วันอังคาร 25 พฤศจิกายน 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ถ้าพูดถึงอดีตนักแสดงชื่อดัง เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์, สรพงศ์ ชาตรี, ทูน หิรัญทรัพย์ และอีกหลายคน ทำให้เราอดนึกถึง นักแสดงเจ้าบทบาทอีกคนหนึ่งในยุคนั้นไม่ได้ เธอคือ “แหม่ม-ธิติมา สังขพิทักษ์” ที่แม้ว่าปัจจุบันนี้เธอห่างเหินงานแสดงไปพอสมควร เพราะผันตัวเองมาเป็นผู้จัดละครทางช่อง 3 จนประสบความสำเร็จอย่างมาก จากผลงานละครหลายเรื่อง อาทิ ไทรโศก, ผู้ใหญ่ลีกับนางมา, ดวงใจอัคนี และที่จะออกอากาศเร็ว ๆ นี้ละครเรื่อง “ธรณีนี่นี้ใครครอง” ที่หลายคนจด ๆ จ้อง ๆ เตรียมรอชมละคร

วันนี้เราก็เลยถือโอกาสมาคุยกับผู้จัดคนเก่ง “แหม่ม-ธิติมา” วัย 55 ปี ซึ่งก็มีหลายคนอยากรู้ว่า ทำไมเธอจึงนำละครเรื่องนี้ กลับมาทำใหม่ เจ้าตัวคุยให้ฟังว่า “แหม่มเคยทำเรื่องนี้มาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แอนดริว กับ ป๊อก-ปิยะธิดา เล่น และครั้งนี้ที่แหม่มนำกลับมาทำใหม่เพราะ เป็นบทประพันธ์ที่สนุก เนื้อเรื่องน่าที่จะกลับเอามาทำใหม่ ละครรีเมคคือละครที่ประสบความสำเร็จแล้วครั้งนั้น การที่แหม่มหรือผู้จัดหลายคนที่นำละครรีเมคกลับมาทำใหม่ แหม่มเชื่อว่าไม่ได้เป็นแฟชั่นหรืออะไรหรอก”

“สำหรับธรณีนี่นี้ใครครอง เคยมีคนเรียกร้องให้กลับมาทำใหม่หลายครั้ง แต่ในช่วงนั้น ๆ เราหาผู้แสดงที่เหมาะสมไม่ได้ พอไปทำดวงใจอัคนี ก็เห็น ณเดชน์ คูกิมิยะ กับ ญาญ่า-อุรัสยา ก็มองว่าคู่นี้คือพระ-นางของเรื่องก็นึกถึง ป้าแจ๋ว (ยุทธนา ลอพันธ์ ไพบูลย์) เป็นผู้กำกับ ก็บอกว่าแล้วทำไมพี่แหม่มไม่เอากลับมาทำล่ะ เพราะจริง ๆ ช่อง 3 ซื้อเก็บไว้ตั้งนานแล้ว สุดท้ายก็โทรฯ ไปบอกพี่สมรักษ์ ที่ช่อง 3 พี่สมรักษ์บอกถ้าเธอเห็นว่าคู่นี้เหมาะสมก็ทำ ทางช่อง 3 ก็เลยอนุมัติมา”

เห็นนักแสดงทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ที่หันไปเป็นผู้จัดละคร บางคนก็ยังรับงานแสดงละครอยู่ แต่ไม่ค่อยเห็น “แหม่ม-ธิติมา” รับงานละครสักเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ฝีมือด้านการแสดง ก็ยังเนี้ยบเป็นเพราะอะไร “เวลาแหม่มทำงานจะจริงจังกับงาน แล้วก็หมก
มุ่นมาก ทีนี้พอทำละครปุ๊บมันก็ไม่มีสมองที่จะไปทำอย่างอื่น มันจะกังวลอะไรอย่างเนี้ย ก็ไม่ค่อยรับแต่ก็มีบ้าง ถ้าจังหวะมันลงช่วงที่เราไม่มีละครพอดี ก็แอบแวบไปเล่น”

