วันพฤหัสบดี 23 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ดีกรีความร้อนแรงไม่เป็นสองรองใครในชั่วโมงนี้  สัมผัสได้จากหลาย ๆ อย่างที่เขาทำ ไม่ว่าจะเป็น ดีเจคลื่นซี้ด, ผู้ประกาศข่าวมาดสุขุม แห่งโมเดิร์นไนน์ ทีวี และอีกหนึ่งบทบาทของ “ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้ว” กับการมารับหน้าพิธีกรรายการคุณภาพ “ฉันรักเมืองไทย” ทาง ช่อง 9 ส่งผลให้ตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งหนุ่มฮอตที่น่าจับตามอง และในวันนี้เรามาทำความรู้จักกับ “ต๊ะ-พิภู” ให้มากขึ้นกันเถอะ และตอนนี้เขาพร้อมแล้ว ไปคุยกับเขา ต๊ะ–พิภู

“ก่อนจะมาเป็นดาว”

เล่าให้ฟังหน่อย เรียนจบที่ไหนมา แล้วเข้ามาวงการได้ยังไง?


“ผมเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากวชิราวุธวิทยาลัย จบปริญญาตรี ม.ธรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ พอจบปริญญาตรีปุ๊บก็มีโอกาสได้มาเป็นดีเจ เป็นงานที่สนุกมาก แต่ทางบ้านกลัวว่าผมทำงานตรงนี้ไปเรื่อย ๆ กลัวผมจะหมดไฟในการเรียน เลยให้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ผมใช้เวลาเรียน 13 เดือน หรือปีนิด ๆ ก็จบปริญญาโท ด้านการเงินธุรกิจระหว่างประเทศ ม.บอร์นมัท ในช่วงที่ทำวิทยานิพนธ์ตอนนั้นผมกลับเมืองไทย ผมก็มองหางานไปด้วย และก็มีโอกาสได้กลับมาจัดรายการวิทยุ หลังจากนั้นไม่นานพี่ตุ้ย-ธีรภัทร์ ได้ชวนให้ผมมาทำงานที่บริษัท ซี้ด ที่ผลิตรายการวิทยุ ซึ่งก็เป็นงานประจำที่ผมทำอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทำด้านการตลาด เชิงวางแผน เชิงวิเคราะห์ ประสานงานครับ ช่วงต่อมา ทางช่อง 9 มีการคัดเลือกผู้ประกาศข่าว ด้วยความสนใจ บวกกับที่เราเองก็เคยสอบผ่านได้ใบผู้ประกาศมาแล้ว จึงได้เข้าร่วมการคัดเลือก มีโอกาสได้ทำงานด้านผู้ประกาศข่าว”

ช่วงที่เรียนเคยมีอาชีพที่ใฝ่ฝันมั้ย?
 
“ตอนเรียนปริญญาตรี ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แต่คะแนนไม่ถึง เลยเรียนวิทยาศาสตร์ ถ้าถามว่าอาชีพที่ใฝ่ฝันจริง ๆ ผมอยากเป็นนักวิเคราะห์ระดับผู้บริหารการเงินครับ อยากเก่งทางด้านการเงิน อยากรวยก็ต้องเรียนมาทางด้านนี้ครับ (หัวเราะ) ซึ่งโอกาสที่จะไปถึงฝันก็มีอยู่นะครับ ผมว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนรู้ หรือคิดฝัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา จังหวะชีวิต”

ชื่นชอบแวดวงสื่อ แวดวงบันเทิงมั้ย?
 
“ในชีวิตไม่เคยใฝ่ฝันที่จะทำงานในวงการบันเทิงเลยครับ ผมชอบเป็นคนธรรมดาไม่ชอบเป็นคนดัง ไม่ได้มีหน้าตาหรือว่าไม่ได้อะไรที่เหมาะกว่าคนอื่น ไม่ได้หล่อ แต่ด้วยดวงด้วยจังหวะมากกว่าครับ ผมมีโอกาสได้เป็นดีเจ ตั้งแต่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เป็นคนชอบฟังเพลง ทั้งเพลงไทยและสากล ดีใจที่มีโอกาสได้ทำงานด้านนี้”

งานดีเจกับงานผู้ประกาศข่าว แตกต่างกันไหม?
 
