วันพุธ 22 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ และบรรดานักเศรษฐกิจจากสถาบันชื่อดังหลายคน ออกมาทำนายทายทักแนวโน้มเศรษฐกิจ ปีม้าศึก 2557 ต่างฟันธงตรงกันว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกปีใหม่นี้ สดใสมากกว่าปีก่อน หลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพี่ใหญ่อย่างสหรัฐ น้องรอง จีน หรือน้อง 3 ญี่ปุ่น จะได้เห็นภาพการเติบโตได้อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง เมื่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่พรั่งพรูออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เริ่มผลิดอกออกผล ที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างก็เห็นจะเป็นสหภาพยุโรป ซึ่งก็เชื่อกันว่า จะเติบโตได้ แต่ก็ลุ้นกันเหนื่อย ยังลูกผีลูกคนอยู่ ต้องเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป ส่วนภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นจีนกับญี่ปุ่นแล้ว ที่เหลือโดยเฉพาะอาเซียน อนาคตยังเจิดจรัส หลังจากเมื่อปีที่แล้วดูเหมือนว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ จะไปได้ดีกว่าเพื่อนบ้าน ทั้ง ๆ ที่เจอภัยพิบัติทางธรรมชาติกระหน่ำหลายครั้งเมื่อปีที่แล้ว

ซอมิล แพริค จากพีไอเอ็มซีโอ กองทุนชั้นนำระดับโลก เขียนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2557 ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2557 นี้ จะสดใสขึ้น หลังผ่านความท้าทายมากมายในปี 2556 โดยพีไอเอ็มซีโอ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ระหว่างร้อยละ 2.5-3 ในปีใหม่นี้

ต่อไปนี้ คือการคาดการณ์เศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 4 ภูมิภาคของโลก เนื่องจากทั้ง 4 ภูมิภาคนี้ ถือว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจโลก เพราะถ้าประเทศเหล่านี้เศรษฐกิจขยายตัวได้ ประเทศเล็กประเทศน้อยทั่วโลก ก็พลอยได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้าไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เริ่มต้นที่มหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก สหรัฐอเมริกา การลดหย่อนผ่อนปรนนโยบายงบประมาณที่เข้มงวด ประกอบกับอุปสงค์ของตลาดแรงงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมูลค่าสินทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริง จากระดับปัจจุบันในปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 1.8 ขยับขึ้นเป็นร้อยละ 2.25-2.75 ในปี 2557 บวกกับความต้องการที่อยู่อาศัย และผู้บริโภคกล้าที่จะควักเงินในกระเป๋าออกจับจ่ายได้อย่างไม่ต้องคิดอะไรมากเหมือนปีที่แล้ว อีกทั้งรายได้ของครัวเรือนก็เพิ่มมากขึ้น และการลงทุนของธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคที่อยู่อาศัย ก็ขยายตัวเร็วขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขทางการเงินที่ผ่อนคลายเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้บริษัทเอกชนได้รับประโยชน์ด้วย

ส่วนยูโรโซน คาดว่า ในปี 2557 นี้ จะหลุดพ้นจากภาวะถดถอยได้ในที่สุด หลังจากประสบปัญหาทางการเงินรุมเร้าอย่างหนักในหลายประเทศจนหยุดยั้งการเติบโต และการเปลี่ยน แปลงนโยบายการเงินจากการคุมเข้ม มาเดินบนทางสายกลาง, การเลือกที่จะปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคง จะทำให้เห็นเศรษฐกิจเติบโตต่อไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ไม่ได้เป็นภาระต่อเศรษฐกิจโลกอีกต่อไป พีไอเอ็มซีโอ คาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซน จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.25-0.75 ในปีนี้

