วันอังคาร 25 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

1 ก.ย. 56 นี้ รัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ภาคครัวเรือน หรือแก๊สแอลพีจี อีกกก.ละ 50 สต.จากที่ปัจจุบันมีราคากก.ละ 18.13 บาท และจะปรับขึ้นไปเรื่อย ๆ อีกเดือนละ 50 สต.ไปจนกว่าจะถึงราคาต้นทุนที่หน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่กก.ละ 24.82 บาท  หรือจนถึงเดือน ส.ค. 57 ซึ่งทำให้ราคาแก๊สที่ปัจจุบันราคาถัง (15 กก.) ละ  300 บาทเศษ ปรับขึ้นเป็นถังละ 400 บาทเศษ แม้ว่าที่ผ่านมาได้มีการคัดค้านการขึ้นราคาจากกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานกว่า 500 คน...ก็ตาม

พลังงานชี้ถอยหลังไม่ได้

แต่การคัดค้านที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ “กระทรวงพลังงาน” ถอยหลัง... ที่สำคัญ เจ้ากระทรวงอย่าง “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” กลับย้ำไว้ชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับโครงสร้างราคาพลังงานกันเสียที เพราะที่ผ่านมา “บิดเบือน” กันมานาน จนทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “สั่นคลอน” ไม่มั่นคง เพราะต้องควักเนื้อจ่ายเงินกว่า 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำไปอุ้มราคาแก๊สแอลพีจี

ไม่เพียงเท่านี้...กระทรวงพลังงานยังต้องการตัดปัญหาบรรดา “หัวขโมย” ที่ลักลอบนำแก๊สแอลพีจี ราคาครัวเรือน ข้ามไปใช้ในภาคขนส่ง ที่มีราคาสูงถึงกก.ละ 21.4 บาท เรียกง่าย ๆ ว่า ขอกินกำไรส่วนต่างถึงกก.ละ 3 บาทเศษทีเดียว รวมทั้งยังต้องการดัดหลังพวกที่ลักลอบนำแก๊สแอลพีจี ไปขายเพื่อนบ้านที่ราคายังแพงกว่าไทยเท่าตัว เพื่อหวังกำไรสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่ว่าจะเป็น สปป.ลาว ที่มีราคาสูงถึงกก.ละ 48.10 บาท หรือจะเป็น เวียดนาม กก.ละ 45.50 บาท กัมพูชา กก.ละ 43.15 บาท พม่า กก.ละ 39.50 บาท หรือแม้แต่มาเลเซีย ที่มีราคา กก.ละ 20 บาท

รายได้น้อยใช้ราคาเดิม

แต่การปรับขึ้นราคาครั้งนี้...ใช่ว่า...กระทรวงพลังงานจะไม่เหลียวแลหันหลังกลับมามองบรรดาผู้มีรายได้น้อย บรรดาพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย กว่า 7.7 ล้านครัวเรือน! แต่กลับให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งพร้อมกำหนดมีวิธีการช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนเหล่านี้ ด้วยการให้ใช้ราคาแก๊สแอลพีจีในราคาเดิมไปก่อน คือราคากก.ละ 18.13 บาท หรือถัง (15 กก.) ในราคาถังละ 300 บาทเศษไปก่อน

ณ เวลานี้ แม้จะเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 6 วัน ก็ตาม แต่ปรากฏว่า ผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับสิทธิในการใช้แก๊สแอลพีจีในราคาเดิม  กลับยังไม่รู้เรื่อง ยังปวดหัว กับวิธีการกับขั้นตอนกับกระบวนการช่วยเหลือที่กระทรวงพลังงาน ได้กำหนดไว้  ไม่ว่าจะเป็นการกดเลขหมายโทรศัพท์ ที่มีสารพัดเลข จนทำให้ใครต่อใครต้องกุมขมับ! ตั้งคำถามว่าทำไม? ต้องมีเลขมากมายขนาดนั้น

ถามว่า...บรรดาผู้มีรายได้น้อย หรือพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย เหล่านี้ ในความเป็นจริงแล้ว มีความเข้าใจในเรื่องของการใช้ “มือถือ” กันสักเท่าใด เพราะส่วนใหญ่การใช้มือถือก็โทรฯ ออก-รับเข้า เพียงเท่านั้น ไม่คุ้นเคยคุ้นชินกับขั้นตอนการใช้ที่ยุ่งยากหลายขั้นตอน

