วันศุกร์ 31 ตุลาคม 2557 อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับแมวได้ติดตามมนุษยชาติมาตั้งแต่ยุคก่อนที่ฟาโรห์อียิปต์จะเชิดชูพวกมันเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคดี แม้วันนี้เราจะรู้อะไรมากขึ้นเกี่ยวกับมันแต่กระนั้นก็ยังถูกสะกดด้วยดวงตาในยามค่ำคืนของแมว และรู้สึกสบายเมื่อได้สัมผัสแรงสั่นสะเทือนลึกลับขณะที่พวกมันกรนเบา ๆ

หากมองแบบแยกส่วน อวัยวะและพฤติกรรมแต่ละอย่างของแมวจะเปรียบเหมือนรหัสมอร์ส การส่งข้อความ และเคล็ดลับการอยู่รอดด้วยตัวเอง ที่มารวมกันแบบพิลึกกึกกือ แต่เมื่อรวมกันเข้าพวกมันกลายเป็นเพลงเมดเลย์ที่ประกอบด้วยข้อเท็จจริงสนุก ๆ ซึ่งรวมกันเป็นหีบห่อน่าพิศวงปกคลุมด้วยขนนุ่ม และนี่คือข้อเท็จจริงแปลกประหลาดห้าประการเกี่ยวกับกายวิภาคของแมว

อันดับแรก “การสื่อสารด้วยหนวด” หนวดแมวเหมือนระบบนำทางด้วยเรดาร์ โดยมีกลุ่มปลายประสาทคอยส่งสัญญาณโทรเลขบอกรายละเอียดเกี่ยวกับทุกสิ่งที่แมวสัมผัส รวมทั้งความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลง หนวดแมวกว้างเท่ากับตัวแมวทำให้มันรู้ว่ามันสามารถเข้าไปในช่องแคบ ๆ หรือแอบอยู่หลังโทรทัศน์ได้หรือไม่ หนวดยังเป็นเครื่องนำทางด้วย ขนแข็ง ๆ เหล่านี้ที่อยู่เหนือเปลือกตาของมัน รอบ ๆ จมูกของมัน และที่ด้านในของปลายขาหน้าของมัน ช่วยให้แมวเคลื่อนที่ได้อย่างนุ่มนวลในความมืด หนวดซึ่งไวต่อความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ วัตถุที่ไม่รู้จัก ช่วยให้แมวสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคนั้นไปได้

ขณะที่แมวกำลังล่าเหยื่อมันจะใช้หนวดเล็งรูปร่างของเหยื่อ ทำให้มันรู้ว่าจะโจมตีตรงไหน หากเสียหายจะทำให้มันเล็งไม่สะดวก หนวดบริเวณใบหน้าของแมวยังเป็นสิ่งบ่งบอกอารมณ์ด้วย หนวดที่ตั้งชัน และชี้ไปข้าง หน้าหมายความว่าแมวตัวนั้นกำลังก้าวร้าว หนวดของแมวที่กำลังโกรธจะลู่แนบไปกับใบหน้า และหนวดของแมวที่กำลังพอใจจะชี้ไปข้างหน้าอย่างสวยงามและเอียงลงเล็กน้อย

อันดับต่อมาคือ “เสียงกรน” เสียงรัวต่ำ ๆ ของแมวขณะที่มันหายใจเข้าออกคือความสุขสำราญอย่างหนึ่งของชีวิต ทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับเสียงกรนนั้นมีหลากหลายพอ ๆ กับลวดลายของแมวสามสี แมวบ้านกรนเวลาพวกมันพอใจและมักจะกรนเวลาเราลูบคางหรือหัวของมันหรือเปิดกระป๋องอาหาร แม่แมวกรนเพื่อลูก ๆ แรกเกิดจะได้หามันเจอและหาแหล่งอาหารเจอ มันจึงมักกรนเวลาให้นมลูก และยังกรนเวลาเครียดด้วย คือเวลาที่พวกมันพักฟื้นจากการบาดเจ็บ บางครั้งแมวบางตัวกรนดังมากเวลาถูกตรวจ จนสัตวแพทย์ฟังเสียงหัวใจมันทางหูฟังได้ไม่ชัด