ขยับมาที่ญี่ปุ่น ประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลก ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจประเทศด้วยนโยบาย “อาเบะโนมิกส์” ของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ทำให้เศรษฐกิจแดนซามูไร ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องในปี 2557 โดยได้รับการค้ำจุนจากนโยบายหว่านเงินก้อนโตที่รัฐบาลชุดปัจจุบันของญี่ปุ่นตั้งใจใช้เงินก้อนนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งตอนนี้นโยบายนี้กำลังแสดงผลอย่างน่าชื่นใจ ผลกระทบในเชิงบวกจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่แม้จะอ้อยอิ่ง แต่มันก็รู้สึกได้จากการบริโภคของประชาชนที่ดีวันดีคืน, มีการลงทุนเพิ่มขึ้น และตัวเลขการค้าสุทธิก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นผ่านการขึ้นภาษีสินค้าบริโภค ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคขวางกั้นแนววิถีการเติบโตอยู่บ้าง ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังมองหาการเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองในปีนี้ และคาดว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะโตได้ระหว่างร้อยละ 1-1.5 ในปีใหม่นี้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีแน่นอน หลังจากญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจมายาวนานหลายสิบปี

สำหรับจีน ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 2 รองแค่สหรัฐเท่านั้น ดูเหมือนอุปสงค์ต่างประเทศจะดีขึ้นในปี 2557 เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐและยูโรโซนขยายตัวเร็วขึ้น แม้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะชะลอตัวอยู่บ้าง แต่จีนก็ยังจะรักษาระดับของการเติบโตไว้ได้ในระดับที่เหมาะสม การมุ่งเน้นอุปสงค์ในครัวเรือนของจีน และการลดอุปสงค์ด้านอุตสาหกรรม จะเปลี่ยนแปลงผล

กระทบของจีนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง พีไอเอ็มซีโอ คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโตที่ประมาณร้อยละ 7 ในปี 2557

ในช่วงเวลานับ 10 ปีที่ผ่านมา จีนถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก จนกลายเป็นที่พึ่งยามยากไปแล้ว แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา จีนก็สะบักสะบอมเหมือนกัน ยังดีที่ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก จีนได้ประกาศโครงการปฏิรูปขนานใหญ่และน่าเชื่อถือ ปรากฏออกมาจากการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 3 หรือที่เรียกว่า  The Third Plenum ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคณะกรรมการประจำกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือโปลิตบูโร ประกาศนโยบายปฏิรูปที่สำคัญ ซึ่งก็จะต่อเนื่องจนถึงปี 2557 และนานกว่านี้

ส่วนไอเอ็มเอฟ คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่สูงถึงร้อยละ 3.6 ในปี 2557 จากร้อยละ 2.9 ในปี 2556 ถือว่าสูงได้ใจ โดยประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาดูเหมือนจะพากันตีปีกกับอัตราการเติบโตที่สูงในปี 2557 ขณะเดียวกัน สหรัฐเองจะยังคงเติบโตได้อย่างแท้จริง ขณะที่ เศรษฐกิจของยุโรปจะขยายตัวช้ามาก โดยนักเศรษฐศาสตร์ระดับชั้นนำของโลก ต่างก็ออกมารับประกันด้วยว่า เศรษฐกิจโลกในปีใหม่นี้จะสดใสมากกว่าเมื่อปีก่อน แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่ทุกคนก็มีความคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปีนี้แหละ เราจะได้เห็นตัวเลขการเติบโตที่จับต้องได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอันบ้างแล้ว

มาร์ค แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ คาดว่า สหรัฐจะได้ลิ้มรสเศรษฐกิจโตเร็วที่สุดในรอบ 10 ปี ด้วยพลังขับเคลื่อนจากการลดมาตรการรัดเข็มขัดด้านงบประมาณ, ตลาดที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวอย่างมาก และสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมของบริษัทเอกชนอเมริกัน, สถาบันการเงิน และงบดุลครัวเรือน

โรเบิร์ต คาห์น จากสภาวิเทศสัมพันธ์ หรือซีเอฟอาร์ กล่าวว่า ยุโรปกำลังขยายตัว และเงินทุนกำลังเริ่มกลับมา ซึ่งก็คงทำให้บรรดาผู้กำหนดนโยบายร่าเริงเบิกบานใจได้พอสมควร ความรู้สึกเรื่องเศรษฐกิจก็ลดลง พร้อมปรากฏสัญญาณเบื้องต้นของการเติบโต แต่ยุโรปก็ยังไม่ได้ออกจากป่ารกชัฏ และยังมีความเสี่ยงสูงที่วิกฤติอาจหวนกลับมา อย่างไรก็ตาม พื้นที่ของยูโรโซนจะกลับมาอยู่ในเส้นทางการเติบโตได้ที่ร้อยละ 1 ในปี 2557 หลังจากตกต่ำมา 2 ปี แต่ธนาคารยังต้องอยู่ในภาวะรัดเข็มขัดต่อไป เนื่องจากยังต้องอยู่ในกระบวนการลดหนี้ (deleveraging)

อุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้น เป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมการเติบโต และการผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดทางการเงินอยู่ในวิสัยที่ต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี จะต้องทำอะไรมากกว่านี้ในการกระตุ้นการปล่อยกู้ครั้งใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง และต้องพิจารณาถึงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี อย่างเต็มที่

ปัญหากับการคาดการณ์นี้ ก็คือว่า อัตราการเติบโตในระดับนี้ คงไม่มากพอที่จะไปลดระดับอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงได้ ซึ่งในสเปน อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 26 และร้อยละ 12 ในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร หรือยูโรโซนทั้งหมด โดยตัวเลขการว่างงานในหมู่วัยรุ่น ซึ่งเฉลี่ยแล้วสูงเกือบร้อยละ 24 สำหรับยูโรโซน และทะลุร้อยละ 35 ในหลายประเทศ ซึ่งนี่แหละคือภัยคุกคามที่สำคัญต่ออนาคตของยุโรป

บางทีการเมืองจะเป็นความท้าทายที่หนักหน่วงขึ้นในปีม้าศึกนี้ ผลสำรวจความคิดเห็น พบว่า มาตรการรัดเข็มขัดกำลังบ่อนทำลายความพร้อมของชาวยุโรปในการยอมรับการเป็นสหภาพในเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของยุโรป การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือนพฤษภาคมนี้ ดูเหมือนจะนำไปสู่การลงคะแนนที่แสดงการต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดที่รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลในหลายประเทศที่ประสบปัญหา เช่นกรีซ และโปรตุเกส อาจจะพบว่า มันยากเย็นแสนเข็ญที่จะได้รับเสียงสนับสนุนสำหรับโครงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของพวกเขา   

ด้านเออร์เนสโต ทัลวี จากสถาบันบรูคกิง กล่าวว่า ประเทศลาตินอเมริกา ที่มีการบริหารจัดการอย่างดี ซึ่งพึ่งพากับการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติจำนวนมาก จะต้องปรับอัตราการเติบโตของการบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายของงบประมาณภาครัฐ

ส่วนยูคอน ฮวง ของมูลนิธิคาร์เนกี้เพื่อสันติภาพโลก กล่าวว่า จีนสามารถก้าวไปถึงเส้นทางการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากสามารถจัดการกับปัญหาภาระหนี้สินและส่งเสริมภาคการผลิตได้ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้วางกรอบนโยบายที่กล้าหาญเพื่อเดินไปสู่เส้นทางการเติบโตของเศรษฐกิจให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ที่เรียกว่า The Third Plenum ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ขณะที่จีนขยับเข้าใกล้ระดับของรายได้ที่ดีกว่าประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วหลายชาติ และจีนต้องรักษาอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจให้อยู่ที่ร้อยละ 7 ในช่วง 10 ปี จากนี้  แต่จีนจะต้องแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่กำลังพุ่งสูง และเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้น

ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจำนวนมหาศาล 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2551 ดันหนี้สาธารณะพุ่งสูงถึงร้อยละ 50 ไปอยู่ที่มากกว่าร้อยละ 200 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี แต่ด้วยความที่อัตราเงินออม และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนที่มีอยู่ล้นคลัง ภาวะหนี้สินจึงถูกบริหารจัดการได้โดยง่าย ทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้น ความวิตกกังวลสำคัญที่จีนต้องแก้ไข คือการทำให้ระบบงบประมาณมีความแข็งแกร่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่น ไม่ต้องหันหน้าไปพึ่งพาสินเชื่อสถาบันการเงินอีกต่อไป เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็น