“แตกต่างกันครับ โดยส่วนตัวก่อนที่เราจะทำอะไร เราต้องเข้าใจในเนื้อหา  เข้าใจในสิ่งที่เราต้องทำ เข้าใจในสิ่งที่คนเขามองเข้ามา เรื่องของความรู้รอบตัวเรื่องของเพลง ผมก็เป็นตัวของตัวเองได้ แต่ในแง่ของการเป็นผู้ประกาศ เราต้องวางภาพลักษณ์ให้ดูโต ดูน่าเชื่อถือ โดยบุคลิกผมก็แบบนั้นอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้ยากมากนัก  ต้องพยายามนิ่งแล้วก็พยายามทำการบ้านให้เยอะที่สุด ปรับวิถีการพูด ปกติผมเป็นคนพูดเร็ว พอเป็นผู้ประกาศข่าว ก็ต้องดึงให้ช้าลง เน้นพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ”
 
“ฉันรักเมืองไทย”

ล่าสุดมีโอกาได้สัมผัสงานพิธีกร รายการ “ฉันรักเมืองไทย”?

 
“ครับ ตอนถูกทาบทามดีใจนะครับ ผมเคยได้มีโอกาสถูกสัมภาษณ์ในช่วงนึงของรายการนี้  ผมเคยคุยเล่น ๆ กับทีมงานว่าถ้าพิธีกรไม่ว่าง หรือพิธีกรขาดบอกผมได้นะครับ ผมพูดขำ ๆ ในวันนั้น แต่พอผ่านไปสองปี ทีมงานติดต่อมา ผมก็ตกใจ ผมมองว่ามันเป็นจังหวะมากกว่า รู้สึกดีใจที่มีส่วนช่วยให้รายการ “ฉันรักเมืองไทย” เดินต่อไปได้ครับ”

สอบถามความรู้สึกที่มีต่อรายการ “ฉันรักเมืองไทย”?
 
“รู้สึกดีครับ การทำงานที่ค่อนข้างเนี้ยบมาก ๆ ผู้บริหาร ทีมงานทุกคนมีความตั้งใจในการทำงานสูง  ไหนจะต้องเดินทางไกล ถ่ายในสถานที่ไกล ๆ หาข้อมูลของแขกรับเชิญชาวต่างชาติ ที่สามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ชัดเจน  เป็นแขกรับเชิญที่ต้องมีความรักในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งผมมองว่าทีมงานหาข้อมูลเก่งมาก ๆ

ในมุมมองผมที่รับหน้าที่พิธีกร ผมมองว่าเป็นงานที่ท้าทายความสามารถ ได้เพิ่มพูนความรู้หลาย ๆ ด้าน ถือเป็นอีกหนึ่งรสชาติของการทำงาน พูดได้คำเดียวว่ารายการนี้มันไม่ได้ทำง่าย ๆ อย่างที่หลายคนคิด มีการถ่ายทอดมุมมองชีวิตของแขกรับเชิญชาวต่างชาติได้สมชื่อมาก ๆ กับรายการ “ฉันรักเมืองไทย”

ผ่านมา 2-3 เดือนกับการทำหน้าที่พิธีกร ฟีดแบ็กที่เข้ามาเป็นอย่างไรบ้าง?
 
“คนรอบข้างจะพูดถึงกันเยอะ มีคำติชม  ส่วนที่ติก็มีบ้าง อยากให้ผมขำ อยากให้ผมฮาอีกนิดนึง ณ ตอนนี้การทำงานก็ลงตัวดีครับ การทำงานเราหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ครับ ต้องพัฒนาไปเรื่อย ๆ ในช่วงแรกที่รู้ว่าต้องทำรายการ ฉันรักเมืองไทย ผมได้นั่งดูเทปย้อนหลัง ผมเห็นว่าหลาย ๆ อย่างที่มีอยู่ในตัวพี่แอนดี้ แต่ผมเป็นไม่ได้ เพราะถ้าผมเป็นผมจะดูเฟก เราสองคนบุคลิกแตกต่างกัน พี่เค้าเป็นคนตื่นตัวตลอดเวลา ต่างกับผมที่เป็นคนนิ่ง ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ต้องเข้าใจในเรื่องของวิธีการพูดคุยการเข้าถึงแขกรับเชิญ เราต้องรู้เรื่องของแขกรับเชิญศึกษาข้อมูลให้เยอะ”
 
“ความมุ่งมั่น”

จากคำพูดสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของหนุ่มวัยทำงาน “ต๊ะ-พิภู” งานเยอะความรับผิดชอบแยะ “ต๊ะ” แบ่งเวลายังไง?