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเสียงกรนของแมวเกิดจากการส่งสัญญาณสลับเป็นช่วง ๆ ของกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อกล่องเสียงที่ความถี่ 25 ถึง 150 เฮิร์ทซ์ (หนึ่งเฮิร์ทซ์คือหนึ่งรอบต่อวินาที) การวิจัยบ่งบอกว่าเสียงในย่านความถี่นี้สามารถช่วยการเยียวยาและการเติบโตของกระดูก ยังไม่มีคำตอบชี้ชัด และพลังของการกรนก็ยังคงเป็นปริศนา ในทางวิทยาศาสตร์ เราอาจรู้ว่าแมวกรนได้อย่างไร แต่มันกรนเพราะอะไร?

“เรื่องของหาง” หางแมวมีกระดูกอยู่ประมาณ 10% ทำหน้าที่ถ่วงเพื่อช่วยให้มันทรงตัวได้ขณะเดินไปตามพื้นที่แคบ ๆ หรือเลี้ยวกะทันหัน นอกจากจะทำหน้าที่เหมือนหางเสือเรือแล้ว หางแมวยังสื่อสารอารมณ์และข้อความที่มันอยากบอกอีกด้วย การถอดรหัสคำพูดของหาง คือวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการอ่านภาษากายของแมว

หางของแมวที่กำลังผ่อนคลายจะแกว่งไปมาช้า ๆ เป็นครั้งคราว เป็นการส่งสัญญาณว่ามันพร้อมจะสนใจอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ  ถ้าหางยกสูงและตั้งตรง แมวกำลังบอกว่ามันเป็นใหญ่และมีความสุข ถ้าปลายหางกระตุกเล็กน้อย แมวตัวนั้นกำลังรำคาญ การสะบัดหางอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งมาพร้อมกับการทำหูลู่ คือสัญญาณที่บอกว่าแมวของคุณอยากอยู่ตามลำพัง และอาจจะทำร้ายถ้าคุณยังลูบมันต่อไป

เวลาแมวกำลังเล่นหรือดูนกนอกหน้าต่าง มันจะหมอบต่ำพร้อมกับสะบัดหางไปมา เลียนแบบพฤติกรรมของแมวใหญ่ที่ย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ ถ้าหางแมวตั้งตรงและขนพอง แปลว่ามันกำลังตื่นตัวและพร้อมจะจู่โจม หางพองฟูหลุบต่ำส่งสัญญาณว่ามันกลัว และหางที่เขี่ยหรือพันขาของคุณเบา ๆ หมายถึงความรักและการยอมรับ

กายวิภาคที่สี่ “ด้านสาก ๆ ของลิ้น” ถ้าแมวของคุณเคยเลียคุณด้วยความรัก คุณคงจะรู้ว่าลิ้นสีชมพูน่ารักนั้นให้ความรู้สึกเหมือนมีกระดาษทรายเบอร์หยาบหรือแถบผ้าตีนตุ๊กแกมาลูบผิวของคุณและลิ้นแมวป่าก็หยาบยิ่งกว่านั้นลิ้นสัตว์ตระกูลแมวทุกชนิดตั้งแต่แมวลายในบ้านไปจนถึงเสือเบงกอลหนัก 600 ปอนด์ (272 กิโลกรัม)ล้วนปกคลุมด้วยเงี่ยงหรือตะขอเล็ก ๆ ทำให้ลิ้นของมันมีผิวหยาบ ปลายแหลมเล็กจิ๋วเหล่านี้ชี้เข้าไปทางลำคอของแมว และเป็นเครื่องมือช่วยในการแต่งขนของมัน เงี่ยงเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายหวี ซึ่งจะจับและทำความสะอาดขนแมว ในธรรมชาติ ตะไบเหล่านี้จะฉีกเนื้อออกจากกระดูกของเหยื่อที่แมวใหญ่ล่าได้