เอ.ไมเคิล สเปนซ์ ของสภาวิเทศสัมพันธ์อีกคน ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปี 2557 ดูเหมือนว่าจะกลับมายืนอยู่ในตำแหน่งในช่วงหลังเกิดวิกฤติได้อีกครั้ง โดยเศรษฐกิจจะเติบโตในประเทศกำลังพัฒนา, การขยายตัวอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังในสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 1.5-2 และการเติบโตที่ช้ามากในยุโรป ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ต้องทำให้ตลาดหนี้สาธารณะมีเสถียรภาพ และความเสี่ยงของระบบขณะนี้ลดลงอย่างมั่นคง แต่การเติบโตของเศรษฐกิจก็ไม่ง่าย  การเติบโตอย่างที่หวังไว้ก็จะช้า  

สำหรับบีไอเอ็มซีโอแล้ว ปีใหม่นี้ จะเป็นปีที่สดใสขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก แม้ว่าจะมีความท้าทายหลากหลายที่เผชิญมาระหว่างปี 2556 โดยคาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ระหว่างร้อยละ 2.5-3 ในปีนี้ ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลกในปี 2556 มีความสัมพันธ์อิงแอบแทบจะแยกกันไม่ออกกับเศรษฐกิจสหรัฐ พูดง่าย ๆ ก็คือ เศรษฐกิจโลกผูกพันกับเศรษฐกิจสหรัฐอยู่อย่างแนบแน่นนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การปรับตัวดีขึ้นในตลาดแรงงาน และรายได้ครัวเรือนและงบดุลของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนได้รับอานิสงส์จากนโยบายการเงินชนิดพิเศษของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดนั่นเอง

ส่วนภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจโลก ดูเหมือนจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมในปี 2557 เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการเติบโตของอุปสงค์โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ, ช่องว่างการผลิตยังคงมีขนาดใหญ่, อัตราการว่างงานสูง และความสมดุลอุปทานและอุปสงค์สำหรับพลังงานที่ดีขึ้น จะเป็นตัวควบคุมภาวะเงินเฟ้อให้ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางในประเทศส่วนใหญ่

มาเจาะเศรษฐกิจในเอเชียกันบ้าง ยกเว้นจีนกับญี่ปุ่นแล้ว ว่ากันว่า ภาพรวมของเอเชียสดใสมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ โดยมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม ซึ่งถูกมองว่า สูญเสียโอกาสไปในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พัฒนาการทางการเมืองยังมีส่วนสำคัญในหลายประเทศในภูมิภาค ในส่วนของไทยหลังการชุมนุมประท้วงของมวลมหาประชาชน ทำให้วิกฤติการเมืองในขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งก็ต้องส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเเน่ ๆ

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่ง ปัญหาในทะเลจีนตะวันออก ความตึงเครียดกรณีพิพาทเรื่องการแย่งดินแดนระหว่างจีน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ก็ยังคุกรุ่นอยู่ หลังจากจีนประกาศขยายเขตป้องกันทางอากาศจำเพาะ หรือเอดีไอแซด แต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งเขตเอดีไอแซดใหม่นี้ กินอาณาบริเวณไปถึงหมู่เกาะเซนกากุ ที่จีนเรียกว่า หมู่เกาะเตียวหยู ซึ่งญี่ปุ่นดูแลอยู่ และครอบคลุมแนวโขดหินเอียวโด ที่เกาหลีใต้ควบคุมอยู่ การตัดสินใจของจีนเช่นนี้ จุดชนวนให้สหรัฐเข้าแทรกแซง โดยสหรัฐส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไม่ติดอาวุธ บี-52 เข้าไปในน่านฟ้าดังกล่าวโดยไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของจีนทราบล่วงหน้า ส่วนเกาหลีใต้ ก็ตอบโต้ด้วยการประกาศขยายเขตป้องกันตนเอง และจัดการซ้อมรบร่วมกับญี่ปุ่น ภายในเขตพิพาทดังกล่าว กระทั่งในช่วงต้นเดือนธันวาคม รองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ก็ได้พบหารือกับเจ้าหน้าที่จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์บานปลาย และบรรเทาความตึงเครียดที่ยังระอุอยู่

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศในเอเชียยังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจในปี 2557 เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองทั้งในและระหว่างประเทศ ก็อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ยังเชื่อว่า เอเชียจะยังคงเป็นกงล้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้เหมือนกับหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา.

ทีมข่าวต่างประเทศ


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 4,502 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น