ไม่ได้เจอกันนานมั้ก...มาก ขอถามเรื่องครอบครัวหน่อย เป็นที่รู้กันดีว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนนู้น “แหม่ม-ธิติมา” ใช้ชีวิตคู่กับ สามี “พ.ต.อ.คมกฤช อมรปิยะกฤษฐ์” จนมีลูกฝาแฝด 2 คน เป็นหญิง 1 ชาย 1 จากนั้นก็แทบจะไม่ค่อยได้ยินเธอพูดถึงครอบครัวอีกเลย ตอนนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ “แต่งงานกันมา 19 ปีแล้ว ตอนนี้
ลูกอายุ 17 แล้วค่ะ เป็นลูกที่น่ารัก มีสามีที่น่ารัก ครอบครัวอบอุ่น ไม่มีปัญหาชีวิต สามีไม่เจ้าชู้เป็นคนรักครอบครัว ก็โชคดีของแหม่ม เค้าไม่เจ้าชู้เลย บอกจริง ๆ เลยไม่ได้สร้างภาพ บอกเลยว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอผู้ชายคนนี้”

มีหลักยึดในการใช้ชีวิตคู่ยังไงบ้าง “ตอนที่คบกันแต่งงานกันช้ามาก คบกัน 10 ปี เค้าคิดว่าถ้าเค้ายังไม่พร้อมเค้ายังไม่อยากแต่ง แต่เค้าบอกว่าถ้าเค้าแต่งเมื่อไหร่ คือเค้าพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัว พอแต่งงานก็จะทุ่มเทดูแลครอบครัว คือเป็นแฟมิลี่แมน เป็นคนที่ครอบครัวมาก่อน แล้วก็ภูมิใจมาก เพราะเค้าจะบอกเสมอว่า คนเราถ้าคุณจัดการกับชีวิตครอบครัวคุณไม่ได้สำเร็จ คุณก็อย่าหวังไปจัดการอะไรกับเรื่องภายนอกเลย เพราะฉะนั้นชีวิตในครอบครัว เขาก็จะดูแลดี ทุกสิ่งทุกอย่าง”

“แหม่มจะดูเป็นผู้ชายมากกว่าด้วยซ้ำ คือเป็นคนทำงานนอกบ้าน เค้าก็จะเข้าใจในอาชีพของเรา งานเราไม่ได้แบบเช้าไปเย็นกลับ บางทีหายไป 3 วัน 5 วันอะไรอย่างเนี้ย เค้าก็ไม่เคยมีปัญหา แล้วเค้าก็จะดูแลลูก เป็นผู้ชายที่ซื้อกับข้าวเข้าบ้าน ตื่นเช้ามาตัดต้นไม้ เป็นคนตัดเล็บให้ลูก แคะขี้หูให้ลูกตั้งแต่เด็ก ๆ ก็งง...ทุกคนก็จะบอกว่าชีวิตน่าอิจฉา ดีเกินไปหรือเปล่า แต่จริง ๆ ปัญหามันก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่เป็นแบบหยุมหยิม คนเราอยู่ด้วยกัน ลิ้นกับฟันก็ต้องมี แต่ว่าเราให้เกียรติกัน แล้วเราก็เข้าใจกัน เรื่องไม่เป็นเรื่อง เราก็ไม่เอามาเป็นเรื่อง เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยู่กันด้วยความสุข เป็นแฟนกัน 10 ปี แต่งงานมาก็ 18 ปี รวมกันเป็น 28 ปี ทะเลาะกันแค่ 3 ปีแรกที่เป็นแฟนกัน แล้วก็คิดในใจว่า ชั้นจะไม่ทะเลาะกับเค้าอีกเลย แล้วก็ไม่ทะเลาะโดยไม่ได้กดดันนะ คือไม่ทะเลาะเพราะไม่ได้มีอะไรทะเลาะกันแล้ว เพราะว่าเราไว้ใจกันเราเข้าใจกัน”

