสทองนี้ไว้ต่อไป.

ทีมเศรษฐกิจ


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 16,344 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น