วันพฤหัสบดี 31 กรกฎาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย กำลังกัดกินความสุขของคนทั้งประเทศ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่งก็จะออกมากดดันหรือประท้วง ทั้งการปิดถนน การใช้ความรุนแรง ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนในสังคมหมู่มาก แล้วความขัดแย้งเหล่านี้จะบรรเทาไปได้หรือไม่ก็คงต้องอาศัยเวลาและวิธีการต่าง ๆ

ล่าสุด ทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร. ก็ได้ผนึกกำลังกับ สถาบันพระปกเกล้า ศาลยุติธรรม สถาบันการศึกษากว่า 80 แห่ง ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งบ้านเมือง ด้วยการผุดหลักสูตรโครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา โดยชวนผู้นำประเทศ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ผู้นำในพื้นที่ชายแดนใต้ มาเรียนโครงการนี้หวังแก้ปัญหาความรุนแรงตรงจุดและลดกระแสความขัดแย้ง

พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร. กล่าวในการสัมมนา “การศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพพลเมืองโลกอย่างยั่งยืน” ว่า การส่งสัญญาณเรื่องสันติศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะสถาบันการศึกษาของไทยควรนำเรื่องของสันติศึกษามาเป็นหลักสูตรการศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางสร้างความสงบสุขให้แก่ประเทศชาติ เนื่องจากเราพบว่าเมื่อเสร็จจากสงครามเย็นก็คิดว่าโลกจะสงบสุข แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นกลับมาเกิดการปะทะทางอารยธรรมขึ้น เช่นเดียวกับประเทศไทยที่เกิดปัญหาแบ่งสี แบ่งฝ่าย สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น ก็ถูกอ้างอิงในเชิงไปทางการปะทะกันแห่งอารยธรรม ซึ่งไม่ใช่สงครามอุดมการณ์ทางการเมือง แต่เรากลับเอาการเมืองไปแก้มันถึงได้แก้ยาก เพราะเราจับประเด็นการแก้ปัญหาแบบเดิมในสมัยสงครามเย็นมาใช้ ซึ่งปัจจุบันเราต้องสลายความขัดแย้งด้วยองค์ประกอบทางอารยธรรม ทางวัฒนธรรม และการศึกษา มิฉะนั้นเราก็จะอยู่ในวงวนความขัดแย้งอย่างไม่รู้จบ

“มจร. ไม่ได้ออกมาในฐานะสถาบันการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่อยากส่งสัญญาณว่าสถาบันศาสนาก็เห็นความสำคัญของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในปี ค.ศ. 2000 นายโคฟี่ อันนัน เป็นเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ร่วมประชุมผู้นำศาสนากว่า 1,000 คน ที่ประชุมตระหนักว่าในคริสต์ศตวรรษใหม่นี้จะเกิดความขัดแย้งทางวัฒนธรรม และศาสนา อีกทั้งศาสนาจะถูกอ้างอิงเพื่อไปเป็นมูลเหตุความขัดแย้ง ดังนั้นผู้นำศาสนาจึงประกาศว่าอย่าได้อ้างศาสนาไปก่อสงคราม เราไม่ต้องการให้ศาสนาถูกใช้อ้างอิงในทางที่ผิด เช่น การสร้างความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม ทั้ง ๆที่ผู้นำทั้งสองศาสนามีความเข้าใจอันดีต่อกันในระดับผู้นำศาสนา อยากจะเห็นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ จึงเห็นว่าการศึกษาทางศาสนาควรออกมาทำหลักสูตรเรื่องสันติศึกษาขึ้น เพื่อผลิตวิศวกรทางด้านสันติภาพ ต้องการผู้สร้างสันติภาพ เจรจาให้เกิดความปรองดอง ผ่านองค์ความรู้ และประสบการณ์ ผลักดันสังคมไปสู่แนวทางสันติภาพ” อธิการบดี มจร. กล่าว