มีปรึกษาเรื่องงานกันบ้างมั้ย “เราจะไม่ค่อยคุยกันเรื่องงาน เขาก็ไม่ถนัดงานของเรา เราก็ไม่รู้เรื่องงานของเขา เพราะฉะนั้นต่างคนก็ต่างทำงานของตัวเอง กลับมาบ้านก็ทิ้งงานไว้ที่ทำงาน ชีวิตก็ไม่ได้หวือหวาอะไร กลับมาก็กินข้าวเย็นด้วยกัน นอนดูทีวีต่างคนต่างดู มีเกมเล่นคนละเครื่อง แต่ว่าเรามีความสุข แหม่มคิดว่าชีวิตคนเรามันไม่จำเป็นแล้ว อายุขนาดนี้มันไม่ต้องหวือหวาไปมากกว่านี้แล้ว เราเข้าใจกันมากกว่า” ไม่ค่อยเห็น “แหม่ม” พาสามีออกงานเลย “ใช่ค่ะ แล้วก็ไม่ชอบออกงานทั้งคู่ ก็เลยเข้าใจกันมั้ง แล้วถ้างานไม่จำเป็นจริง ๆ ก็ไม่อยากไป คนถึงไม่ค่อยรู้ว่าสามีแหม่มเป็นใคร และคนที่ทำงานสามีก็จะไม่รู้ว่าภรรยาเขาคือใคร”

ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องของงานและชีวิตคู่ จากนี้ไป “แหม่ม” คิดจะทำอะไรยังไงอีกมั้ย “ชีวิตมันก็ดำเนินมาได้เกือบถึงปลายแล้วนะ มันไม่ใช่ว่ากลางชีวิต โชคดีที่ชีวิตประสบความสำเร็จ ในอาชีพการงานและชีวิตครอบครัว แหม่มพอใจในสิ่งที่แหม่มได้ และผ่านมาทั้งหมด ชีวิตแหม่มไม่ขึ้นจนสูงสุด แล้วก็ไม่ตกต่ำจนสูงสุด แหม่มคิดว่ามันอยู่กลาง ๆ ไม่หวือหวา...อยู่ได้ แหม่มเคยถามตัวเองว่า ทุกวันนี้เราต้องการอะไรอีกมั้ย ก็คงไม่ต้องการแล้ว ก็ขอว่าอยู่อย่างเนี้ย เงียบ ๆ แล้วก็มีความสุข อยากใช้ก็ได้ใช้ อยากทำอะไรก็ได้ทำ ไม่ต้องการอะไรมากมายไปกว่านี้ ขอเยอะมั้ย (หัวเราะ)”

นักแสดงน้อยคนนักที่ประสบความสำเร็จในเรื่องชีวิตคู่ ผิดกับ“แหม่ม” ที่ดูแฮปปี้ทุกเรื่อง รู้สึกยังไง “แหม่มคิดว่า หนึ่ง...มันก็เหมือนเป็นบุญวาสนาเก่าที่เราสร้างสมมา สอง...แหม่มคิดว่าแหม่มไปทางธรรมะเยอะ แหม่มไม่คาดหวัง แล้วก็ไม่ได้อยากยินดีอยากได้อะไรมากมาย ทีนี้พอเราไม่อยากได้เราก็ไม่ผิดหวัง ได้แค่นี้เราก็พอใจแล้ว ถามว่ามีความทุกข์มั้ยในชีวิตทุกวันนี้มันต้องมี ยังไงมันก็ต้องมีทุกข์เรื่องงานทุกข์เรื่องครอบครัว แต่ว่าเรารับได้มั้ย เรารับได้ทุกข์อะไรทุกข์ว่าลูกไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราหวัง คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ เพราะฉะนั้นเรารับได้มั้ยกับสิ่งที่เขาเป็น”

“สามีน่ารักในสายตาของเรา แต่ในสายตาคนอื่นเค้าจะบอกอุ๊ย...ทำไมสามีไม่ดูแลเธอเลย อยากไปไหนเธอก็ไปคนเดียว จะเป็นคนอย่างนี้ แต่เราพอใจไง เออ...เธอไม่ต้องมากับชั้นหรอก ไม่ต้องอยู่กับชั้นตลอด 24 ชั่วโมง แต่เข้าใจชั้นก็พอแล้ว ส่วนลูก 2 คน ตอนนี้ก็เรียนจบไฮสคูลจากแคนาดา ลูกชายกำลังจะกลับไปเรียนต่อ ส่วนลูกสาวกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แหม่มดีใจกับชีวิตที่สมบูรณ์แบบ มีความสุขแค่นี้พอแล้วค่ะ”

คุยกับนักแสดงมาก็หลายคน เพิ่งจะเห็น “แหม่ม-ธิติมา” ที่แฮปปี้ทุกเรื่องจริง ๆ เพราะเธอใช้ชีวิตแบบพอเพียงนั่นเอง.

“ปรางค์ ปิ๊กมี่”


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 56,474 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น