ชาวบ้านงง! วิธีช่วย

เห็นได้จากยอดสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์บริการร่วม กระทรวงพลังงาน ผ่านคอลเซ็นเตอร์ 0-2140-7000 ที่เปิดให้ประชาชนโทรฯมาเข้ามาสอบถามถึงนโยบายการปรับขึ้นราคาแอลพีจีครัวเรือนนั้น ยังมีประชาชนโทรฯ เข้ามาสอบถามข้อมูลไม่ขาดสาย 5,000-6,000 ราย โดยส่วนใหญ่ยังสับสนกับวิธีการในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีหลายขั้นตอนจนทำให้งง

นี่!! ยังไม่นับรวมผู้มีรายได้น้อย และร้านค้าหาบเร่แผงลอย ที่ได้รับสิทธิที่ยังไม่รู้ข่าวคราวหรือสิทธิที่ตัวเองได้รับ แม้กระทั่ง การโทรศัพท์ว่าต้องสอบถามไปที่ไหน หรือต้องทำอย่างไร

ปัญหานี้ประเมินได้ชัดเจนทันทีว่า 1. รัฐอ่อนประชาสัมพันธ์ 2. ผู้มีสิทธิกลับไม่สนใจใช้สิทธิ เพราะมองว่าเป็นผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากเทียบกับขั้นตอนที่ยุ่งยากแล้ว! ไม่ขอใช้สิทธิดีกว่า  แต่เชื่อว่าในอนาคต กลุ่มคนเหล่านี้คงกลับมาใช้สิทธิแน่นอน เพราะหากนับรวมราคาที่ปรับขึ้นไปจนถึงราคาต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ในปี 57 แล้ว รวมราคาที่ปรับขึ้นแล้วกว่า 6 บาทเศษ ต่อกก.ทีเดียว

เอกชนคาดป่วน 3 เดือนแรก

ขนาดบรรดาผู้ประกอบการเอง ก็มึนตึ้บ! ไม่แพ้กันโดย “ชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ” นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว ประเมินสถานการณ์ให้เห็นว่า ในช่วง 3 เดือนแรก มีปัญหาเกิดขึ้นแน่ เพราะระบบยังไม่พร้อม 100% โดยมองว่าทุกอย่างจะนิ่ง เมื่อผ่านไปแล้ว 6 เดือนหรือครึ่งปี ในแง่ของผู้ประกอบการก็ได้พยายามทำความเข้าใจกับร้านขายแก๊สที่เข้าร่วมโครงการกว่า 38,000 ราย ว่าต้องทำอย่างไรกันบ้าง เพื่อให้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับสิทธิมากที่สุด

ไม่เพียงเท่านี้…บรรดาผู้ที่มีสิทธิต่างตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงานกันอย่างถ้วนหน้าว่า วิธีที่ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้วหรือ?  ทั้งการแจกคูปองส่วนลด การโอนเงินเข้าบัญชี  หรือวิธีอื่น...

เรื่องนี้กระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า การใช้วิธีการอื่น เช่น การคืนเป็นตัวเงินกับประชาชนโดยตรง หรือใช้บัตรส่วนลด คูปองไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะขัดระเบียบกฎหมายของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เป็นผู้อนุมัติงบประมาณในการบรรเทาผลกระทบ และในอดีตการช่วยเหลือผ่านคูปอง จะถูกก๊อบปี้คูปองเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งข้อกฎหมายระบุให้ดำเนินการผ่านผู้ค้ามาตรา 7 (ผู้ค้าและผลิตแก๊ส) เท่านั้น  จึงต้องใช้วิธียืนยันการใช้สิทธิผ่านระบบเอสเอ็มเอสบนมือถือ และสาเหตุที่จำนวนตัวเลขใช้ลงทะเบียนรับสิทธิมีจำนวนมาก  เพื่อป้องกันการถูกสวมสิทธิ เพราะต้องใช้ข้อมูลส่วนตัว  หรือหากผู้มีรายได้น้อย ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ซึ่งจากผลสำรวจมีประมาณ 186,822 ราย ให้ยืมโทรศัพท์มือถือเพื่อนบ้านใช้แทน ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน ดีกว่ายืมของร้านค้าแก๊ส เพราะหากยืมร้านค้าแก๊ส อาจกลายเป็นช่องทางให้ร้านค้าแอลพีจีสวมสิทธิผู้ซื้อได้

