วันพฤหัสบดี 24 เมษายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์


รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน เมื่อเร็วๆนี้ ได้เห็นชอบให้ทบทวนมติครม.เดิม เกี่ยวกับการขอเงินงบกลางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านเกษตร ทั้ง ภัยศัตรูพืชระบาด ภัยแล้ง วาตภัย ภัยฝนทิ้งช่วง และภัยอากาศแปรปรวน (ออกซิเจนในน้ำต่ำ) ที่ประสบภัยระหว่างเดือนม.ค.-ธ.ค. 55 จากเดิมที่กำหนดวงเงินช่วยเหลือด้านพืชไร่ โดยแบ่งออกเป็น 3 รายการ คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ชดเชย 870.50 บาทต่อไร่ ,มันสำปะหลัง 1,010.27 บาทต่อไร่ และอ้อย 1,522.49 บาทต่อไร่ ให้เปลี่ยนวงเงินการช่วงเหลือเป็นอัตราเดียวคือ 1,148 บาทต่อไร่แทน หลังจากกระทรวงการคลังเห็นว่า มีความสับสนและบริหารจัดการได้ยาก

“เป็นข้อเสนอที่ต้องมาทำให้เหมาะสม แต่ก็มีข้อสังเกตว่า วงเงินการช่วยเหลืออ้อย เดิมมีอัตราที่สูงถึง 1,522.49 บาทต่อไร่ อาจเกิดปัญหาเกษตรกรไม่ยอมรับการช่วยเหลือ เพราะอัตราใหม่คิดวงเงินอัตราเดียวเพียง 1,148 บาทต่อไร่ แต่ก็ได้รับการยืนยันจากกระทรวงเกษตรฯว่า ได้คุยกับเกษตรกรจนได้ข้อสรุปแล้ว และเกษตรกรก็ยอมรับวงเงินช่วยเหลือใหม่แล้ว โดยเรื่องทั้งหมด คาดว่าทางคณะกรรมการกลั่นกรองจะเสนอให้ที่ประชุมครม.สัญจร ที่จังหวัดกำแพงเพชร วันที่ 10 มิ.ย.นี้ พิจารณาเห็นชอบ”

ทั้งนี้ในส่วนของผลผลิตทางการเกษตรอื่นนั้น ยังกำหนดวงเงินช่วยเหลือตามเดิม คือ ข้าว ชดเชย 1,113.06 บาทต่อไร่ ส่วนพืชสวนและอื่นๆ ชดเชย 1,690 บาทต่อไร่ โดยกรณีพืชสวนและอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ชะงักการเติบโตแต่ไม่ตาย และยังอยู่ในสภาพฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ให้ช่วยเหลือเฉพาะค่าปุ๋ย 50% ในอัตรา 605 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันยังกำหนดให้ช่วยเหลือด้านประมงและปศุสัตว์ โดยให้ใช้อัตราตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอครม. พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตามกระทรงเกษตรฯ ได้ตรวจสอบเอกสารและได้ยืนยันความถูกต้องแล้วว่า ล่าสุดมีเกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือรวม 143,079 ราย โดยในกรณีพืชไร่ที่ต้องปรับเปลี่ยนวงเงินช่วยเหลือนั้น เนื่องจากอัตราการช่วยเหลือเดิมที่กระทรวงการคลังกำหนดแยกออกเป็นรายพืช 3 ชนิด ในข้อเท็จจริงแล้ว นอกจากพืชไร่ที่ได้รับความเสียหายยังมีพืชอื่นๆนอกเหนือจากที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้

ขณะเดียวกันข้อมูลเกษตรกรที่เสนอขอรับความช่วยเหลือไม่ได้มีการแยกชนิดพืชไว้ หากจะใช้อัตราดังกล่าวจำเป็นต้องให้หน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้า ดังนั้น จึงเห็นว่า ควรกำหนดอัตราการช่วยเหลือให้เป็นอัตราเดียว เหมือนกับการช่วยเหลือข้าว และพืชสวน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 5,155 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น