ลิ้นแมวอาจจะเป็นอวัยวะที่มีงานยุ่งที่สุดในร่างกายของพวกมัน พวกมันเลียขนไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาความสะอาดเท่านั้น แต่เพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกายด้วย คือทำให้ขนพองฟูขึ้นในฤดูหนาว และทำให้ขนเปียกน้ำลายจนเรียบลง เพื่อให้ตัวเย็นในฤดูร้อน

ขณะที่มันจะเก็บสะเก็ดหนัง ขนที่หลุดร่วง ตัวหมัด และสิ่งสกปรก แมวจะกลืนเศษเหล่านี้ลงไป ซึ่งตามปกติจะละลายไปด้วยกรดในกระเพาะ แมวบางตัวโดยเฉพาะแมวขนยาวหรืออายุมาก อาจกลืนขนลงไปมากเกินกว่าที่กรดจะละลายได้ และขย้อนก้อนขนออกมา การให้ครีมขจัดก้อนขนจะช่วยมันย่อยขนที่มันกลืนลงไป

สุดท้ายคือ “ตาที่เรืองแสงในความมืด” ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว ทอง ฟ้า หรือเหลือง ตาแมวก็เป็นลูกแก้วน่าหลงใหลที่เปล่งประกายในความมืด ลองนึกถึงแมวเชสเชียร์ชื่อดัง ซึ่งดวงตาและรอยยิ้มของมันยั่วยุอลิซในดินแดนมหัศจรรย์ หรือลองใช้ลำแสงของไฟฉายสังเกตแมวในห้องมืด ๆ ก็จะเห็นประกายเรืองแสงน่ากลัวนั้น

แม้กระทั่งในแสงริบหรี่ ตาแมวมีรูม่านตาใหญ่กว่าตามนุษย์ และควบคุมโดยกล้ามเนื้อซิเลียรีคู่หนึ่งที่คล้ายกับชัตเตอร์กล้องถ่ายรูป ทำให้แมวมีรูม่านตาพิเศษเหมือนรอยกรีดยาวเมื่ออยู่ในแสงสว่าง ในความมืดแสงที่กระทบตาแมวจะสะท้อนจากเยื่อคล้ายกระจกเงาซึ่งอยู่หลังจอตา โครงสร้างนี้เรียกว่า “ทาเพตัม ลูซิดัม” ซึ่งมีอยู่ในตาของแมว สุนัข ปลาและนกบางชนิด รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่ออกล่าในเวลากลางคืน

เมื่อแสงเข้าสู่ตาแมว มันจะผ่านจอตา ซึ่งเซลล์รับแสงที่เรียกว่าเซลล์รูปแท่งและรูปกรวยจะดูดกลืนมันไว้ แสงที่ไม่ถูกดูดกลืนจะไปกระทบทาเพตัม ลูซิดัม และสะท้อนกลับไปที่จอตา ทำให้มันรับแสงได้มากขึ้น สัตว์ที่มีทาเพตัม ลูซิดัมจะมีทัศนวิสัยกลางคืนดีกว่า เพราะมันทำให้พวกมันดูดกลืนแสงได้มากขึ้น สิ่งนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเวลามันมองหาเหยื่อตอนกลางคืน แมวต้องการแสงเพียงหนึ่งในหกของมนุษย์เพื่อจะใช้ชีวิตในความมืด

ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับแมวและทำอย่างไรเมื่ออยากเลี้ยงแมวคู่กับหมาไว้เป็นเพื่อนกัน ในสารคดี Must Love Cats ที่จะออกอากาศทางช่องแอนนิมอล แพลนเน็ต ทรูวิชั่นส์ 21 เร็วๆ นี้.


Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แบ่งปัน

จำนวนคนดู 41,086 ครั้ง

แสดงความคิดเห็น