หากพบว่า ร้านค้าแก๊สแอลพีจี หรือประชาชน แอบอ้างใช้สิทธิผู้อื่น จะมีโทษฐานฉ้อโกง ตามกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าหากร้านจำหน่ายแก๊ส ไม่นำออกจำหน่าย หรือปฏิเสธจำหน่าย จะมีโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้า และบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าตกสำรวจ หรือยังไม่ได้ขอใช้สิทธิ สามารถขอใช้สิทธิเพิ่มเติมได้หรือไม่? ถ้าต้องการใช้สิทธิสามารถดำเนินการได้ไม่จำกัดระยะเวลา โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถตรวจสอบรายชื่อ ได้ที่สำนักงานเขต 50 เขตในกรุงเทพฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้ หรือดูรายละเอียดโครงการได้ที่ www.lpg4u.net

สารพันคำถามที่ต้องตอบ

อีกคำถาม...ที่ผู้ใช้สิทธิสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก คือ กรณีครัวเรือนที่ได้รับสิทธิซื้อแอลพีจี ได้ไม่เกิน 18 กก.ต่อ 3 เดือน ถ้าใช้สิทธิไม่ครบจะนำส่วนที่เหลือไปใช้ในอีก 3 เดือนถัดไปได้หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ว่ากรณีครัวเรือน หรือกรณีร้านค้าหาบเร่แผงลอยอาหารที่ได้รับสิทธิซื้อในราคาเดิม ไม่สามารถนำสิทธิที่เหลือมารับสิทธิเพิ่มเติมได้อีก เช่น ครัวเรือนที่ได้รับสิทธิ 3 เดือนไม่เกิน 18 กก. หรือเดือนละ 6 กก. เมื่อเริ่ม 3 เดือนใหม่ ก็ได้รับสิทธิ 18 กก.ใหม่ ส่วนร้านค้าหาบเร่ ก็ได้สิทธิใช้แอลพีจีราคาเดิม ตามการใช้จริงไม่เกิน 150 กก. ต่อเดือน ไม่สามารถนำส่วนที่เหลือมาทบรวมกับเดือนต่อไปได้

แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนร้านที่ซื้อถังแก๊สหุงต้ม สามารถทำได้ โดยครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย สามารถกดลงทะเบียนใหม่ได้ด้วยตนเอง โดย กด *755 ตามขั้นตอนการลงทะเบียน แต่มีเงื่อนไขว่า ร้านค้าใหม่ ที่ซื้อต้องอยู่ในอำเภอเดียวกับที่อยู่ ร้านค้าหาบเร่ แผงลอยอาหาร และเมื่อเปลี่ยนแล้ว ให้โทรฯ เข้าฮอตไลน์ 0-2140-7000 หรือ  0-2129-3344 เพื่อขอแจ้งเปลี่ยนร้านค้า

แจงใช้สิทธิแทน

ขณะที่ผู้ที่ได้รับสิทธิจะสละสิทธิ์ให้คนอื่นสามารถใช้สิทธิแทนได้หรือไม่? เช่นกัน...คำตอบ คือไม่สามารถใช้สิทธิแทนได้ เนื่องจากรัฐบาลมีวัตถุประสงค์ในการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อครัวเรือนรายได้น้อย และร้านค้า หาบเร่ แผงลอย เท่านั้น ผู้ที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์การได้รับสิทธิจะต้องใช้แก๊สแอลพีจีในราคาปกติ

นอกจากนี้ยังมีคำถามถึงนโยบายบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้จะดำเนินการถึงเมื่อใด?  คำตอบ คือ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยคนมีรายได้น้อย เช่นเดียวกับโครงการรถเมล์-รถไฟฟรี เพราะฉะนั้นจะเลิกเมื่อใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

ทั้งหมด…คงต้องมาดูกันว่าเมื่อถึงเวลานั้น วิธีการทั้งหมดที่กระทรวงพลังงานพยายามให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยนั้นจะได้ผลเพียงใด!!.


จิตวดี เพ็งมาก


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 25,807 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น