ขณะที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้ข้อคิดว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นในโลกมาหลายยุคหลายสมัยจนถึงปัจจุบัน ทั้งระดับตัวบุคคลครอบครัว หน่วยงาน จนกระทั่งสังคม แม้แต่ในประเทศไทยเองกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากเรามองว่าเป็นเรื่องของการแบ่งแยกดินแดนก็จะต้องมีกระบวนการด้านนี้เข้าไปจัดการ แต่ถ้าเรามองว่าความขัดแย้งเกิดจากความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมก็จะมีเครื่องมืออีกจำพวกไปจัดการ ตนมองว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างสันติวิธี เนื่องจากที่ผ่านมาเราได้สอนแต่ความรู้สันติวิธีเพียงแค่ทฤษฎี แต่เราไม่สามารถปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าทัศนคติเชิงบวกต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ดังนั้นการจัดหลักสูตรสันติวิธีเป็นความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองขณะนี้มากที่สุด

“หลักสูตรดังกล่าวเหมาะสำหรับผู้นำประเทศ นักการเมือง ผู้นำทางทหาร ผู้นำทางตำรวจ โดยเฉพาะผู้นำที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา เพราะจะทำให้เกิดมุมมองและความคิดที่รอบด้านมากขึ้น ขณะที่นักการเมืองสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดใช้ในสังคม เพราะหลักสูตรนี้มีทั้งวิชาการสร้างสันติภาพ ลดความขัดแย้ง พุทธสันติวิธี การจัดการความขัดแย้ง การไกล่เกลี่ยโดยคนกลาง สันติธรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกของการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเมืองควรให้ความสำคัญกับผู้ที่จะเข้าไปแก้ความขัดแย้งคือตัวผู้นำ การเมืองวันนี้ถ้าพรรคฝ่ายค้านและพรรคฝ่ายรัฐบาลได้เริ่มคุยกันถึงความปรองดองได้ ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่กลุ่มต่าง ๆ จะขยับตาม แต่ถ้าการเมืองทำไม่ได้ มีอีกทางคือสังคมต้องช่วยกันขับเคลื่อนจนเกิดกระแสสันติขึ้นในบ้านเมืองจะทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องทำตาม เพราะนักการเมืองต้องถือเสียงของราษฎรเป็นสำคัญ”เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าว

ส่วนหลักสูตรนี้เป็นอย่างไร พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มจร. บอกว่า มจร. เปิดหลักสูตรโครงการปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา (ภาคพิเศษ) รุ่นที่ 1 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า โดยจะมีการลงนามความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรนี้ ซึ่งจะเน้นบูรณาการพัฒนาสันติภาพแบบผสมผสาน โดยเริ่มต้นพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสันติภาพขึ้นภายในใจด้วยการใช้หลักสมาธิมาเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาสติและปัญญา ขณะเดียวกันเชิญนักวิชาการ และนักปฏิบัติการด้านสันติภาพที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศ เช่น พระพรหมบัณฑิต อธิการบดี มจร. พระไพศาล วิสาโล พระนักเขียน นักสันติวิธี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผอ.สถาบันวิมุตตยาลัยและพระนักคิดนักเขียนชื่อดัง นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น มาให้ความรู้ตรงกับผู้เรียน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์ในการทำงานด้านสันติภาพ จะมาบรรยายให้ความรู้กับผู้ที่เข้าเรียนหลักสูตร ซึ่งวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนี้ เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเรื่องความขัดแย้งและสามารถจัดการความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้โดยสันติวิธีพระมหาหรรษา บอกอีกว่า ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาหลักสูตรนี้จะต้องจบปริญญาตรีสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้คือ เป็นพระภิกษุ แม่ชี นักบวช นักการเมือง ข้าราชการและพนักงานองค์กรภาครัฐ รวมทั้งสื่อมวลชน โดยขอใบสมัครและยื่นเอกสารสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้ได้ที่บัณฑิตวิทยาลัย มจร. ท่าพระจันทร์ หรือ บัณฑิตวิทยาลัย มจร. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สอบถามโทร. 08-1480-3374, 0-2623-5393 หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.ps.mcu.ac.th

การนำหลักสูตรสันติวิธีมาให้ผู้บริหารบ้านเมือง คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา ด้วยแนวทางทางพระพุทธศาสนา น่าจะเป็นวิธีการที่ดีวิธีการหนึ่งที่เราจะสร้างจิตใจคนของเราในอนาคตให้รู้คำว่าเย็นให้จัดการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ด้วยวิธีการที่หลากหลายไม่ใช้ความรุนแรง ความหวังว่าบ้านเมืองจะกลับมาสงบสุขในอนาคตของคนไทยทุกคนก็ยังเป็นความหวังที่รอคอยกันอยู่.

มนตรี ประทุม


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 16,017 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น