“ผมทำงานปกติ ไม่ได้รู้สึกว่าทำงานหนัก อย่างอ่านข่าวก็อ่านทุกวันอ่านเป็นชีวิตของเราไปแล้ว งานดีเจถือว่าเป็นงานอดิเรกที่ทำแล้วมีความุสข แถมได้ตังค์ด้วย (ยิ้ม) ผมทำงานครบเจ็ดวันมาสองปีกว่าแล้ว ปีนี้มีเรื่องของการทำหน้าที่พิธีกร รายการ “ฉันรักเมืองไทย” ที่ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดไกล ผมก็ต้องดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น แล้วก็แบ่งเวลาเรื่องของการทำงานให้ลงตัวเท่านั้นเองครับ”

ทำงานเยอะ ๆ เพราะเป็นวัยที่สร้างตัวเองหรือเปล่า?

“ส่วนหนึ่งครับ มีแรงก็ต้องทำงานให้เต็มที่ ผมได้คำนึงจากพี่ตุ๊กกี้ ชะชะช่า เพราะว่าผมเคยได้สัมภาษณ์เค้า พี่ตุ๊กกี้บอกเค้าทำงาน 7 วันเหมือนกัน บางวันพี่ตุ๊กกี้ได้นอน 3 ชั่วโมง ผมบอกว่าเอาเงินไปไว้ไหนเนี่ย พี่ตุ๊กกี้บอกว่าตราบใดที่ยังไม่ล้มป่วย ตราบใดที่ยังทำงานไหวก็ทำไป เพราะวันนึงเราไม่รู้ว่าเราจะได้ทำงานอย่างนี้อีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสมีเวลาก็ต้องทำให้ได้มากที่สุดครับ”

ให้รางวัลอะไรกับชีวิตตัวเองบ้าง?
 
“ตอนนี้ยังไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตตัวเอง แต่เคยคิดว่าจะไปเที่ยวรอบโลก เที่ยวให้ได้มากกว่าที่สุด คือคิดไว้ตั้งใจไว้ครับ สักวันนึง ปลายปีถ้าทำได้ก็จะไปดูสักหน่อย เพราะผมเป็นคนทำอะไรคนเดียวไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียว”

“ครอบครัว-คนที่ใช่”

ชีวิตส่วนตัว ครอบครัวอบอุ่นดีไหม?


“ผมอยู่กับคุณแม่และพี่สาว เขาจะดูแลผมเรื่องอาหารการกิน เพราะว่าผมทำงานเยอะ ที่บ้านจะดูแลให้ตลอด ส่วนตัวผมเป็นคนเรียบง่าย ไม่ได้เป็นคนผาดโผนอะไรพิเศษครับ เพราะว่าไม่มีเวลาทำอะไรแล้ว (หัวเราะ)” 

ครอบครัวห่วงเรื่องความรักมั้ย?

“ผมว่าทุกคนห่วงนะครับ เป็นผู้ชายก็สบายหน่อย แต่คนคุยด้วยกับผมน้อยนิดนึงครับ เพราะว่าผมไม่มีเวลาแล้วก็ดูเป็นผู้ใหญ่สาว ๆ ก็ไม่ชอบมั้งครับ โดยส่วนตัวผมก็ยังไม่พร้อมเท่าไหร่ครับ”

วางแผนอนาคตไว้อย่างไร?
 
“โดยส่วนตัวไม่อยากแต่งงานเกินอายุ 35 ครับ เพราะว่าผมเป็นคนรักเด็ก ถ้าแต่งงาน 35 กว่าจะมีลูกอีกก็ยังพอดีนะครับ ถ้าแก่กว่านี้คงไม่ไหวนะ เราอยากเห็นความเติบโตของเขา ถ้าแต่งงานตอนอายุน้อยไปก็ยังไม่พร้อม แต่ถ้าอายุเยอะไปก็จะไม่เห็นพัฒนาการของเด็ก”

มีคนที่ใช่แล้วหรือยัง?
 
“ถ้าถามก็ตอบว่ามี แต่ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลา มีคนที่คุยแล้วแบบสบาย ๆ ถ้าจะตอบว่าไม่มีเลยมันก็คงจะเกินไปครับ (หัวเราะ)”

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่มาแรงอีกคนในตอนนี้ เพราะนอกจากหน้าตาแล้วความสามารถก็ไม่ธรรมดาทีเดียว เอ๊า....ส่วนเสาร์หน้าเรามีหนึ่งหนุ่มเกาหลี เขาจะมาร่ำลากลับไปรับใช้ชาติ และปิดตำนาน เคโอติก แฟนคลับ จงเบ เคโอติก เตรียมอ่านกันให้ดี หนุ่มจงเบ จะมาเปิดใจถึงการจากกันของ เคโอติก และเมืองไทยให้เราฟัง.

กาญจนา สิทธิเม่ง รายงาน


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 117,142 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น