วันเสาร์ 25 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

กระทรวงการคลัง แจ้งว่า ได้เตรียมแก้ปัญหา กรณีเงินงบประมาณไม่พอจ่ายคืนเงินภาษีให้ผู้ที่มีสิทธิ์ในโครงการรถคันแรกไว้แล้ว โดยตกลงกับกรมสรรพสามิต จะส่งรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนวันที่ 5เม.ย.นี้ ให้อยู่ในกรอบวงเงินที่เหลือ 392 ล้านบาท ซึ่งจะมีผู้เข้าข่ายได้รับเงินคืน 4,000 คน จากเดิม 40,000 ราย ส่วนที่เหลือ ต้องรอจนกว่านายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง จะเสร็จสิ้นภาระกิจการอภิปรายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในวันที่ 28-29 มี.ค.นี้ก่อน จึงสามารถลงนามอนุมัติให้นำเงินคงคลังมาใช้จ่ายคืนได้ เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายค้านนำประเด็นดังกล่าวไปโจมตีว่าโครงการประชานิยมของรัฐบาลมีปัญหา

“ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้จ่ายคืนเงินให้ผู้มีสิทธิ์ไปแล้วจำนวนมาก จากวงเงินที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ56 จำนวน 7,250 ล้านบาท จนขณะนี้มีวงเงินเหลือเพียง 392 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงจำเป็นต้องเร่งหาทางออกอย่างเร่งด่วน เพื่อให้กระบวนการจ่ายเงินคืนให้ผู้ได้สิทธิ์ยังเป็นไปตามกำหนด”

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 56 ต้องใช้เงินทั้งสิ้น 38,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบไว้เพียง 7,250 ล้านบาท ทำให้วงเงินที่เหลืออีก 30,000 ล้านบาท อาจต้องใช้จากเงินคงคลังทั้งหมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ทำเรื่องถึงสำนักงบประมาณ เพื่อขอใช้งบกลางแล้ว แต่ถูกปฏิเสธ 

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้ที่ได้สิทธิ์ฯ ทุกคนจะได้รับเงินคืนแน่นอน โดยรัฐบาลจะใช้เงินคงคลังมาจ่ายคืนให้ เพราะถือว่าเป็นเงินภาษีรถยนต์ที่เก็บจากประชาชน มาเก็บไว้เป็นเงินคงคลัง ดังนั้นเมื่อถึงเวลา ก็นำมาคืนให้ผู้ที่ได้สิทธิ์ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไข จากนั้นรัฐบาลจะตั้งงบประมาณมาชดเชยในปีงบประมาณ 57 ต่อไป

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กระทรวงการคลังไม่น่าจะนำเงินคงคลังมาใช้จ่ายคืนให้ผู้ได้สิทธิ์ดังกล่าวได้ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า หากจำเป็นต้องใช้จริง ควรออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) หรือ พ.ร.บ. ในการนำเงินคงคลังออกมาใช้จ่ายในโครงการนี้เป็นการเฉพาะ หลังจากนั้นรัฐบาลต้องเร่งตั้งงบประมาณชดเชย

“การนำเงินงบประมาณมาใช้คืนเงินคงคลัง เท่ากับเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ ดังนั้นหากเงินภาษีมีไม่เพียงพอ รัฐบาลก็ต้องไปกู้เงินมาใช้ชดเชยให้ได้”.
 


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 32,281 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น